Thursday, January 31, 2008

สำนึกรู้ในคุณคน

ดร.เกศรา รักชาติ

ช่วงเดือนธันวาคมปีที่ผ่าน สามีและดิฉันได้ทำการปรับปรุงบ้านอยู่อาศัยค่ะ เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า บิลค่าน้ำประปาของที่บ้านสูงกว่าที่ผ่านๆ มา การประปานครหลวงก็มีโน้ตในใบแจ้งหนี้ว่าค่าน้ำสูงผิดปกติ ต่อมาอีกเดือน ค่าน้ำก็สูงขึ้นอีก ก็มีโน้ตในใบแจ้งหนี้อีกว่า สงสัยจะมีน้ำรั่วในบ้าน

 

ดิฉันก็สำรวจด้วยตัวเองก็ไม่เจอ เลยสงสัยเอาเองว่าน่าจะรั่วใต้ดิน จนอีกหลายๆ เดือนต่อมาค่าน้ำก็ยังสูงขึ้นกว่าเดิมอย่างต่อเนื่องอีก เพราะพวกเรามัวแต่ยุ่งกับการทำงานไม่ได้ติดต่อช่างให้มาดู จนกระทั่งติดต่อช่างได้ ก็ให้ช่างเข้ามาดู ดูไปดูมาช่างก็ทักเรื่องรั้วบ้านว่าสงสัยจะถูกรากต้นไม้ใหญ่ของบ้านข้างๆ ดันรั้ว เลยทำให้รั้วบิดเบี้ยวผิดรูปทรงไป

 

เราก็เลยตัดสินใจให้ช่างทำรั้วบ้านใหม่ เพราะกลัวอันตราย ระหว่างที่ทำรั้วก็เกิดอยากทาสีบ้านรับปีใหม่อีก และเริ่มแผ่ขยายไปทำการยกหลังคาห้องครัวใหม่ ทำห้องครัวใหม่ซะเลย เลยกลายเป็นปรับปรุงบ้านเรื่องเป็นราวไป คนงานและช่างต้องเข้ามาทำงานที่บ้านเป็นเดือนเลยค่ะ

 

วันที่ดิฉันหยุดงานก็จะอยู่บ้านมีโอกาสได้เห็น Life style ของคนงานและช่างค่ะว่าทุกๆ วัน ทุกๆ คนจะต้องซื้อเครื่องดื่มชูกำลังดื่มวันละ 2 ขวด และนำข้าวห่อพร้อมกับข้าวคนละ 1 อย่าง (ซึ่งเอามาคนละนิดหน่อย) มาแบ่งปัน นั่งล้อมวงทานกัน

 

คุณสามีของดิฉันก็จะออกไปซื้อกับข้าวมาให้คนงานทาน หุงข้าวร้อนๆ ให้ วันไหนพวกเราไปทำงาน ก็จะให้คุณแม่บ้านจัดหาให้ จนอาทิตย์ต่อๆ มาพวกเขาก็ไม่เอาข้าวมากัน เพราะมาบ้านนี้มีให้ทานอย่างเต็มที่ เวลาที่เราหากับข้าวให้พวกเขา เราก็มักจะหาอะไรพิเศษหน่อยที่พวกเขาไม่ค่อยได้ทานบ่อยในชีวิตประจำวัน พวกเราเห็นเขาต้องเสียเงินซื้อเครื่องดื่มชูกำลังกันวันละ 2 ขวด ก็อดใจไม่ไหวก็ไปซื้อเป็นลังๆ มาเก็บเอาไว้แจกให้พวกเขา เพราะแต่ละคนทำงานเป็นรายวันกัน ซึ่งก็ไม่ได้มากมายอะไร จะเหลือเงินกันคนละกี่บาทถึงบ้านหากต้องจ่ายนั่นนี่ ดิฉันและสามีเลยอยากให้คนงานและช่างได้ "กำไร" บ้างค่ะ

 

เมื่อเราดูแลเขาดี เรารู้สึกอิ่มเอมใจที่ได้ดูแล เห็นเขาทานข้าวอย่างอร่อย เงินเหลือกลับบ้านมากกว่าเดิม มีกำไรจากการทำงานให้บ้านเรา เห็นเขาสุขใจ เราก็สุขใจ แถมสุขใจมากเป็นหลายเท่า ทวีคูณ เมื่อพวกเขาทำบ้านออกมาได้สวย ถูกใจค่ะ เพราะเขาก็เต็มที่ให้กับเรากลับมาเช่นกัน อัศจรรย์ไหมคะ

 

การอยู่ในสังคมทุกวันนี้ เราต่างเกี่ยวข้อง เชื่อมโยงกันค่ะ เราต่างพึ่งพากันและกันหากเราต้องการเห็นการดำรงอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน สอดคล้องไปในทำนองเดียวกัน เราทำอะไรให้ใครได้ โดยการรู้จักสำนึกในคุณ รู้คุณของบุคคลต่างๆ ของสรรพสัตว์และสรรพสิ่งต่างๆ ที่ได้ช่วยเหลือ เอื้อให้เราอยู่ดี มีสุข เราต้องสำนึกรู้คุณค่ะ รู้จักให้กลับไป รู้จักขอบคุณ ตัวเราเองก็จะมีจิตใจที่สดชื่น มีพลังมากๆ ค่ะ เราจึงควรฝึกจิตใจและการกระทำของการสำนึกรู้คุณอยู่ตลอดเวลา จนกลายมาเป็นวิถีชีวิตได้จะสุดยอดเลยค่ะยกตัวอย่างเช่น

 

ดิฉันและสามีรู้สึกสำนึกในบุญคุณของคนงานและช่างที่ได้มาทำบ้านให้กับเรา หากไม่มีพวกเขา เราก็ไม่ได้บ้านอย่างที่เราอยากได้ แม้เราจะมีเงินก็เถอะค่ะ ขอบคุณค่ะ เมื่อช่างมาทำบ้านก็มีขยะเกิดตามมามากมาย ก็เป็นภาระของคนเก็บขยะ กทม.อีก ก็ต้องขอบคุณคนเก็บขยะ ซึ่งก็เป็นสิ่งที่บ้านเราก็ทำเป็นประจำสม่ำเสมอ เป็นกิจวัตรอยู่แล้วค่ะ ด้วยกล่าวทักทายและ ขอบคุณคนเก็บขยะ ให้ขนมนมเนย ให้ค่าน้ำบ้างเป็นการขอบคุณที่มาเก็บของเหม็น ของเสีย ที่พวกเราสุดแสนจะรังเกียจมัน ทั้งๆ ที่เราเป็นคนสร้างมันกันเอง หากไม่มีคนเก็บขยะมาเก็บสักวัน พวกเราต้องเดือดร้อน ลำบากแน่ๆ ขอบคุณมากค่ะที่ทำให้เราได้พึ่งพา

 

พวกเราที่บ้านยังสำนึกในคุณของการประปาด้วยค่ะ ที่มีโน้ตเตือนเรา เมื่อเห็นค่าน้ำสูงผิดปกติจากที่ผ่านๆ มา ขอบคุณมากค่ะที่ใส่ใจ เราจัดการเรียบร้อยแล้วค่ะ ค่าน้ำประปากลับมาปกติตามที่ใช้จริงแล้วค่ะ นอกจากนี้เรายังต้องขอบคุณเพื่อนบ้านที่เสนอจ่ายเงินค่าทำรั้วให้เราครึ่งหนึ่ง โดยที่เรายังไม่ทันเอ่ยปากเลย ทั้งๆ ที่เจ้าของบ้านเองก็ไม่ได้อยู่อาศัยและกำลังประกาศขายบ้าน ขอบคุณมากค่ะที่ทำให้เราอยู่ในสังคมด้วยกันอย่างมีความสุข

 

อีกคนที่พวกเราสำนึกรู้คุณเธอตลอดเวลาคือคุณแม่บ้านค่ะ คนนี้คือบุคคลสำคัญของบ้านเลย ขอบคุณเธอมากๆ ที่ดูแลบ้านให้กับเรา 24 ชั่วโมง ดูแลคนงาน ดูแลอาหารการกิน ดูแลสารพัด สุดยอดจริงๆ

 

นอกจากนี้พวกเราก็ดีใจมากๆ ที่ไม่ต้องตัดต้นไม้ใหญ่ของเพื่อนบ้านทิ้ง เพราะนายช่างใช้วิธีเทคานลอยของรั้วบ้านให้โครงสร้างแข็งแรงมากๆ ต้นไม้ใหญ่ยังอยู่ เผื่อแผ่ร่มเงามาถึงบ้านพวกเรา ขอบคุณต้นไม้ค่ะ

 

ปีใหม่นี้ ดิฉันก็ขอต้องขอบคุณท่านผู้อ่านที่ติดตามคอลัมน์นี้มาโดยตลอดค่ะ ไม่มีคุณผู้อ่าน หนังสือพิมพ์ก็คงไม่มีค่ะ ขอบคุณลูกค้าทุกรายที่รักและเมตตาดิฉัน ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างค่ะ

 

มาฝึกการมีสำนึกรู้คุณในชีวิตประจำวันปี 2551 นี้กันทุกวันเถอะค่ะ โดยเริ่มวันใหม่ของทุกๆ วันด้วยการขอบคุณผู้ที่มีบุญคุณกับเรา เช่น บุพการี ลูกๆ พี่น้อง บริษัทที่ทำงาน องค์กรที่เราทำงาน เจ้านาย ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน แม่บ้าน รปภ. คนขับรถ แม่ค้า พ่อค้า ฯลฯ แล้วคุณจะพบว่าชีวิตในปีใหม่นี้จะมีแต่ความสดชื่น มีพลัง หยิบจับอะไรก็จะมีแต่ความสำเร็จและรุ่งเรืองค่ะ สวัสดีปีใหม่ค่ะ

 

---------------------------------------

 

โดย ดร.เกศรา รักชาติ: Ph.D. Leadership and Human Behavior ผู้มีประสบการณ์ตรงจากการสร้าง Learning Organization

 

วิทยากรและที่ปรึกษาทางด้าน Learning Organization & Knowledge Management, Leadership, Coaching, Communication & Interpersonal Skills, ทรัพยากรมนุษย์และการพัฒนาองค์กร

Food for a week

Germany 
Germany: The Melander family of Bargteheide
Food expenditure for one week: 375.39 Euros or $500.07

United States
United States: The Revis family of North Carolina
Food expenditure for one week $341.98

Japan
Japan : The Ukita family of Kodaira City
Food expenditure for one week: 37,699 Yen or $317.25

Italy
Italy: The Manzo family of Sicily
Food expenditure for one week: 214.36 Euros or $260.11

Mexico
Mexico: The Casales family of Cuernavaca
Food expenditure for one week: 1,862.78 Mexican Pesos or $189.09

Poland
Poland: The Sobczynscy family of Konstancin-Jeziorna
Food expenditure for one week: 582.48 Zlotys or $151.27

Egypt
Egypt: The Ahmed family of Cairo
Food expenditure for one week: 387.85 Egyptian Pounds or $68.53

Ecuador
Ecuador: The Ayme family of Tingo
Food expenditure for one week: $31.55

Bhutan
Bhutan: The Namgay family of Shingkhey Village
Food expenditure for one week: 224.93 ngultrum or $5.03

Chad
Chad: The Aboubakar family of Breidjing Camp
Food expenditure for one week: 685 CFA Francs or $1.23

ที่มา
http://homelessnation.org/fr/node/7412

กลอนโดนใจ

 

Tuesday, January 29, 2008

โลกนี้มีอนาคตหรือ ?

คอลัมน์ BOOK IS CAPITAl

 

หากเหลียวดูเศรษฐกิจโลกยามนี้แล้ว ต้องบอกว่าน่าตื่นตะลึงไม่น้อย ปัญหาซับไพรมกำลังกลายเป็นวิกฤต "แฮมเบอร์เกอร์" อันมีศูนย์กลางอยู่ที่สหรัฐอเมริกา กำลังแผ่ลามออกไปทั่วโลก

 

สัปดาห์ที่ผ่านมา หุ้นตกกันระเนระนาดอย่าง ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า โลกนี้ยังมีอนาคตอยู่หรือเปล่า ?

 

เมื่อพลิกอ่านหนังสือของ "ไมเคิล ไรต์" ชื่อว่า "โลกนี้มีอนาคตหรือ ?" พบว่ามีหลายเรื่องที่น่าสนใจ อย่างเช่น จากสังคมประเพณีสู่โลกหลัง สมัยใหม่ โฉมหน้าโลกหลังสังคมนิยม กำลังเกิดอะไรขึ้นในปัจจุบันยุคหลังคอมมิวนิสต์ กำลังเกิดอะไรขึ้นในปัจจุบันหลังทุนนิยม หลังประชาธิปไตย เรากำลังไปไหน ?

 

ทั้งนี้ในมูลเหตุหนึ่งที่กำลังสั่นคลอนโลกอย่างสงครามก่อการร้าย ปัญหาสหรัฐ-อิรัก มีแง่มุมให้น่าคิดว่า ปัญหาตะวันออกกลางกับตะวันตกไม่ใช่เรื่องศาสนา และไม่ได้เกิดจากความมุ่งร้ายของมุสลิมฝ่ายเดียว

 

ในทางตรงกันข้าม ปัญหาเกือบทั้งหมดเป็นเรื่องของการแย่งชิงน้ำมันดิบ และประเทศมหาอำนาจตะวันตกต่างหากได้ก่อเรื่องขึ้นมาเอง ด้วยการเล่นพิเรนทร์ตลบตะแลงกับตะวันออกตลอดมาเกือบร้อยปี

 

ไมเคิล ไรต์ สรุปไว้อย่างน่าคิดว่า การที่สหรัฐทำสงครามกับอิรัก (โดยผิดกติกาสหประชาชาติ) ประกอบด้วยบรรดาซีอีโอของบรรษัทผู้ค้าน้ำมันและยุทโธปกรณ์ที่ซื้ออำนาจรัฐมา จึงจะนับเป็นประชาธิปไตยมิได้

 

ในทศวรรษ 1930 มุสโสลินี เผด็จการฟาสซิสม์ของอิตาลี ได้นิยามคำว่า "ฟาสซิสม์" ว่าการประกอบเป็นองค์เดียว เป็นการผนึกผสม พลังของรัฐกับพลังของบรรษัท

 

เป็นไปได้ไหมว่า ในยุคหลังสังคม ทุนนิยม และประชาธิปไตยนี้ โลกทั้งโลกกำลังแห่ไปสู่ลัทธิฟาสซิสม์ใหม่ (neo-fascism) สมบูรณ์แบบ

 

บรรษัทซื้ออำนาจรัฐ รัฐจึงหมดศักดิ์ศรีไม่สามารถป้องกันผลประโยชน์ของประชาชน

 

ประชาชนจึงกลายเป็นทาสของบริษัทโดยอัตโนมัติ

 

"เป็นไปได้ไหมว่า "โลกาภิวัตน์" (globalization) คือ ลัทธิฟาสซิสม์ใหม่ (neo- fascism) ในคราบแปลกปลอม ?"

 

นั่นคือสิ่งที่ ไมเคิล ไรต์ ตั้งเป็นประเด็นไว้ ให้คิด

 

แล้วประเทศไทยกำลังเดินไปตามเส้นทาง สายนี้หรือไม่ ก็ต้องประมวลเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วไปคิดวิเคราะห์กันเอาเอง

Monday, January 28, 2008

"51 สิ่งที่ผมเรียนรู้เมื่ออายุ 51"

เพื่อนๆที่รัก

ในโอกาสวันขึ้นปี พ.ศ. 2551 ที่มาถึง ผมมีโอกาสนั่งอยู่กับตัวเอง ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วเลยเขียน ออกมาให้อ่าน
กันเล่นๆ
ถือเป็นของขำวันปีใหม่ ให้เพื่อนๆทุกคนนะครับ

'51 สิ่งที่ผมเรียนรู้เมื่ออายุ 51'

1. ตอนขึ้นปีใหม่นี้ ไม่มีเรื่องอะไรที่ผมต้องกลุ้มใจมากนัก เพราะชักจะจำ
เรื่องราวเหล่านั้นไม่ ค่อยได้ซะแล้ว
2. เมื่อคืน วันส่งท้ายปีเก่าก็ไม่เมา เพราะไม่มีใครเค้าคิดจะโทรมาชวน
ออกไปเที่ยวต่อ แถมยัง ต้องเข้านอนเร็วขึ้นกว่าคืนอื่นด้วย
เพราะว่ามีคนชวนไปทำบุญที่วัดเมื่อตอนเช้าวันนี้
3. ไม่รู้สึกเจ็บกระดูกข้อเท้าอันเกิดจากการวิ่งอีกต่อไป เพราะออกไปวิ่งไม่ไหว
4. ตอนนี้เวลาคนเรียกว่า ลุง ก็ไม่โกรธ
5. ดู music video เพลงรักซึ้งล่าสุดของ อัสนี-วสันต์แล้วไม่นั่งเหม่อลอย
มองท้องฟ้า หรือต้อง รีบร้อน message หาใครซักคนเหมือนเคย
6. โฆษณากางเกงยีนส์ Armani ลดราคาหน่ะไม่ได้กินเงินผมอีกต่อไปหรอก แต่
ถ้า กางเกงชาวเล ลดราคาล่ะก็.. ไม่แน่
7. ตัวแทนบริษัทของประกันไม่ค่อยโทรมาตื้อแล้ว หรือไม่ก็เป็นฝ่ายขอ
วางสายเอง เมื่อทราบอายุ
8. มีเงินซื้อ Viagra มาเก็บไว้ดูเล่นเยอะๆได้
9. ทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับชีวิตในช่วงนี้ คุณภาพ น่าจะสำคัญกว่า ปริมาณ
10. มีเส้นผมสีขาวแซมรอบศรีษะบ้าง ก็ดูเท่ดี
11. เริ่มจะเข้าใจแล้วว่า หากเราหัดทำใจให้กว้างใหญ่ขึ้นกว่าเก่า
ความเป็น
ทุกข์จะน้อยลง
12. รู้ว่าคนเราควรกินอาหารแต่พอดี หากใส่เข้าไปมากเกินไป ตอนจะเอาออก
ไปให้เหลือสมดุลย์นั้น ยากกว่า ตอนเอาเข้าไป ราวๆ 10 เท่า

13. เพิ่งทราบว่า หายใจไม่ถูกวิธีมาตลอดห้าสิบปี
ตอนนี้กำลังฝึกหายใจใหม่ -
อย่างมีสติ และเป็นสุข แบบที่ท่านติช นัท ฮันห์ สอนเอาไว้
( ขอแนะนำว่าทุกคนควรลองหัดนะ ขณะ ที่ยังสามารถหายใจได้อยู่ )

14. ประหยัดค่าไอสครีม hot fudge sundae
ราดหน้าวิปครีมไปเยอะเพราะหมอประจำ
ตัวบอกว่า จะสั่งแบบแพงพิเศษยังไงก็ไม่ว่ากัน ดูได้ -แต่ห้ามกิน

15. รู้จักปลูกกล้วยกินเอง

16. กินผักหรือผลไม้ มื้อเย็นทุกวันก็อิ่มได้ เป็นประโยชน์และชักจะขา
ดไม่
ได้ซะแล้ว ส่วนละครทีวี หรือเกมส์โชว์ไม่ได้ดูมาร่วมสิบปีแล้ว
ก็ยังคงมีชีวิตอยู่ - โดยไม่รู้สึกว่าขาดอะไร

17. ภรรยา เป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของชีวิต
และจะอยู่กันจนกว่าจะตายกันไปข้าง
นึง ดังนั้นควรทะนุถนอมด้วยความรักอย่าให้บอบช้ำ
หรือโดนกระทบกระเทือนแรงๆ ไม่ว่าจากเรื่องใดก็ตาม

18. สามีที่เป็นสถาปนิกส่วนใหญ่ ก็เปราะบาง และช้ำง่าย ควรได้รับ
การเอ็นดู ทะนุถนอม จากภรรยาไม่แพ้กัน

19. ลูก ผมไม่มี แต่หากมี เค้าก็น่าจะเลือกสิ่งที่เค้าชอบเอง
-กล้าตัดสินใจ
เอง จ ะผิดหรือถูก ก็
เป็นเสี้ยวหนึ่งของชีวิตการเรียนรู้ควรส่งเสริมและให้กำลังใจ

20. ไม่มีใครไม่เคยพลาดหรอก แต่ขอให้ทำสำเร็จมากกว่าทำพลาด
ก็เพียงพอแล้ว

21. ผมบอกหลานๆว่า ขอให้ชำนาญเพียงสามอย่าง หนึ่งภาษาอังกฤษ
สองว่ายน้ำและ สามศิลปะการป้องกันตัว เพราะเค้าต้องอยู่ในโลกแห่งการต่อสู้นี้อีกนาน

22. ควรทำให้คนในบ้านและคนรอบข้างมีความสุข ก่อนที่จะเดินทางไป
ทำบุญทำทานที่ไหนไกลๆ

23. ไม่เห็นจะต้องขับรถเร็วมากเหมือนเคยเลย ปลอดภัยกว่
าถึงที่หมายเหมือนกัน
แถมประหยัดน้ำมันอีกด้วย แล้วรถยนต์จะยี่ห้ออะไรก็ชักดูคล้ายคลึงกันหมด
ขอให้มันสตาร์ทติด แอร์เย็น มีลมยาง และ วิ่งได้เถอะ

24. เครื่องออกกำลังกาย ไม่ว่ารุ่นวิเศษแค่ไหน
ถ้าซื้อมาเกินสามเดือนจะกลาย
เป็นที่พาดผ้าของทุกๆคนในบ้าน และถ้าเลยเจ็ดเดือนแล้ว มันจะถูกย้ายไปอยู่
ในห้องเก็บของรวมกับเครื่องอื่นที่เคยซื้อมา

25. 'ทำ' ดีกว่า 'คิดว่าจะทำ' - ประมาณ 51 เท่า !

26. ข้อดีของการมีอายุมากขึ้นก็คือ ไม่พลาดอย่างที่เคย
ถูกหลอกน้อยลงเป็นตัว ของตัวเองมากขึ้น
มั่นคงขึ้น และมีเสรีมากขึ้น, ข้อเสีย -ไม่มีหรอกน่า - มองให้มันดีก็แล้วกัน !

27. ทัศนคติในปัจจุบัน น่าจะเป็นผลรวมของบทเรียนดีๆที่ผ่านเข้า
มาบวกกับ
ทบทวนความผิดพลาดที่ เคยทำไป ลบด้วยเรื่องที่ควรจะลืมได้แล้ว

28. พอเข้าใจโครงสร้างของประเทศไทยของเราได้ดีขึ้น
และก็เรียนรู้ที่จะอยู่
ด้วยกัน ท่ามกลางระบอบอันหลากหลาย

29. เปิดประตูรับคำสั่งสอนทางศาสนา เข้ามาในชีวิต
เป็นเหยื่อน้อยลงมีความ
เป็นเจ้าของน้อยลงกลัวน้อยลง และเพิ่มเวลาทำใจภาวนาสู่สมาธิ

30. เคยสะสมนาฬิกาดีๆอยู่เยอะมาก แต่ตอนนั้นมีเวลาน้อย
ตอนนี้เปลี่ยนใจขายไป
แทบหมด เหลือ นาฬิกาอยู่น้อยมาก แต่ขอสะสมเวลาดีๆ เยอะๆ

31. รู้เลยว่าขณะนี้ ชีวิตในกรุงเทพฯ
ไม่ค่อยเหมาะกับผมซะแล้วไม่ถึงกับอยู่
ไม่ได้ เพียงแต่ต้องการ เดินช้าลง ในที่กว้างๆ เงียบๆต้นไม้เยอะๆ
เห็นเส้นขอบฟ้าชัดๆ
ได้มองดาวเต็มตา ทุกคืน และอากาศ สะอาด

32. ผมอยู่ในใจกลางเหตุการณ์ สึนามิ
เมื่อสามปีก่อนธรรมชาติและคลื่นยักษ์
เหล่านั้น ได้สอนให้ผมได้รู้จักจุดเปลี่ยนผ่านของชีวิต
ที่ไม่อาจฝืนต้านทาน
หรือต่อรองใดๆได้ - ไม่ว่า จะเป็นใครก็ตาม และรู้จัก
ความงดงามระหว่างเพื่อนมนุษย์ ท่ามกลางโศกนาฏกรรม

33. ถ้าอยากได้เพื่อนใหม่ๆที่ดี ก็น่าจะทำสิ่งดีๆกับเค้าก่อน

34. หัวเราะมากๆ ออกกำลังกาย และกำหนดลมหายใจ ทุกๆวัน -
ทั้งหมอและพระ บอกว่า ช่วยรักษาโรคได้สารพัด

35. Golf ไม่ใช่กีฬาที่เล่นเพื่อคิดจะชนะใคร
แค่ตกลงกับตัวเองให้ครบทุก
อิริยาบถ ยังทำได้ไม่ทุกครั้งที่ตี

36. หนังสือดีๆของไทย ราคาไม่แพงเอาเลย เมื่อเทียบกับเหล้าขวดนึง

37. หากตื่นเช้ามาแล้วกระตือรือล้นอยากทำอะไรแบบนั้นบ่อยๆ
นั่นแหละ..น่าจะ
เลือกเป็น อาชีพ ของคนๆนั้น ในทางกลับกัน หากตื่นเช้าขึ้นมาทุกวันแล้ว
ไม่อยากทำเอาซะเลย ก็น่าจะ เลิกได้แล้ว

38. หากเกลียดใครมากๆ จงยุให้เค้าทำร้านอาหารที่เริ่มต้นขายตั้งแต่เช้า
และ
ให้ขายเหล้าทุกชนิดด้วย ผมเคยทำแล้ว รู้สึกเหมือนขึ้นสวรรค์จริงๆ
ตอนที่มีคนมาขอซื้อกิจการต่อ ก่อน หน้านั้นตกนรกล้วนๆ ทุก
คืน โดยเฉพาะตอนที่นั่งรอคนเมาคนสุดท้ายกลับบ้าน
ช่วงอารมณ์แบบนั้นไม่ใช่เรื่อง
ที่จะเกลี้ยกล่อมใคร ที่ เหลือสามัญสำนึกน้อยมาก ให้สำเร็จได้ง่ายๆ

39. ผมเองก็เคยเป็นคนเมาคนสุดท้ายที่เพื่อนพาออกจากร้านอาหาร
บ่อยๆโดยที่
เจ้าของนั่งรอคอย อยู่ ก็คงต้องเชื่อแล้วล่ะว่า กรรมสนองมีจริง

40. ยิ้ม ช่วยคนไทยได้เสมอ ในทุกอย่าง ทุกสถานการณ์

41. แคมป์คนงานก่อสร้าง ตลาดนัดท้ายรถ อู่ซ่อมมอเตอร์ไซค์
และคาราโอเกะที่
เพิ่งมาปลูกอยู่รอบที่ดินผืนงามเชิงเขา ที่เราหมายจะสร้างบ้านหลังใหม่
ซึ่งบรรจงออกแบบตามความฝันมานานนับปี ถือเป็นตัวแปรผันสำคัญ
ที่อยู่นอกเหนือความคาดหมาย ทั้งจากข้อมูลทางสถาปัตยกรรมเมืองร้อน
จากระบบสาธารณูปโภคที่เกี่ยวข้อง การเข้าถึงอาคาร ตำราฮวงจุ้ยและ
อื่นๆอย่างสุดวิสัย - ตอนนี้ ผมกำลังใช้เวลาส่วนใหญ่ ออกแบบป้ายประกาศ
ขายที่ดินให้สวยงามและน่าดึงดูดใจอยู่

42. ก็ตอนปีที่ซื้อมันไม่มีนี่หว่า!
และก็นึกไม่ถึงว่าครอบครัวเจ้าของที่
ข้างๆเค้าจะให้ใครเช่าง่ายๆแบบนี้! ที่จริงที่ดินก็ราคาแพง
แต่ทราบภายหลัง
ว่าเค้าขายกันไม่ได ้เพราะพินัยกรรมเขียนไว้ว่าห้ามซื้อ
ขายภายในสิบห้าปีข้างหน้า ตอนนี้ให้เก็บผลประโยชน์กินเท่านั้น -
ผมหน่ะรอนาน ขนาดนั้นไม่ไหวหรอกถึง ตอนนั้นอาจทำได้เพียง - เขียนพินัยกรรมเช่นกัน

43. ถ้าจะเรียกว่าซวยก็คงได้ แต่หากเรียกว่า
ถือเป็นประสบการณ์ก็อาจช่วยให้
รู้สึกดีขึ้นบ้าง- เมียผมบอกยังงั้น ; คำสอนของท่านพุทธทาสฯเรียกว่า
'ตถาตา' หรือ-มันเป็นเช่นนั้นเอง ตอนนี้ผม
กำลังฝึกใจให้ว่างสว่าง สงบ สลับกับดื่มเบียร์เย็นๆ ดับอารมณ์อยู่ทุกคืน

44. ไม่ควรสบประมาทใครเลยทั้งนั้น เพราะวันหนึ่ง หากตั้งใจจริงขึ้นมา
เค้า
อาจจะทำสิ่งนั้นได้ดีกว่าเรามาก

45. ตอนที่ยังหนุ่มและเพิ่งเริ่มต้นทำงาน ผมเข้าใจว่า
เงินเป็นสิ่งสำคัญที่
สุด บัดนี้ - อายุขนาดนี้ ผมและภรรยาเลือกที่จะมีชีวิตอย่างอิสระ
โดยไม่มีสวัสดิการใดๆรองรับและรับ อุปการะหลานๆเอาไว้อ ีก
5 คน ขอบอกว่า เงินหน่ะ-สำคัญมากจริงๆ!

46. แต่คงไม่ที่สุด เพราะชีวิตในทุกวันที่ผ่านไป
นอกเหนือจากปัจจัยสี่แล้ว
ยังมีความรู้สึกชื่นใจ ภาคภูมิใจ ความรัก รอยยิ้ม และสำนึกผิดชอบชั่วดี
ซึ่งยังเป็นส่วนที่เงินแลกไม่ได้ ทั้งหมด อีกทั้งการตัดสินใจที่
คิดแต่เงินเท่านั้นเป็นศูนย์กลาง ทำให้ทุกอย่างบิดเบี้ยวเอาได้ง่ายๆ

47. ความยังยั่งยืนของความเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน โดยไม่มีเงื่อนไข
คงยืนยัน
เรื่องเหล่านี้ได้เสมอ

48. ที่คุยกัน ยิ้มกัน ตลกกันอยู่เนี่ยะนะ อีกแค่ไม่กี่ปีเอง จะอายุ
60 กัน
หมดแล้ว

49. ตามสถิติที่เก็บเอาไว้
ของกระทรวงสาธารณสุขพวกเราน่าจะเหลือเวลาเดินไป
เดินมา บนโลก นี้อีกไม่เกิน 21-22 ปียกเว้นคนที่โชคดีกว่า

50. มาถึงปีนี้แล้ว... ตอนนี้แล้ว... ยังจะมีข้ออ้างอะไร
ที่จะไม่เลือกทำใน
สิ่งที่อยากทำอีก?

51. สุดท้าย.. ผมยังหวังที่จะเติบโต และเปลี่ยนแปลงต่อไป ยังไม่ยอมแก่
ง่ายๆหร๊อก.... :-))))

ขอให้สุขภาพกาย สุข ภาพใจ และความรักในครอบครัว แข็งแรง รวมทั้ง
สุขแบบยั่งยืนกันทุกคน สวัสดีปีใหม่ครับ

เก้า
1 มกราคม 2551, ภูเก็ต

ป.ล. ที่จริง อยากเขียนให้ครบ 84 ข้อ เท่ากับจำนวนนิสิตของชั้นเรา แต่ก็นึกได้
เพียงเท่านี้ ใครนึกออก ช่วยกันเติมให้ครบด้วยนะครับ
แล้วก็ขอฝากรูป ยามเย็น ณ.หาดราไวย์ ที่แวะไปถ่ายมาให้เพื่อนๆได้ดูเล่นเย็นๆใจ
รับขวัญวันที่อายุมาก ขึ้นอีกปี

ธรรมะวันนี้ : เห็นความผิดของคนอื่น ให้หารด้วย 10 เห็นความผิดตัวเอง ให้คูณด้วย 10 ,ขณะมีอารมณ์อย่าเพิ่งพูด

พระอาจารย์สอนคนชอบยุ่งกับเรื่องของคนอื่น

โดย พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

 

อย่ายุ่งกับเรื่องของคนอื่น ภาวนามากๆ ดูตัวเองมากๆ

หลวงพ่อ ( พระโพธิญาณเถร) บอกว่า

"ธรรมดาเราดูแต่คนอื่น 90 % ดูตัวเองแค่ 10 %"

คือคอยดูแต่ความผิดของคนอื่นเพ่งโทษคนอื่น คิดแต่จะแก้ไขคนอื่น

กลับเสียใหม่นะ ดูคนอื่นเหลือไว้ 10 %

ดูเพื่อศึกษาว่า เมื่อเขาทำอย่างนั้น คนอื่นจะรู้สึกอย่างไร

เพื่อเอามาสอนตัวเองนั่นแหละ

ดูตัวเอง พิจารณาตัวเอง 90 % จึงเรียกว่าปฏิบัติธรรมอยู่

ธรรมชาติของจิตใจมันเข้าข้างตัวเอง

โบราณพูดว่า เรามักจะเห็น ความผิดของคนอื่นเท่าภูเขา ความผิดของตนเองเท่ารูเข็ม

มันเป็นความจริงอย่างนั้นด้วย เราจึงต้องระวังความรู้สึกนึกคิดของตัวเองให้มากๆ

เห็นความผิดของคนอื่น ให้หารด้วย 10

เห็นความผิดตัวเอง ให้คูณด้วย 10

จึงจะใกล้เคียงกับความจริงและยุติธรรม

เพราะเหตุนี้เราจะต้องพยายามมองแง่ดีของคนอื่นมากๆ

และตำหนิติเตียนตัวเองมากๆ

แต่ถึงอย่างไรๆ เราก็ยังเข้าข้างตัวเองนั่นแหละ

พยายามอย่าสนใจการกระทำ การปฏิบัติของคนอื่น

ดูตัวเอง สนใจแก้ไขตัวเองนั่นแหละมากๆ

เช่น เข้าครัวเห็นเด็กทำอะไรไม่ถูกใจ

แล้วก็เกิดอารมณ์ร้อนใจ

ยังไม่ต้องบอกให้เขาแก้ไขอะไรหรอก

รีบแก้ไข ระงับอารมณ์ร้อนใจของตัวเองเสียก่อน

เห็นอะไร คิดอะไร รู้สึกอย่างไร ก็สักแต่ว่า ใจเย็นๆ ไว้ก่อน

ความเห็น ความคิด ความรู้สึกก็ไม่แน่ ..... ไม่แน่

อาจจะถูกก็ได้ อาจจะผิดก็ได้

เราอาจจะเปลี่ยนความเห็นก็ได้

สักแต่ว่า ..... สักแต่ว่า ..... ใจเย็นๆ ไว้ก่อน ยังไม่ต้องพูด

ดูใจเราก่อน สอนใจเราก่อน หัดปล่อยวางก่อน

เมื่อจิตสงบแล้ว เมื่อจิตปกติแล้ว จึงค่อยพูด

จึงค่อยออกความเห็น พูดด้วยเหตุ ด้วยผล

ประกอบด้วยจิตเมตตากรุณา

ขณะมีอารมณ์อย่าเพิ่งพูด

ทำให้เสียความรู้สึกของผู้อื่น

ทำให้เสียความรู้สึกของตัวเอง

ไม่เกิดประโยชน์เท่าที่ควร

มักจะเสียประโยชน์ซ้ำไป

เพราะฉะนั้น อยู่ที่ไหน อยู่ที่วัด อยู่ที่บ้าน ก็สงบๆ ๆ ไม่ต้องดูคนอื่นว่าเขาทำผิดๆ ๆดูแต่ตัวเรา ระวัง

ความรู้สึก ระวังอารมณ์ของเราเองให้มากๆ พยายามแก้ไข พัฒนาตัวเรา..... นั่นแหละ

เห็นอ?ไรชอบ ไม่ชอบ ปล่อยไว้ก่อน

เรื่องของคนอื่น พยายามอย่าให้เข้ามาที่จิตใจเรา ถ้าไม่ระวัง ก็จะยุ่งกับเรื่องของคนอื่นไปเรื่อยๆ หา

เรื่องอยู่อย่างนั้น เอาเรื่องโน้นเรื่องนี้มาเป็นเรื่องของเราหมด มีแต่ยินดี ยินร้ายพอใจ ไม่พอใจ ทั้งวัน

อารมณ์มาก จิตไม่ปกติ ไม่สบาย ทั้งวันๆ ก็หมดแรง

ระวังนะ

พยายามตามดูจิตของเรา รักษาจิตของเราให้เป็นปกติให้มาก

ใครจะเป็นอะไร ใครจะทำอะไร ดีหรือไม่ดี เรื่องของเขา

แม้เขาจะทำกับเรา ว่าเรา..... ก็เรื่องของเขา

อย่าเอามาเป็นอารมณ์

อย่าเอามาเป็นเรื่องของเรา

ดูใจเรานั่นแหละ

พัฒนาตัวเองนั่นแหละ

ทำใจเราให้ปกติ สบายๆ มากๆ

หัด-ฝึก ปล่อยวาง นั่นเอง

 

ไม่มีอะไรหรอก

ไม่มีอะไรสำคัญกว่าการตามรักษาจิตของเรา

คิดดี พูดดี ทำดี มีความสุข

สาธุ สาธุ.....

จะ​รวยแบบจนจน หรือ​จะ​จนแบบรวยรวย

Financial Intelligence

จะ​รวยแบบจนจน หรือ​จะ​จนแบบรวยรวย

​ไม่​เฉพาะ​แต่สวยเลือก​ได้​ ​หล่อเลือก​ได้​ ​จะ​เป็น​คนดี​ ​เป็น​คน​ไม่​ดี​ ​จะ​ทำ​งานสุจริต​ ​หรือ​จะ​ทุจริตคดโกง​ ​จะ​ขยันขันแข็ง​ ​หรือ​จะ​ขี้​เกียจสันหลังยาว​ ​จะ​มี​ความ​สุขทุกวัน​ ​หรือ​จะ​ระทมทุกข์ตลอดเวลา​ ​ที่จริงก็​เป็น​เรื่องที่​เรา​เลือก​ได้​... ​ชีวิตมีทาง​ให้​เรา​เลือกเสมอ​ ​แต่​เรามักมองข้ามไป​ ​อาจ​เป็น​เพราะ​ขี้​เกียจเลือก​ ​เพราะ​คิดว่าที่มี​อยู่​ ​หรือ​ที่​เป็น​อยู่​ก็ดี​อยู่​แล้ว​ ​ไม่​น่า​จะ​มีอะ​ไรดี​ไปกว่านี้​ได้​ ​หรือ​เพราะ​พิจารณา​ไม่​รอบคอบ​ ​บางครั้งเรา​เห็นทางเลือกแค่ซ้าย​กับ​ขวา​ ​ทั้ง​ที่ก็​ยัง​มีตรงกลาง​ให้​เลือก​ ​หรือ​บางครั้งเรานึกว่ามี​เพียงเดินหน้า​กับ​ถอยหลัง​ ​ทั้ง​ที่ก็​ยัง​สามารถ​หยุด​อยู่​ตรงกลาง​ ​เพื่อคิด​ให้​แน่​ใจก่อนเลือกว่า​จะ​เดินหน้า​หรือ​ถอยหลัง​ ​เราอาจ​จะ​ต้อง​ถอยหลังเพื่อไปข้างหน้า​ ​เพราะ​การเดินหน้าอย่าง​ไม่​ระวังอาจทำ​ให้​เราถอยหลังไป​ไกล​กว่า​เดิม​...!!

​หลายครั้งเรา​ไม่​สนใจว่ามีทางเลือก​ ​จึง​มัก​จะ​ว่าตามๆ​ ​กัน​ไป​... ​ก็ทำ​ตามๆ​ ​เค้า​ไป​ ​ใครเค้ามีอะ​ไรเราขอมี​ด้วย​คน​ ​ใครเค้าทำ​อะ​ไรเราขอทำ​ด้วย​คน​ ​ใครเค้ากินอะ​ไรเราขอกิน​ด้วย​คน​ ​เห็นใครเค้าทำ​อะ​ไรสบายๆ​ ​ดูง่ายๆ​ ​ก็ขอทำ​กะ​เค้า​ด้วย​... ​เห็นคนมีสตางค์​ ​ใช้​ชีวิตหรูหรา​ ​ฟุ่มเฟือย​ ​ใช้​ข้าวของแบรนด์​เนมราคา​แพง​ ​ก็ทำ​ตามเค้า​ไป​ ​เห็นใครเค้ามีอุปกรณ์ทันสมัย​ Hi-tech ​ก็ขอมีกะ​เค้า​ด้วย​ ​ปัญหาคง​จะ​ไม่​เกิด​ ​หากการทำ​ตามๆ​ ​เค้า​ไป​ ​หรือ​การมีอย่างที่​เค้ามี​ ​การ​เป็น​อย่างที่​เค้า​เป็น​เหล่า​นั้น​จะ​ไม่​สร้าง​ความ​เดือดร้อน​ ​หรือ​ก่อ​ความ​วุ่นวาย​ให้​ตัวเรา​เอง​หรือ​ส่วน​รวม

​แต่​โดย​ทั่ว​ไป​ ​ความ​อยาก​ได้​ ​อยากมี​ ​อยาก​เป็น​เหล่านี้มักสร้างปัญหาต่อ​เนื่อง​อย่างเลี่ยง​ได้​ยาก​ ​เพราะ​ส่วน​ใหญ่​ ​เรามัวแต่มองคน​อื่น​ ​เรา​เลยเลือก​เป็น​อย่างคน​อื่น​ที่​ไม่​ใช่​ตัวเรา​ ​ที่มัก​ไม่​เหมาะสม​กับ​ตัวเรา​ ​เพราะ​เรา​เห็นคน​อื่น​ ​แล้ว​ก็คิดไปเองว่า​เค้าคงมี​ความ​สุขกาย​ ​สบายใจ​ ​เรา​เลยเลือก​เป็น​อย่าง​เขา​บ้าง

​บ่อยครั้งที่​เราลืมมองตนเอง​ ​ลืมมองสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราตาม​ความ​จริง​ ​ลืมสนใจ​ความ​ต้อง​การที่​แท้จริง​ ​เรา​จึง​ตัดสินใจเลือกไปตามที่​เรา​เห็น​ ​โดย​ไม่​คำ​นึง​ถึง​ความ​เหมาะสม​ ​เมื่อเลือก​ใช้​ ​เลือก​เป็น​ใน​แบบที่​ไม่​เหมาะสม​ ​ความ​ไม่​สมดุลที่ตามมา​ ​จึง​ก่อภาระสร้างปัญหา​ให้​ต้อง​ทุกข์​ใจ​ได้​ไม่​หยุดหย่อน​ ​ความ​จริง​ไม่​น่า​จะ​ยากที่​จะ​เป็น​ตัวเอง​ ​ที่​จะ​มี​ความ​สุขตามสภาพแวดล้อมของตัวเรา​เอง​ ​ที่​จะ​จัดการตัวเอง​ให้​เหมาะสมกลมกลืน​กับ​ธรรมชาติรอบๆ​ ​ตัว

​หากเรา​ไม่​พิจารณาสภาพแวดล้อม​และ​ไม่​จัดการปรับตัวเรา​ให้​พอเหมาะพอดี​กับ​สภาพแวดล้อม​นั้น​ ​ถึง​จะ​มี​เงินทองหมื่นล้านแสนล้าน​ ​มีคฤหาสน์หรูหรา​ใน​ทุกทวีป​ ​มีรถยนต์ทุกยี่ห้อ​ ​มี​เครื่องบิน​ส่วน​ตัว​ ​มีที่ดิน​ ​ทรัพย์สมบัติมากมาย​ ​รับรองว่า​ความ​สุข​ ​ความ​สบายใจก็​เกิดขึ้น​ได้​ยาก

​ทำ​ยัง​ไงก็​จะ​ยัง​เป็น​คนจนแบบรวยรวย​ ​อยู่​เช่น​นั้น​ ​จะ​ไม่​มีวันร่ำ​รวย​ได้​อย่างแท้จริง​ ​เพราะ​คนจนแบบรวยรวยเหล่านี้​จะ​เบียดเบียนตนเอง​โดย​ไม่​รู้ตัว​ ​ซ้ำ​ร้ายปัญหา​จะ​ขยายวงกว้างขึ้น​ ​หาก​เขา​เริ่มเบียดเบียน​ส่วน​รวม​ ​ไม่​ว่า​จะ​เป็น​เพราะ​ต้อง​การมีทรัพย์สินเงินทองเพิ่มมากขึ้น​ ​ต้อง​การมีอำ​นาจหน้าที่​ ​ต้อง​การ​เป็น​ใหญ่​เป็น​โต​ ​หรือ​ใช้​เงินไป​ใน​ทาง​ไม่​ชอบเพื่อประ​โยชน์​ส่วน​ตัว

​ตรง​กัน​ข้าม​ ​หากคนที่ร่ำ​รวยเงินทองเหล่านี้​ ​รู้จักตัวเองตาม​ความ​จริง​ ​แล้ว​รู้จักแบ่งปัน​ ​รู้จักเผื่อแผ่​ให้​แก่​ส่วน​รวม​ ​ทรัพย์สินเงินทองเพียงน้อยนิดของ​เขา​จะ​สร้างประ​โยชน์​แก่​ส่วน​รวม​ได้​มากมายมหาศาลอย่าง​ ​เช่น​ ​ค่าอาหารเย็นสุดหรู​ไม่​กี่มื้อ​ ​อาจ​จะ​สร้างโอกาส​ให้​เด็กบางคนเรียนหนังสือ​ได้​เป็น​ปี​ ​หรือ​ราคารถยนต์คันที่ห้าของคนจนแบบรวยรวยเหล่านี้​ ​อาจ​จะ​ช่วย​กอบกู้วิกฤติ​ให้​แก่ชุนชนบางแห่ง​ได้​อย่าง​ไม่​น่า​เชื่อ

​เรา​เห็นมหา​เศรษฐีหลายคนที่บริจาคเงินมหาศาล​ให้​แก่การกุศลเพื่อ​ช่วย​เหลือสังคม​ใน​วงกว้าง​ ​อย่างมหา​เศรษฐีนักลงทุนอย่างวอร์​เรน​ ​บัพเฟตต์​ ​หรือ​คุณปู่ของไฮโซสาวชื่อดังปารีส​ ​ฮิลตันที่ยกมรดกเกือบ​ทั้ง​หมด​ให้​การกุศล​ ​เพราะ​เขา​มองว่าลูกหลานของเค้า​ไม่​ได้​ด้อยโอกาสไปกว่า​ใคร​ ​เพราะ​ลูกหลานของ​เขา​ยัง​ทำ​มาหากิน​ได้​ ​ยัง​มีชีวิตที่ดี​ได้​อย่างปกติ​ ​เพราะ​เงินมากมายเหล่านี้​ ​ก็​ได้​มา​จาก​ผู้​คน​ใน​สังคม​ ​จึง​ควร​จะ​ได้​กลับไป​ช่วย​เหลือ​ผู้​คน​ใน​สังคม​ ​ไม่​จำ​กัดแต่คน​ใน​ครอบครัว​เท่า​นั้น​ ​คนรวยแบบ​ไม่​จนเหล่านี้​ ​เขา​ไม่​เหลิง​ใน​ความ​รวย​ ​ทำ​ให้​นอก​จาก​จะ​มี​ความ​สุขกาย​จาก​ข้าวของ​ ​เครื่อง​ใช้​ ​สิ่งอำ​นวย​ความ​สะดวกราคา​แพง​แล้ว​ ​เขา​ยัง​มี​ความ​อิ่มเอิบเบิกบานใจ​จาก​การกระทำ​ของตนเอง​ด้วย

​ส่วน​ใครที่คิดว่า​ยัง​ไม่​รวยพอ​ ​ลองพิจารณาสภาพแวดล้อมรอบตัวเองอีกสักครั้ง​ ​แล้ว​ลองวางระบบ​ ​จัดระ​เบียบชีวิตตนเองอีกที​ ​หลายท่านอาจ​จะ​พบว่า​สามารถ​เป็น​คนรวยแบบจนจน​ได้​อย่างมี​ความ​สุข​ ​เพราะ​ความ​จน​ ​ความ​รวย​ใน​ทรัพย์สินเงินทองอาจ​จะ​ไม่​ใช่​คำ​ตอบสุดท้าย​ใน​ชีวิตเสมอไป​ ​เรารวย​กัน​ได้​ทั่ว​หน้า​ ​รวยตามอัตภาพ​ ​ตามสิ่งแวดล้อม​ ​รวย​ใน​แบบของเรา​ ​รวยแบบ​ไม่​มี​ใครเหมือน​ ​และ​ไม่​ต้อง​รวยเหมือนใคร

​ความ​รวยจริงๆ​ ​จาก​ข้าง​ใน​ ​ใน​แบบของเรา​ ​จะ​สร้าง​ความ​สง่างาม​ ​สร้างคุณค่า​ใน​ชีวิต​ได้​ ​จนราศี​ ​รัศมี​แห่ง​ความ​รวยแข่งเปล่งประกาย​ ​ฉายแวว​ให้​ผู้​คนรอบตัว​ได้​แปลกใจ​เป็น​แน่​แท้​ส่วน​คนรวยที่​เหลิง​ใน​ความ​รวย​ ​ทั้ง​ไม่​รู้จักพอ​ ​และ​ใช้​เงิน​ใช้​ทอง​ไม่​เป็น​ประ​โยชน์​ ​เขา​ต้อง​ทุกข์ระทม​ ​หน้าชื่นอกตรม​ ​อาจ​จะ​นั่งยิ้มหวาน​อยู่​ใน​รถหรูหราราคา​แพง​ ​ทั้ง​ที่​ใน​ใจร้อนรุ่ม​ ​กระวนกระวาย​ ​ไม่​สงบ​ ​น่า​จะ​ต้อง​ลองถามหา​ความ​ต้อง​การที่​แท้จริงตามธรรมชาติดู​ ​แล้ว​คำ​นวณจุดสมดุลที่​จะ​ปรับจูน​ ​ชีวิต​ให้​มีค่า​ ​มีประ​โยชน์​ทั้ง​ต่อตนเอง​และ​ส่วน​รวมดูบ้าง​ ​เพื่อ​จะ​พบว่าการหยุดวิ่ง​ ​หยุด​ความ​วุ่นวาย​ ​หยุด​ความ​ร้อนรน​ใน​ชีวิตทำ​ได้​ง่ายกว่าที่คิด​ ​ไม่​ต้อง​เสียเงินเสียทองมากมายไปจ้างใครต่อใคร​ให้​มา​ช่วย​เรา

​ลอง​เป็น​คนจนแบบรวยรวยดูค่ะ

ชาติที่แล้วเราไปผูกมัดใครหรือเปล่า

ชาติที่แล้วเราไปผูกมัดใครไว้บ้างหรือปล่าว

ชาติที่แล้วเราไปผูกมัดใครไว้บ้างก็ไม่รู้ด้วยคำสัญญา

เช่น เราจะรักกันทุกชาติไป

โดยหารู้ไม่ว่ากรรมของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

ชาติภพใหม่ก็เลยแตกต่างกันไป

แต่คำมั่นที่สาบานยังอยู่

อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คุณยังเป็นโสดจนทุกวันนี้

ลองสวดมนต์บทนี้ดูอาจจะดีขึ้นนะ
 คำขอขมาและอธิษฐานจิต
อธิษฐานหน้าพระพุทธรูป
 หรือสวดก่อนนอนก็ได้

(
นะโม  ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ 3 จบ )

สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต
อุกาสะ ทะวารัตตะเยนะ กะตัง
สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะเม ภันเต
อุกาสะ ขะมามิ ภันเต

"
หากข้าพเจ้า จงใจหรือประมาทพลาดพลั้ง ล่วงเกิน บิดา-มารดา
ครูบาอาจารย์ พระพุทธ พระธรรม พระอรหันต์ทุกพระองค์
พระอริยสงฆ์เจ้า
ตลอดจนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย
รวมถึงผู้มีพระคุณ
และท่านเจ้ากรรมนายเวร จะด้วย กาย วาจา ใจ
ก็ดี
ขอได้โปรดอโหสิกรรมแก่ข้าพเจ้าด้วย
หากข้าพเจ้ามีเจ้าของในตัวติดตามมา
ขออนุญาติมีคู่
มีครอบครัวได้เหมือนคนปกติทั่วไป  ขอถอนคำอธิษฐาน
คำสาบานที่จะติดตามคู่ในอดีต

ขอให้ต่างฝ่ายต่างเป็นอิสระต่อกัน

ข้าพเจ้าจะประพฤติตนในทางที่ถูก ที่ชอบ ที่ควร

ขอบุญบารมี
ในอดีตกาลที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน
จงส่งผลให้ข้าพเจ้าและครอบครัว

ตลอดจนบริวารที่เกี่ยวข้อง
จงเจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ
ลาภ ยศ สุข สรรเสริญ สติ
ปัญญา ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ  อุปสรรคใดๆ
โรคภัยใดๆ
ขอให้มลายสิ้นไป ขอให้ข้าพเจ้ามีความสว่างทั้งทางโลก
ทางธรรมตั้งแต่บัดนี้ตราบเข้าสู่พระนิพพานเทอญ

หากมีผู้ใดเคยสร้างเวรสร้างกรรมกับข้าพเจ้า

ไม่ว่าจะชาติใดภพใดก็ตาม ข้าพเจ้ายินดีอโหสิกรรมให้

ขอถอนความพยาบาท ความอาฆาต และคำสาปแช่งในทุกชาติทุกภพ

ขอให้ข้าพเจ้าพ้นจากคำสาปแช่งของปวงชนของเจ้ากรรมนายเวร"


คนเราเกิดมาหลายภพหลายชาติ

แต่ละคนมีเจ้ากรรมนายเวรที่แตกต่างกัน

การสวดขอขมาเพื่อลดและปลดหนี้กรรมให้น้อยลง


(
คาถา บทนี้  เป็นคาถาที่ใช้สำหรับขอขมาพระรัตนตรัย
และใช้เพื่อถอนคำสาปแช่ง ในอดีตชาติ ที่ติดตามมา

เพราะเราไม่รู้ว่าเคยได้ล่วงเกินปรามาสใครไปบ้างก็ไม่รู้
ไม่เว้นแม้กระทั้ง
พระพุทธองค์ พระอรหันต์ พ่อ แม่ เป็นต้น

เพราะบางคนทำการใดๆ มักมีอุปสรรค หรือมักมีคนไม่ชอบหน้า

วิธีใช้หนี้พ่อแม่

ฉบับหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน


ถ้าอ่านแล้วถูกใจกรุณาบอกต่อดัวยนะ
   เป็นคำสอนของ หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน สิงห์บุรี คะ  
 
วิธีใช้หนี้พ่อแม่

    1. จงสร้างความดีให้กับตัวเอง และนี่ก็เป็นการใช้หนี้ตัวเอง ตัวเราพ่อให้หัวใจ แม่ให้น้ำเลือดน้ำเหลืองอยู่ในตัวแล้ว จะไปแสวงหาพ่อที่ไหน จะไปแสวงหาแม่ที่ไหน บางคนรังเกียจแม่ ว่าแก่เฒ่าไม่สวยไม่งาม พอตัวเองแก่ก็เลยถูกลูกหลานรังเกียจ จึงเป็นกงกรรมกงเกวียนยืดเยื้อกันต่อไปอีก

   2. ใครที่คุณแม่ล่วงลับไปแล้ว ก็ให้หมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่าน และถ้าจะทำบุญด้วยการเจริญกรรมฐาน แล้วอุทิศส่วนกุศลไป การทำเช่นนี้ถือว่าได้บุญมากที่สุด ทั้งฝ่ายผู้ให้และผู้รับ

   3. ผู้ใดก็ตาม ที่คุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ให้กลับไปหาแม่ ไปกราบเท้าขอพรจากท่าน จะได้มั่งมีศรีสุข ส่วนคนที่เคยทำไม่ดีไว้กับท่าน ก็นำเทียนแพไปกราบขออโหสิกรรม ล้างเท้าให้ท่านด้วย เป็นการขอขมาลาโทษฯ

   4. ขอฝากท่านไว้ไปสอนลูกหลาน อย่าคิดไม่ดีกับพ่อแม่เลย ไม่ต้องถึงกับฆ่าหรอก แค่คิดว่าพ่อแม่เราไม่ดี จะทำมาหากินไม่ขึ้น เจ๊ง ท่านต้องแก้ปัญหาก่อนคือ ถอนคำพูด ไปขอสมาลาโทษเสีย แล้วมาเจริญกรรมฐาน รับรองสำเร็จแน่ มรรคผลเกิดแน่ ฯ

   5. บางคนลืมพ่อลืมแม่ อย่าลืมนะการเถียงพ่อเถียงแม่ไม่ดี ขอบิณฑบาต สอนลูกหลานอย่าเถียงพ่อเถียงแม่ อย่าคิดไม่ดีกับพ่อกับแม่ ไม่อย่างนั้นจะก้าวหน้าได้อย่างไร ก้าวถอยหลังดำน้ำไม่โผล่ ฯ


   ท่านยกตัวอย่าง (เรื่องจริงนะจ๊ะ)

   
ตัวอย่างที่ 1   บ้านหนึ่งพ่อมีเมีย ๔ คน เมียหลวงบอกลูกว่าพ่อเจ้าไม่ดี ลูกก็ไปด่าพ่อว่าพ่อ แล้วมาบวชวัดนี้ บวชแล้วเดี๋ยวเป็นโน่นเป็นนี่ จนจะกลายเป็นโรคประสาท นี่แหละบวชก็ไม่ได้ผล หลวงพ่อก็ให้ไปถอนคำพูด และขอสมาลาโทษกับพ่อเขาก่อน แล้วกลับมานั่งกรรมฐานจึงได้ผล (กรณีนี้ หลวงพ่อจะเตือนผู้เป็นลูกบ่อยๆไม่ให้ว่าพ่อ) แต่ให้เป็นเรื่องของแม่ที่จะแก้ปัญหานี้ ซึ่งหลวงพ่อสอนไว้แล้ว  

   ตัวอย่างที่ 2   เมื่อเร็วๆนี้ลูกฆ่าพ่อตาย แม่สงสารพามาเจริญกรรมฐานพอเข้าวัดมันร้อนไปหมด ปวดหัวเข้าไม่ได้นี่เวรกรรมตามสนอง ปิตุฆาต มาตุฆาต ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน ทำกรรมฐานไม่ได้แน่นอน ต้องหันรถกลับ นี่เรื่องจริงในวัดนี้ ฯ


   6. คนที่มีบุญวาสนา จะกตัญญูกับพ่อแม่ คนเถียงพ่อเถียงแม่เอาดีไม่ได้…….. คนไม่พูดกับพ่อแม่ นั่งกรรมฐานร้อยปี ก็ไม่ได้อะไร? ถ้าไม่ขออโหสิกรรม ฯขออโหสิกรรม ที่คิดไม่ดีกับพ่อแม่ คิดไม่ดีกับครูบาอาจารย์ คิดไม่ดีกับพี่ๆน้องๆ จะไม่เอาอีกแล้ว เอาน้ำไปขันหนึ่ง เอาดอกมะลิโรย กายกัมมัง วจีกัมมัง มโนกัมมัง โยโทโส อันว่าโทษทัณฑ์ใด ความผิดอันใด ที่ข้าพเจ้าพลั้งเผลอสติไป ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ขอให้คุณพ่อคุณแม่ คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย คุณพี่คุณน้อง อโหสิกรรมให้ด้วย แล้วเอาน้ำรดมือรดเท้า ฯ

   นี่แหละท่านทั้งหลายเอ๋ย เป็นหนี้บุญคุณพ่อแม่มากมาย ยังจะไปทวงนาทวงไร่ ทวงตึก มาเป็นของเราอีกหรือ ตัวเองก็พึ่งตัวเองไม่ได้ สอนตัวเองไม่ได้ เป็นคนอัปรีย์จัญไรในโลกมนุษย์ไปทวงหนี้พ่อแม่ พ่อแม่ให้แล้ว (ให้ชีวิต ให้ให้ให้….ฯลฯ ) เรียนสำเร็จแล้ว ยังช่วยตัวเองไม่ได้ มีหนี้ติดค้าง รับรองทำมาหากินไม่ขึ้น ฯ


   หนี้บุญคุณอันยิ่งใหญ่ เหลือจะนับประมาณ
   นั่นคือหนี้บุญคุณของบิดา มารดา


   ตัวอย่างที่ 3 "หนามแหลมใครเสี้ยม มะนาวกลมเกลี้ยงใครไปกลึง" เด็กประถม ๔ พ่อเมาเหล้า เมากัญชาเล่นการพนัน แม่เล่นหวย ปัจจุบันเป็นดอกเตอร์อยู่อเมริกา หลวงพ่อสอนครั้งเดียวจำได้ บอกวันเกิด หนูซื้อขนม ๒ ห่อ เรียกพ่อแม่มานั่งคู่กัน แล้วกราบนะลูกนะ แล้วก็บอกพ่อแม่ว่า ความผิดอันใดที่ลูกพลั้งเผลอ ด้วยกาย วาจา ใจ ที่คิดไม่ดีต่อคุณพ่อคุณแม่ ขอให้คุณพ่อคุณแม่อโหสิกรรมให้ แล้วล้างเท้าให้พ่อแม่ ลูกไม่มีสตางค์ ลูกซื้อขนมมา ๒ ห่อ ให้แม่ก่อน ๑ ห่อ เพราะอุ้มท้องมา แล้วจึงให้พ่ออีก ๑ ห่อ ลูกขอปฏิญาณตนว่า ลูกขอเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ แล้วจะเป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ ลูกจะไม่ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง...   พ่อฟังแล้วน้ำตาร่วงสร่างเมา ส่วนแม่ก็ร้องไห้เลย พ่อแม่ก็ให้สัญญากับลูกเลิกอบายมุขทั้งหมด


   7. ลูกหลานโปรดจำไว้ เมื่อแยกครอบครัวไปมีสามีภรรยาแล้ว อย่าลืมไปหาพ่อแม่ ถึงวันว่างเมื่อไรต้องไปหาพ่อแม่ ถึงวันเกิดของลูกหลาน อย่าลืมเอาของไปให้พ่อแม่รับประทาน อย่ากินเหล้า เข้าโฮเต็ล

   8. ชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้เป็นมงคลนาม ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน เพราะชื่อเป็นเพียงนามสมมุติแทนตัวเรา อย่างหลวงพ่อชื่อจรัญ ปู่ตั้งให้ หมอดูบอกเป็นกาลกิณี แต่ทำไมเจริญรุ่งเรือง ขอให้เชื่อพระพุทธเจ้าทำดีได้ดี

   9. ของดี ของ ปู่ ย่า ตา ยาย อย่าไปทำลายเลย ของพ่อแม่อย่าไปทำลายนะ หนีได้แน่นอน โยมมีกรรมฐาน มีทรัพย์ มีชื่อเสียง ความรัก บูชาทรัพย์ บูชาชื่อเสียง ความรักของพ่อแม่ได้ เงินจะไหลนองทองจะไหลมา......... พ่อแม่ให้อะไรเอาไว้ก่อน อย่าไปทำลายเสีย ถึงจะเป็นถ้วยพ่อแม่ให้มา ก็ไว้เป็นที่ระลึกก็ยังดีอย่าเอาไปทิ้งขว้างฯ

   10. ถ้าต้องการเจริญก้าวหน้าขอฝากไว้ด้วย คนเรามี ๒ ก้าว จะก้าวขึ้นหรือก้าวลงดำน้ำไม่โผล่ ก้าวลงมันง่ายดี ก้าวขึ้นมันต้องยาก ของชั่วมันง่าย หลั่งไหลไปตามที่ต่ำ นี่บอกสอนลูกหลาน ต้องการจะบรรจุงานไม่ต้องไปวิ่งเต้น ดูลูกเสียก่อน กุศลเพียงพอหรือเปล่า ต้องเพิ่มกุศล ตัวอย่างเรียนจบครู สวดมนตร์เข้าเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นครู ทำงานธนาคารก็ได้ บริษัทก็ได้เดี๋ยวมีคนรับ บางรายทั้งสอบทั้งสมัครหลายแห่งไม่เคยเรียกเลย อาตมาให้นั่งกรรมฐาน พอ ๗ วันผ่านไปพวกมาตามให้เข้าไปทำงานแล้ว


 

กำลังใจ...ยาอายุวัฒนะขนานเอก

น.พ.ยุทธนา ภาระนันท์

ยามใดที่ท่านต้องการกำลังใจและการปลอบโยนมากกว่ากัน ระหว่าง สูญเสียของรัก กับ สูญเสียบุคคลที่

รัก

คมคิด : มีฤดูกาลสำหรับทุกสิ่ง มีวาระเกิดและวาระจาก มีวาระโศกและวาระคลายโศก

หลังลาพักผ่อนยาว ศรีจันทร์กลับมาทำงานด้วยสีหน้าที่ยังคงเศร้าซึมด้วยญาติผู้ใหญ่เพิ่งเสียชีวิตไป

"ศรีจันทร์ ขอแสดงความเสียใจด้วยนะ" วรรณฤดีจับมือศรีจันทร์พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพจริงใจ

"เธอรู้สึกอย่างไรบ้าง"

ศรีจันทร์น้ำตาคลอ และเริ่มเล่าเรื่อง...ขณะที่วรรณฤดีรับฟัง สบตา ใส่ใจและโอบกอดด้วยความรัก

ความเข้าใจ

หากท่านเป็นศรีจันทร์และมีวรรณฤดีปลอบโยนให้กำลังใจ ท่านจะรู้สึกอย่างไร ในยามที่พสกนิกรไทยถวาย

อาลัยแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ให้เราหันมา

ปลอบโยนให้กำลังใจกันและกันเถิด

ความเศร้าโศกเสียใจที่เกิดจากการสูญเสีย โดยเฉพาะการสูญเสียบุคคลผู้เป็นที่รัก เป็นปฏิกิริยาทางจิต

ใจที่ถือว่าเป็นเรื่องปกติ แต่หากเศร้าซึมเสียใจอยู่นานเกิน 2 เดือน หรือมีการบกพร่องในการปฏิบัติ

หน้าที่การงานอย่างมากอยู่นาน ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ

ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสอนให้เราทุกคนควรมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ซึ่งจะช่วยให้เราปรับตัวได้เมื่อเผชิญกับ

การสูญเสียบุคคลที่เรารัก ในทางจิตวิทยาเชิงบวก เรียกว่าบุคคลนั้นมีความหยุ่นตัว (Resiliency) อัน

เป็นหนึ่งในทุนทางจิตวิทยาที่ผู้บริหารสมัยใหม่ควรมีเพื่อรับมือกับความผันผวนและความไม่แน่นอน

(Turbulence and Uncertainty) ของกระแสโลกาภิวัตน์ดังที่ Prof. Pankaj Ghemawat กล่าว

ไว้ใน Harvard Business School เมื่อ 26 ธันวาคม 2007 ที่ผ่านมา

วันนี้ท่านช่วยผู้อื่นให้รับมือกับความเศร้าโศกเสียใจได้เหมาะสมเพียงใด มาสำรวจด้วยกัน

ท่านช่วยผู้อื่นให้บรรเทาความเศร้าโศกอย่างไรบ้าง

กรุณากาเครื่องหมาย ?หน้าข้อความที่เห็นว่าตรงกับตัวท่าน

_____ ฉันบอกให้เขารู้จักหักห้ามใจ อย่าเสียใจเกินไปเพราะท่านก็จากไปแล้ว

_____ ฉันให้เขาลาพักผ่อน พร้อมแล้วค่อยมาทำงาน

_____ ฉันรู้สึกทุกข์ใจไปกับเขาด้วย และหวังว่าเวลาผ่านไปก็จะดีขึ้น

ข้อเสนอแนะ : หากท่านได้กาเครื่องหมาย ?ในข้อหนึ่งข้อใด อาจใช้ "ทักษะอาลัยใส่ใจ" ช่วยได้

ทักษะอาลัยใส่ใจ (Grief reliever) ช่วยท่านได้

(ทักษะเสริมได้แก่ ทักษะอ่านกายฟังใจ ทักษะสื่อสารอย่างเข้าใจ ดูได้ใน

http://www.oknation.net/blog/youthana)

ทักษะนี้เป็นการช่วยเหลือผู้เศร้าโศกเสียใจจากการสูญเสียบุคคลผู้เป็นที่รัก ซึ่งมักจะมีปฏิกิริยาทางจิตใจ

เป็นลำดับ จาก เสียใจ ตกใจ ปฏิเสธ ซึมเศร้า และโล่งใจ (ดังโมเดลฯ) เพื่อช่วยเขาไม่ติดค้างอยู่ที่

ขั้นใดขั้นหนึ่งนานเกินไปและฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว เราช่วยได้ด้วย 3 วิธี ดังคำอธิบายและโมเดล ดังนี้

1.รับฟังอย่างเข้าใจ เป็นการเอาใจใส่ แสดงตัวร่วมกับผู้ทุกข์ใจ โดยไต่ถามและสนใจฟังอย่างจริงใจ

เช่น ถามเปิดว่า "ศรีจันทร์ ขอแสดงความเสียใจด้วย ศรีจันทร์รู้สึกอย่างไร" พร้อมสบตา รับฟัง ไม่ขัด

จังหวะ ไม่พูดสวนความรู้สึก (เช่น ไม่ควรพูดว่า "อย่าเสียใจไปเลย" เพราะจะเป็นการปิดกั้นความรู้

สึก ไม่ให้ระบายออกมา) ซึ่งจะทำให้ผู้ทุกข์ใจรู้สึกมีคนที่รักเขาอยู่ แม้ต้องสูญเสียบุคคลที่เขารักไปก็ตาม

อันเป็นการเชื่อมใจกับผู้ทุกข์ใจ

2.สะท้อนความรู้สึก เป็นการพูดความรู้สึกที่เกิดขึ้นของผู้ทุกข์ให้เขาฟัง ทำให้เกิดการตระหนักรู้ถึงความรู้

สึกของตนเอง เพื่อเขาจะได้ทบทวนตนเอง เข้าใจตนเองและรับมือได้ดียิ่งขึ้น เช่น

"ศรีจันทร์รู้สึกเสียใจ" "ศรีจันทร์รู้สึกว่าไม่น่าเป็นไปได้" เป็นต้น อันเป็นการสร้างความเข้าใจให้แก่ผู้

ทุกข์ใจ

3.ถามบวกชวนให้ตัดสินใจ เป็นการถามให้ผู้ทุกข์ใจให้ฉุกคิดในด้านบวกกับเหตุการณ์ ช่วยให้ไม่จมปลักอยู่

ในความเศร้าโศกมากจนเกินไป และชวนเชิญให้ตัดสินใจทำบางอย่างกับชีวิตตนเองที่เหลืออยู่ เช่น

"แม้ท่านจะจากไป ศรีจันทร์คิดว่าชีวิตของท่านได้วางแบบอย่างอะไรให้กับศรีจันทร์บ้าง" อันเป็นการ

ตัดสินใจของผู้ทุกข์ใจ

"หากผู้เศร้าโศกเสียใจอยู่ตรงหน้าท่านขณะนี้ ท่านจะช่วยเขาอย่างไร"

Friday, January 25, 2008

ต่างคน ต่างมุมมอง

 

เทศนาธรรม​ 3 ​พระอาจารย์​ "คลิก" ​ชีวิตสู่​ความ​สุข


หลังปี​ใหม่​ 2551 ​บ้านเมือง​ยัง​ตก​อยู่​ใน​ภาวะ​ไม่​ปกติ​ ​ผู้​คนแตกแยกแบ่งขั้ว​ ​เป็น​สังคมที่​เสี่ยงต่อ​ความ​รุนแรง​ ​และ​ใน​ช่วงต้นปีคนไทย​ได้​สูญเสียดวงแก้วอัน​เป็น​ที่รักยิ่งคือ​ ​สมเด็จพระ​เจ้าพี่นางเธอ​ ​เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา​ ​กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์​ ​ซึ่ง​สิ้นพระชนม์​ ​ท่ามกลาง​ความ​อาลัยรักยิ่งของคนไทย​ทั้ง​ปวง​

"ประชาชาติธุรกิจ" ​อยาก​ให้​คนไทย​ใช้​ชีวิตอย่างมี​ความ​สุข​และ​เดินหน้า​ ​ต่อไป​ ​แม้​จะ​ยัง​ไม่​เห็นแสงสว่างที่ปลายอุ​โมงค์​ ​เรา​เฟ้นหา​เทศนาธรรม​จาก​พระอาจารย์ที่ลึกซึ้ง​ใน​แก่นธรรม​ 3 ​ท่าน​ ​มานำ​เสนอท่าน​ผู้​อ่าน​ ​เพราะ​เรา​ ​เชื่อว่าหลักธรรมคำ​สอนที่ดีอาจพลิกชีวิตของ​ผู้​คนที่จม​อยู่​ใน​กองทุกข์​ ​ให้​กลับมี​ความ​สุข​ได้​เพียงชั่วพริบตา​

วิธีบริหารจิต​ฉบับ​พระธรรมวิสุทธิกวี​

พระธรรมวิสุทธิกวี​ ​วัดโสมมนัสวิหาร​ (ราชวรวิหาร) ​บรรยายธรรมเรื่อง​ "การบริหารจิต" ​เมื่อวันศุกร์ที่​ 26 ​ตุลาคม​ 2550 ​เวลา​ 12.00-13.00 ​น​. ​ณ​ ​ห้องประชุมปรีดี​ ​พนมยงค์​ ​สำ​นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา​ ​แก่นธรรมมีสาระดังนี้

ศีล​ทั้ง​ 5 ​ประการหาก​ผู้​ใด​รักษา​ได้​ดี​แล้ว​ย่อม​จะ​ได้​รับอานิสงส์​หรือ​ประ​โยชน์​ใน​ชีวิต​ 3 ​ประการ​ ​คือ​ 1.​ทำ​ให้​ไปเกิด​ใน​สุคติ​โลก​ ​สวรรค์​หรือ​ที่ดีมี​ความ​สุข​ 2.​ทำ​ให้​ได้​รับทรัพย์สมบัติ​ 3.​ทำ​ให้​ดับทุกข์​ ​ความ​เดือดร้อน​ ​ความ​ ​วุ่นวาย​ใน​ชีวิต​ได้​ ​สามารถ​ส่ง​เข้า​สู่พระนิพพานสิ้นทุกข์​ใน​ที่สุด​ ​ส่วน​คนที่​ ​ขาดศีล​หรือ​คนที่​ไม่​มีศีลย่อม​ได้​รับผลตรง​กัน​ข้าม

เช่น​ ​ปัจจุบันตนเองเดือดร้อน​ ​ครอบครัว​ ​สังคม​ ​ประ​เทศชาติ​เดือดร้อนก็​เพราะ​ขาดศีล​ ​เมื่อตาย​แล้ว​จะ​ไปเกิด​ใน​อบายภูมิ​เป็น​สัตว์​เดรัจฉาน​ใน​นรก​ ​หาก​สามารถ​กลับมา​เกิด​เป็น​มนุษย์​ได้​อีก​ ​เศษกรรมชั่วที่ทำ​ไว้​ยัง​เหลือ​อยู่​จะ​ทำ​ให้​บุคคล​นั้น​เกิดมาตกทุกข์​ได้​ยาก​ ​เช่น​ ​อายุสั้น​ ​โรคภัยไข้​เจ็บมาก​และ​ยากจน​ ​เพราะ​ฉะ​นั้น​ทุกคนควรรักษาศีล​ ​อย่างน้อยก็ศีล​ 5

อุดมการณ์​ 4 ​ข้อของอาตมา​

ท่าน​ทั้ง​หลายศึกษาพระพุทธศาสนามามากบ้างน้อยบ้าง​ ​บางท่านก็​เคย​ ​เข้า​ฝึกกรรมฐานย่อมมีประสบการณ์ตามสมควร​ ​การศึกษาจบปริญญา​กัน​ ​ทั้ง​นั้น​ ​บางคนปริญญา​โทก็ย่อมรู้จักพระพุทธศาสนามากพอสมควร​ ​แต่สำ​หรับอาตมา​เป็น​พระสงฆ์ศึกษามานานบวชมาตั้งแต่อายุ​ 17 ​ปี​ (2496) ​ตอนอาตมาบวช​เข้า​ใจว่าบางท่าน​ยัง​ไม่​เกิด​ ​ตลอดเวลาที่อาตมาศึกษาปฏิบัติพุทธศาสนาก็​ไม่​เคยเบื่อ​เพราะ​คำ​สอนพระพุทธเจ้าประ​เสริฐจริงๆ​ ​ยิ่งปฏิบัติก็ยิ่งเพลิดเพลิน​ ​เป็น​ประ​โยชน์ตั้งแต่ตัวเรา​เอง​ ​ญาติพี่น้อง​ ​ประ​เทศชาติ​ ​ใน​ชีวิตอาตมามีอุดมการณ์​ 4 ​ข้อ

1) ​วัน​ใด​ถ้า​ไม่​ได้​รับ​ความ​รู้​ใส่​ตนวัน​นั้น​ถือว่าขาดทุน​ ​ถ้า​ตื่นแต่​เช้า​จนค่ำ​ ​ไม่​ได้​ความ​รู้​เลย​ถึง​ได้​เงินทองสักหมื่นก็ถือว่าขาดทุน​ ​แต่​ถ้า​ได้​ทำ​กรรมฐาน​ ​ไม่​ขาดทุน​ ​แม้​ไปบรรยายสอน​ผู้​อื่น​ก็ถือว่าขาดทุน​เพราะ​ความ​รู้​ไม่​เข้า​ ​ความ​รู้ที่มี​จะ​หมดเรื่อยไป​ ​ทุกวันอาตมา​จึง​ต้อง​อ่านหนังสือพิมพ์อย่างน้อยช่วง​เช้า​ภาษาอังกฤษ​ฉบับ​หนึ่ง​ ​ภาษา​ไทย​ฉบับ​หนึ่ง​ ​หนังสือพระ​ไตรปิฎก​ต้อง​อยู่​รอบ

2) ​ชีวิตที่​ไม่​บำ​เพ็ญประ​โยชน์​เป็น​ชีวิตที่​ไร้ค่า​ ​ประ​โยชน์ตน​ ​ญาติพี่น้อง​ ​ส่วน​รวม​ ​ไม่​ทำ​สักอย่างเกิดมารกโลกทำ​ไม​ ​ชาวพุทธที่​แท้จริง​จะ​ต้อง​บำ​เพ็ญประ​โยชน์​ส่วน​รวม​ด้วย​ ​อย่างเรา​เคารพ​ใน​หลวง​เพราะ​ท่านบำ​เพ็ญประ​โยชน์​ส่วน​รวม​ ​เรา​เคารพพระพุทธเจ้า​ไม่​ใช่​เพราะ​พระพุทธเจ้าบำ​เพ็ญเพียรเพื่อชาวอินเดียแต่ท่าน​ช่วย​หมด​ไม่​เพียงมนุษย์​ ​สัตว์​เดรัจฉาน​ ​เทวดา​ ​ก็​ช่วย​หมด​

3) ​เมื่อทำ​อะ​ไร​ให้​ทำ​จริง​ ​และ​ทำ​ให้​เสร็จ​เป็น​อย่างๆ​ ​ต้อง​หวังคุณค่าว่า​จะ​เกิดขึ้นแก่สังคมต่อ​ส่วน​รวม​ ​บางคน​ไม่​เสร็จสักอย่าง​ ​บางคนหนังสือสิบเล่มอ่าน​ไม่​จบสักเล่ม​ ​อย่างนี้งานค้างคา​ไม่​เจริญ

4) ​ใครก็ตามแม้​จะ​ทำ​ความ​ดี​ ​แต่​ถ้า​อยากดัง​ ​แบกโลก​ ​ประมาท​ ​ขาดสันโดษ​ ​ไม่​รู้จักประมาณ​ ​ก็​จะ​ประสบ​ความ​ทุกข์​และ​หา​ความ​สุขที่​แท้จริง​ใน​ชีวิต​ไม่​ได้

คนแบกโลก​เป็น​คนโง่​ ​คิดว่า​ถ้า​ขาดตนทุกอย่าง​จะ​พังหมด​ ​แบกโลกจนประสาทแตก​ ​ให้​คิดว่า​เมื่อเรา​เกิดก็​ไม่​ได้​แบกอะ​ไรมา​ให้​คิดว่า​ "​เมื่อเรามามีอะ​ไรมา​ด้วย​เล่า​ ​เรา​จะ​เอา​แต่สุขสนุกไฉน​ ​เรามามือเปล่า​เรา​จะ​เอาอะ​ไร​ ​เราก็​ไปมือเปล่า​เหมือนเรามา​" ​ใคร​จะ​โกง​จะ​กินเมื่อตายก็​ต้อง​ทิ้ง​ไว้​หมด

คนอยากดัง​ ​อยากโชว์​ ​สิ่งเหล่านี้คู่​กับ​ดับ​ ​ถ้า​อยากดังอย่าหวัง​จะ​สงบ

คนประมาท​ ​ขับรถ​โดย​ความ​ประมาท​ ​ใช้​ชีวิต​ด้วย​ความ​ประมาท​ ​พูดจา​ด้วย​ความ​ประมาท​ ​ชีวิตพังไปเยอะ​ ​อย่างคนขับรถซิ่ง​ ​ความ​ประมาท​เป็น​หนทางของ​ความ​ตาย​ทั้ง​ร่างกาย​และ​คุณ​ความ​ดี

วิธี​แก้จน​-​สร้างสุข

คนขาดสันโดษ​ ​ได้​เท่า​ไร​ไม่​พอ​ไม่​รู้จักประมาณ​ ​มีภรรยาคนเดียว​ไม่​พอจนฆ่า​กัน​ตายไปเลย​ ​มี​เงิน​เท่า​ไรก็​ไม่​พอจนชีวิตพัง​ ​ตนเองก็พัง​ ​ชาติบ้านเมืองก็พัง​ ​เพราะ​ความ​โลภของมนุษย์​ ​ได้​เท่า​ไร​ไม่​พอ​เพราะ​ไม่​มี​ความ​พอใจ​ ​วิธี​แก้จนคือพอ​ ​ถ้า​อยากรวยเดี๋ยวนี้​เลย​ ​คือรู้จักพอ​ ​"​ความ​ไม่​พอใจจน​เป็น​คนเข่น​ ​พอ​แล้ว​เป็น​เศรษฐีมหาศาล​ ​จน​ทั้ง​นอก​ทั้ง​ใน​ ​ไม่​เข้า​กาล​ ​จงคิดอ่านแก้จน​เป็น​คนพอ"

วิธี​แก้จนคือพอ​ ​เมื่อพอก็รวย​ ​อย่างพระที่​อยู่​ตามป่าดงท่านก็รวย​ ​คือรวย​ความ​สุขของท่าน​ ​ความ​สุข​อยู่​ที่​ใจ​ไม่​ได้​อยู่​ที่กิน​ ​กาม​ ​เกียรติ​ ​ถ้า​ความ​สุข​อยู่​ที่​เงินทอง​ ​ลาภ​ ​ยศ​ ​สรรเสริญ​ ​พระพุทธเจ้าคง​ไม่​ออก​จาก​วัง​ซึ่ง​เต็มไป​ด้วย​สิ่งเหล่านี้​ ​เทวดาถามพระพุทธเจ้าพระที่​อยู่​ใน​ป่าฉันมื้อเดียวทำ​ไมมีผิวพรรณผ่องใส​ ​เห็นคน​อยู่​ใน​เมืองหน้าบูดหน้า​เบี้ยวกินวันละสามมื้อ​

พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า​ ​ก็​เพราะ​พระ​เหล่า​นั้น​ไม่​ได้​แสวงหา​ใน​สิ่งที่ล่วงไป​แล้ว​ ​ไม่​เพ้อหวัง​ใน​สิ่งที่​ไม่​มา​ถึง​ ​เป็น​อยู่​ใน​สิ่งที่​เกิดขึ้น​ใน​ปัจจุบัน​ ​ผิวพรรณของท่านเลยผ่องใส​ ​ส่วน​พวกคนโง่มัวแต่​แสวงหา​ใน​สิ่งที่ล่วงไป​แล้ว​ ​เพ้อหวัง​ใน​สิ่งที่​ยัง​มา​ไม่​ถึง​ ​ไม่​เป็น​อยู่​ใน​สิ่งที่​เกิดขึ้น​ใน​ปัจจุบัน​จึง​ซูบซีดซบเซา​เหี่ยวแห้งไป​ ​เหมือนต้นอ้อที่​เขียวสดถูกตัด​ให้​เหี่ยวแห้งตายไป​ ​บางคนมี​เงินมีทองแต่หน้าบูดหน้า​เบี้ยว​ ​มีลูกก็หน้าบูดหน้า​เบี้ยว​ ​มีตำ​แหน่งสูงหน้าบูดหน้า​เบี้ยว​ ​ทำ​ไม​ถึง​เป็น​เช่น​นั้น​ก็​เพราะ​ว่า​ไม่​พอ​ ​ไม่​พอเพียง​จึง​เดือดร้อน​

ฉะ​นั้น​ ​เรา​ต้อง​รู้จักหลักสันโดษบ้าง​ ​รู้จักพอประมาณ​ใน​การพูด​ ​การ​ใช้​จ่าย​ ​ใครก็ตามที่ทำ​ดี​แต่​ถ้า​อยากดัง​ ​แบกโลก​ ​ประมาท​ ​ขาดสันโดษ​ ​ไม่​รู้จักประมาณ​ ​จะ​ประสบ​ความ​ทุกข์​และ​หา​ความ​สุขที่​แท้จริง​ใน​ชีวิต​ไม่​ได้​

ฝึกจิตเพื่อ​ 3 ​ส.

คำ​สอน​ใน​พุทธศาสนา​แม้​จะ​มีมากแต่​ถ้า​ย่อมี​ 3 ​ประการ​เท่า​นั้น​ ​คือ​ ​ทาน​ ​ศีล​ ​ภาวนา​

1) ​ทาน​ ​คือการ​ให้​ทานที่​เรา​ให้​กัน​อยู่​ ​ศีลเรา​ ​ก็รับ​แล้ว​เมื่อสักครู่​ ​สิ่งเหล่านี้พัฒนาจิต​ทั้ง​สิ้น​ ​คน​ ​ให้​ทานจิตใจก็​จะ​สูงพัฒนาคน​ ​เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่​ ​แต่คนขี้​เหนียวใจต่ำ​ ​คนกตัญญูกตเวที​ใจพัฒนา​ ​คนที่อกตัญญู​ใจต่ำ​

2) ​ศีล​ ​เมื่อมีศีลจิตใจก็​จะ​สูงขึ้น​

3) ​ภาวนา​ ​คือการฝึกจิตนั่นเอง​ ​การทำ​กรรมฐาน​ใน​สมัยพระพุทธเจ้า​เรียกการฝึกจิตว่าภาวนา​ ​แต่สมัยหลังพระพุทธเจ้านิพพาน​แล้ว​ศัพท์​ ​เปลี่ยนเรียก​ "จิต" ​แทนที่​จะ​ "ภาวนา​" ​ก็​เรียก​ "กรรมฐาน" ​เหมือนภาษา​ไทยที่ว่า​ ​กินข้าว​ ​เมื่อ​ไม่​ไพเราะ​จึง​เปลี่ยน​เป็น​ทานอาหาร​หรือ​รับประทานอาหาร​ ​ซึ่ง​จริงๆ​ ​ก็​เหมือน​กัน​

ฉะ​นั้น​ ​คำ​ว่าภาวนา​แปลว่า​ ​การบริหารจิต​ ​พัฒนาจิต​ ​อบรมจิต​ ​ฝึกจิต​ ​การทำ​กรรมฐาน​ ​การทำ​จิต​ให้​สูงขึ้น​อยู่​ใน​คำ​ว่าภาวนา​ทั้ง​สิ้น​ ​จิตที่สูงขึ้นคือจิตที่​ได้​รับการอบรม​แล้ว​ ​ตัวภาวนาตัวนี้ตามศัพท์จริงๆ​ ​แปลว่า​ ​ทำ​ให้​มี​ ​ทำ​ให้​เกิด​ ​ทำ​ให้​เป็น​ ​ถามว่าทำ​อะ​ไร​ให้​มี​ ​ให้​เกิด​ ​ให้​เป็น​ ​คำ​ตอบคือทำ​จิตของเรา​ให้​สะอาด​ ​สงบ​ ​สว่าง​ ​แล้ว​จิตของเรา​จะ​สะอาด​ ​สงบ​ ​สว่าง​ ​ด้วย​อำ​นาจอะ​ไร​ ​คำ​ตอบก็คือ​ ​จิตของเรา​จะ​สะอาด​ได้​ด้วย​การมีศีล​ ​สงบ​ได้​ด้วย​การฝึกสมาธิ​ ​สว่าง​ได้​ด้วย​การเจริญปัญญา​

การฝึกจิต​ใน​พระพุทธศาสนา​ไม่​ใช่​เพื่อกิน​ ​กาม​ ​เกียรติ​ ​แต่​เพื่อ​ 3 ​ส​. ​ไม่​ใช่​พื่อ​ 3 ​ก​. ​คือ​ได้​ความ​สะอาด​ ​สงบ​ ​สว่าง​ ​ของจิต​ ​ถ้า​ใครนับถือพระพุทธศาสนา​แล้ว​ไม่​พบ​ความ​สะอาด​ ​สงบ​ ​สว่าง​ ​ขึ้นชื่อว่า​ได้​แต่​เปลือกพระพุทธศาสนา​ ​ตัวศาสนา​ไม่​ได้​เลย​

การที่​เรารับศีลก็​เป็น​การพัฒนาจิต​ส่วน​หนึ่ง​ ​คำ​ว่าพัฒนามา​จาก​คำ​ว่า​ "ภาวนา​" ​เปลี่ยนตัว​ ​ว​. ​เป็น​ตัว​ ​พ​. ​วัฒนา​เป็น​พัฒนา​ ​คำ​ว่าพัฒนา​เป็น​ศัพท์​ใหม่​ซึ่ง​เกิด​ใน​สมัยจอมพลสฤษดิ์​ ​ซึ่ง​แต่ก่อนคำ​ว่าพัฒนา​ไม่​มี​ ​คำ​ว่าพัฒนาคือภาวนานั่นเอง​

คน​ 4 ​ประ​เภท​ใน​โลกนี้​

ชาวพุทธ​ต้อง​พัฒนาจิตของตนเอง​ ​ถ้า​จิต​ไม่​ได้​พัฒนาก็​แสดงว่า​ไม่​ใช่​ชาวพุทธ​ ​ถ้า​ชาวพุทธ​ไม่​มีศีลแสดงว่า​ไม่​พัฒนา​ ​อย่างร่างกายของเราสกปรก​ ​เหม็นสาบ​ ​ถามว่าพัฒนา​หรือ​ไม่​ ​แสดงว่า​ไม่​พัฒนา​ ​อ่านหนังสือ​ไม่​ออกนั่นคือ​ไม่​พัฒนา​ ​คนพัฒนา​แล้ว​ต้อง​เจริญ​ทั้ง​ร่างกาย​และ​จิตใจ​ ​ท่าน​ทั้ง​หลายคน​ใน​โลกนี้มี​ 4 ​ประ​เภท​ 1) ​สุขภาพกายเสื่อม​ ​สุขภาพจิตเสื่อม​ 2) ​สุขภาพจิตเสื่อมแต่สุขภาพกายดี​ 3) ​สุขภาพกายเสื่อมแต่สุขภาพจิตดี​ 4) ​สมบูรณ์พร้อม​ทั้ง​สุขภาพกายสุขภาพจิต​

คนประ​เภทแรก​ 1) ​สุขภาพกายก็​เสื่อม​ ​สุขภาพจิตก็​เสื่อม​ ​เคยเห็น​หรือ​ไม่​ ​ร่างกายก็อ่อนแอ​ ​บ้าๆ​ ​บอๆ​ ​ไม่​รู้​เรื่อง​ ​อย่างเด็กปัญญาอ่อน​ ​ไม่​รู้​เรื่อง​ ​นั่นคือเสื่อม​ทั้ง​สุขภาพกายสุขภาพจิต​ ​แต่บางคนปัญญาอ่อนแต่สุขภาพกาย​ยัง​ดี

2) ​สุขภาพกายดี​แต่สุขภาพจิตเสื่อม​ ​เช่น​ ​บางคนร่างกายอ้วนท้วนแข็งแรงแต่​เป็น​บ้า​ ​โรคจิตโรคประสาท​ ​ขี้​โมโหขี้​โกรธ​จะ​เสื่อมมาก

3) ​สุขภาพกาย​ไม่​ดี​เจ็บออดๆ​ ​แอดๆ​ ​แต่สุขภาพจิตดี​ ​บางคนตาบอดหูหนวกแต่​ใจก็​แช่มชื่นเบิกบาน​ ​ก็​ไม่​ได้​ทุกข์อะ​ไรมากมาย​ ​สุขภาพ​ไม่​ดี​แต่​ใจ​เขา​สู้​ ​ใจ​ยัง​มีคุณธรรม​

4) ​สมบูรณ์พร้อม​ทั้ง​ร่างกาย​และ​จิตใจ​

ใน​บุคคล​ทั้ง​ 4 ​ประ​เภทเรา​ต้อง​การบุคคลประ​เภทไหนมากที่สุด​ใน​ครอบครัว​ ​ญาติพี่น้อง​ ​ใน​ชาติของเรา​ต้อง​การประ​เภทที่​ 4 ​และ​ประ​เภทที่​แย่ที่สุดคือประ​เภทที่​ 1 ​แย่รองลงมาคือประ​เภทที่​ 2 ​รองลงมาคือประ​เภทที่​ 3 ​เรา​ต้อง​การคนประ​เภทที่​ 4 ​บางคนพยายามออกกำ​ลังกายแต่จิตเสื่อม​ ​เช่น​ ​ติดสิ่งเสพย์ติด​ ​โลภ​ ​โกรธ​ ​หลงรุนแรง​ ​ทำ​อย่างไร​ให้​ชาติของเรามีคนที่มีสุขภาพกาย​และ​สุขภาพจิตดี​ ​ถ้า​เรามี​ทั้ง​สุขภาพกายดีสุขภาพจิตดี​ ​ชีวิตก็​จะ​พบแต่​ความ​สุข​ ​ครอบครัวมี​ความ​สุข​ ​พ่อแม่มี​ความ​สุข​ ​ประ​เทศชาติสุขเกิดการพัฒนา​ ​ทำ​อย่างไรคน​จะ​มี​ความ​สมบูรณ์พร้อม​ทั้ง​สุขภาพกายสุขภาพจิตก็​ต้อง​ฝึกจิต​ต้อง​พัฒนาจิต​

ถามว่าระหว่างกาย​กับ​จิตอย่างไหนสำ​คัญกว่า​กัน​ ​ถ้า​เราตอบก็อาจบอกว่าจิตสำ​คัญกว่า​ ​แต่​ใน​วันหนึ่งๆ​ ​เรากลับ​ให้​ความ​สำ​คัญ​กับ​กายมากกว่า​ให้​ความ​สำ​คัญแก่จิต​ ​แม้​เรา​จะ​พูด​ให้​ความ​สำ​คัญว่าจิต​เป็น​นายกาย​เป็น​บ่าว​ ​คับที่​อยู่​ได้​คับใจ​อยู่​ยาก​ ​แต่ว่า​เวลา​ให้​ความ​สำ​คัญกลับ​ไม่​ให้​ความ​สำ​คัญ​กับ​จิต

เรื่องของกายวันหนึ่งๆ​ ​ต้อง​พักผ่อน​ให้​ได้​ 8 ​ชั่วโมง​ ​แล้ว​ใจของเรามี​เวลา​ให้​พักผ่อนบ้าง​หรือ​ไม่​ ​กลับ​ไม่​มีนอน​แล้ว​ก็​ยัง​คิด​ไม่​หยุด​ ​กลางคืน​เป็น​ควันกลางวัน​เป็น​ไฟ​ ​เพราะ​กลางคืนมัวแต่คิดไปเรื่อยจนนอน​ไม่​หลับ​ ​กลางวัน​เป็น​ไฟคือทำ​งาน​ไม่​หยุด​ ​ร่างกายมีอาหารวันละ​ 3 ​มื้อ​ ​ที่กินจุกจิก​ยัง​ไม่​คิดทำ​ให้​เกิดโรคอ้วน​เข้า​มา​ ​ใจเรา​ไม่​มีอาหาร​เป็น​มื้อๆ​ ​อย่างกาย​ ​ทำ​ไม​ถึง​ปล่อย​ให้​เป็น​เช่น​นั้น​ ​ร่างกายเรามีอาบน้ำ​แปรงฟันตกแต่งสวยงาม​ ​แล้ว​ใจของเรามี​เวลา​แต่งใจบ้าง​หรือ​ไม่​

คน​ส่วน​ใหญ่​ไม่​ให้​ความ​สำ​คัญ​กับ​จิตว่าจิต​ไม่​สำ​คัญ​ ​ปากว่าสำ​คัญแต่ก็​ไม่​ค่อย​ให้​ความ​สำ​คัญ​ ​อาตมาอายต่างชาติบางประ​เทศที่​ไม่​ได้​นับถือพระพุทธศาสนา​แต่ประ​เทศ​เขา​มีศีลธรรมกว่า​เรา​ ​อย่างการซื้อสินค้าที่​ให้​จ่ายเงินเอง​ ​ถ้า​เป็น​บ้านเราหาย​ทั้ง​สินค้า​เงินก็​ไม่​ได้​ ​ศีลธรรม​เขา​ดีกว่า​เรา​ ​เศรษฐกิจก็ดีกว่า​เรา​ ​เรา​เป็น​เมืองพุทธที่นับถือแต่ชื่อ​

วิธีบริหารจิต​ 7 ​ท่า​

แต่​ถึง​อย่างไรเราก็​ยัง​รักชาติของเรา​ ​ทำ​อย่างไรชาติของเรา​จะ​พัฒนา​เหมือน​เขา​บ้าง​ ​ก็​ต้อง​พัฒนาจิต​ให้​เป็น​ ​อาตมาขอเสนอวิธีการบริหารจิต​ 7 ​ท่า​ 1) ​บริหาร​ด้วย​การสวดมนต์ก่อนนอน​ 2) ​บริหาร​ด้วย​การมีศีล​ 5 ​ประจำ​วัน​ 3) ​บริหารท่านั่งคือ​ ​นั่งสมาธิ​ 4) ​บริหาร​ด้วย​ท่า​เดินคือเดินจงกรม​ 5) ​บริหาร​ด้วย​ท่ายืนคือยืนทำ​สมาธิ​ 6) ​บริหาร​ด้วย​ท่านอนคือนอนทำ​สมาธิ​ 7) ​บริหาร​โดย​การ​ใช้​อุปกรณ์คือมีลูกประคำ​

ใน​หลวงของเราก่อนทรงงาน​จะ​สวดมนต์​และ​นั่งสมาธิก่อน​ใน​ทุก​เช้า​ ​พระองค์ตรัสว่า​ ​ถ้า​ทำ​อย่างนี้งาน​จะ​ออกมาดี​ ​อีกประการที่คน​อื่น​ทำ​ไม่​ค่อย​ได้​แต่​ใน​หลวงทรงทำ​ได้​ ​คือ​ ​ทุกวันอุ​โบสถ​ใน​หลวง​จะ​ทรงสมาทานศีลอุ​โบสถอย่างเคร่งครัด​ ​การบริหาร​ด้วย​การสวดมนต์ก่อนนอน​ถ้า​เรา​ไม่​ค่อยมี​เวลาจริงๆ​ ​ใช้​เวลา​แค่​ 30 ​วินาทีก็​ได้​ ​ก่อนนอนสวดมนต์​เสียบ้าง​ ​สวดมนต์ทำ​ให้​ใจเบิกบาน​ ​คุ้มครอง​ให้​อายุยืน​ ​โรคภัยไข้​เจ็บลด​ ​บริหารท่าที่สองคือ​ ​มีศีล​ ​เรารับ​จาก​พระก็​ได้​อธิษฐานเองก็​ได้​ ​คนมีศีล​กับ​คน​ไม่​มีศีลต่าง​กัน​ ​พระพุทธเจ้าสรรเสริญศีล​ไว้​มากเหลือเกิน​

ท่านตรัสว่า​ "ดูก่อนภิกษุ​ทั้ง​หลาย​ ​ทานที่​ให้​แก่สัตว์​เดรัจฉานมีผล​ 100 ​เท่า​ ​คือ​ให้​ด้วย​ความ​รักเอ็นดู​ ​เกิด​ใน​สวรรค์​ 100 ​ชาติ​ ​มีอายุ​ ​วรรณะ​ ​สุขะ​ ​พละ​ ​ปฏิภาณ​ ​แก้​ไขปัญหาชีวิต​ได้​ดี​ 100 ​ชาติ​ ​ทานที่​ให้​แก่คน​ไม่​มีศีล​ ​อาทิ​ ​พวกขี้​เหล้า​ ​ขอทาน​ ​โดย​ให้​ด้วย​ความ​เอ็นดู​ ​มีผล​ 1,000 ​เท่า​ ​แต่ทานที่​ให้​แก่คนมีศีล​ 5 ​ได้​โกฐ​เท่า​ (เปรียบเหมือนน้ำ​ใน​มหาสมุทร​ไม่​อาจนับ​ได้​ว่ากี่ลิตร)​" ​คนมีศีลเทวดา​ยัง​คุ้มครอง​ ​ถ้า​ให้​ทานแก่คนที่มีคุณธรรมสูงกว่านี้​ ​คนที่มีศีล​ 10 ​ศีล​ 227 ​ไปจน​ถึง​พระ​โสดาบัน​ ​พระสกิทาคามี​ ​พระอนาคามี​ ​พระอรหันต์​ ​พระปัจเจกพุทธเจ้า​ ​ผลนับ​ไม่​ถ้วน​เป็น​อสงไขย​ ​การพัฒนาจิตสองท่านี้ก็สูง​แล้ว​

การบริหารจิต​ด้วย​การ​ใช้​ปัญญา​ ​คำ​สอนพุทธศาสนามีคำ​สอน​ ​ทาน​ ​ศีล​ ​ภาวนา​ (มีสองอย่าง​ ​คือสมาธิ​กับ​ปัญญา) ​ศีลทำ​ลายกิ​เลสอย่างหยาบ​ ​สมาธิทำ​ลายกิ​เลสอย่างกลาง​ ​ปัญญาทำ​ลายกิ​เลสอย่างละ​เอียด​

การฝึกจิต​ให้​ฝึกทุกวัน​ด้วย​การไหว้พระสวดมนต์​ ​ด้วย​การมีศีล​ ​ทำ​สมาธิ​ "ฝึกจิตทุกวันผิวพรรณผ่องใส​ ​สุขกายสุขใจ​ ​อนามัยสมบูรณ์​" ​เป็น​ ​คำ​กลอนที่อาตมา​แต่งเองเมื่อ​ 20 ​กว่าปีมา​แล้ว​

ปล่อยวางเสีย​ได้​เป็น​สุข

ประการต่อไป​ "ปล่อยวางเสีย​ได้​เป็น​สุข" ​ถ้า​ปล่อยวาง​ไม่​เป็น​แบกโลกทุกข์ตลอดกาล​ ​พระพุทธเจ้าตรัสว่า​ "สิ่ง​ทั้ง​ปวง​ไม่​ควร​เข้า​ไปยึดมั่นถือมั่น" ​เรายิ่งยึดมาก​เท่า​ไรก็ยิ่งทุกข์มาก​เท่า​นั้น​ ​แบกมาก​เท่า​ไรก็หนักมาก​เท่า​นั้น​ ​แบกน้อย​เท่า​ไรก็​เบาน้อย​เท่า​นั้น​ ​ไม่​แบกเลยก็​ไม่​หนักเลย​ ​ยิ่งเราปล่อยวาง​ได้​มาก​เท่า​ไรยิ่งสุขมาก​เท่า​นั้น​ "สิ่ง​ทั้ง​ปวงควร​หรือ​จะ​ถือมั่น​ ​เพราะ​ว่ามันก่อทุกข์มีสุขไฉน​ ​ยึดมั่นมากทุกข์มากลำ​บากใจ​ ​ปล่อยวาง​ได้​เป็น​สุขทุกคืนวัน"

อีกข้อคือธรรมะ​เพื่อ​อยู่​เป็น​สุข​ใน​สังคม​ ​ต้อง​มีธรรมะอย่างน้อย​ 5 ​ข้อ​ ​คือ​ ​ขันติ​ ​เมตตา​ ​เสียสละ​ ​ให้​อภัย​และ​ปล่อยวาง​ ​ถ้า​เรามีคุณธรรม​ 5 ​อย่างนี้ก็​จะ​พบแต่​ความ​สุข​ "ขันติธรรม​ให้​คุณค่ามหาศาล​ ​จิตเบิกบาน​ด้วย​เมตตาน่า​เลื่อมใส​ ​เสียสละก็ทำ​ได้​ทั้ง​กายใจ​ ​พร้อมอภัย​ไม่​ยึดถือคือปล่อยวาง" ​คนเราควรปล่อยวางเสียบ้าง​

มีคำ​โคลงอีกบทหนึ่ง​ ​คือ​ "ขันติ​เมตตา​ไว้​ชี้นำ​ ​เสียสละ​เป็น​ประจำ​ ​สุขแท้​ ​ให้​อภัย​ไม่​กระทำ​โทษตอบ​ ​ใครนา​ ​ปล่อยวางทุกอย่างแม้​เรื่อง​ต้อง​หมองกมล"

หลักธรรม​ ​กับ​วิถีพอเพียง


พระราชวิจิตรปฏิภาณ​ ​วัดสุทัศนเทพวราราม​ ​กรุงเทพฯ​ ​บรรยายธรรมเรื่อง​ "การ​ใช้​หลักธรรม​กับ​วิถีพอเพียง" ​เมื่อวันศุกร์ที่​ 14 ​กัน​ยายน​ 2550 ​เวลา​ 12.00-13.00 ​น​. ​ณ​ ​ห้องประชุม​ ​ปรีดี​ ​พนมยงค์​ ​สำ​นักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

พระอาทิตย์​ใกล้​นักไหม้​ ​ไกล​นักมืด​ "พระอาทิตย์​ใกล้​นักไหม้​ ​ไกล​นักมืด" ​พระ​เจ้า​อยู่​หัว​ ​และ​พระราชวงศ์​ ​เหมือนพระอาทิตย์​ถ้า​เรา​เข้า​ใกล้​นัก​จะ​ไหม้​ ​ยิ่ง​ใกล้​ยิ่งไหม้คือเรา​เย็น​ไม่​พอ​ ​ใคร​อยู่​ใกล้​พระ​เจ้า​อยู่​หัว​ ​ต้อง​เย็นพอ​ ​ความ​สงบเยือกเย็น​ ​ความ​ไม่​โลภ​ ​การแอบอิงที่​ไม่​แอบอ้าง​ถึง​จะ​ทำ​ให้​เรา​ไม่​ไหม้​ ​เรา​ได้​ยินข่าวเสมอว่า​ใครที่​ใกล้​พระ​เจ้า​อยู่​หัว​ ​ชีวิตที่นำ​มา​แอบอ้างหาผลประ​โยชน์​ซึ่ง​ส่วน​ใหญ่​ก็​ไป​ไม่​รอด​

ส่วน​ไกล​นักมืด​ ​คือบางทีพระอาทิตย์ส่องมา​ ​คือพระจริยวัตร​ ​พระราชกรณียกิจ​ ​พระบรมรา​โชวาท​ ​เราคนไทย​ไม่​ค่อยสนใจ​กัน​ ​เรามี​ใน​หลวง​อยู่​ใน​หัวใจ​ ​คือเรารักท่าน​ ​เราบูชา​ไว้​หัวนอน​ ​แต่​เรื่องหัวคิดเรา​ไม่​ค่อย​ได้​เอามา​ใช้​ ​ซึ่ง​ความ​จริง​แล้ว​พระราชประวัติ​ ​พระราชกรณียกิจ​ ​พระบรมรา​โชวาท​และ​พระบรมรา​โชบาย​ใน​ทุกเรื่อง​นั้น​ที่​จะ​ออกมา​เป็น​โครงการอัน​เนื่อง​มา​จาก​พระราชดำ​ริทรงทำ​ด้วย​พระองค์​เอง​เป็น​พระบรมรา​โชบาย​ซึ่ง​แม้ขณะนี้ก็​ไม่​มี​ใครทำ​จริงๆ​

อาตมา​เห็นแต่คนสร้างนโยบาย​ใหม่​โดย​ไม่​เดินตามพระบรม​ ​รา​โชบายพระ​เจ้า​อยู่​หัว​ ​เห็นพรรคการเมืองที่​เกิดขึ้นมา​แต่ละพรรคที่​โฆษณา​อยู่​ใน​ขณะนี้ก็มี​แต่​เรื่องการศึกษา​ซึ่ง​ไม่​ได้​เน้นอย่างพระ​เจ้า​อยู่​หัว​ ​จะ​ทำ​ให้​เด็กมีปัญญา​ให้​มีการศึกษา​เท่า​เทียม​กัน​

แต่​เราลืมไปว่าควรทำ​ครู​ให้​มี​ความ​สามารถ​เท่า​เทียม​กัน​ ​เรา​ไม่​ทุ่มเทเพื่อ​ให้​องค์กรครูมีคุณภาพ​ ​แต่​ไปทำ​ด้านกายภาพ​เพราะ​ด้านคุณภาพ​ไม่​มีผลประ​โยชน์ซ้อน​ ​การสร้างอาคารสถานที่ต่างๆ​ ​มีผลประ​โยชน์ซ้อน​ ​แต่การมาพัฒนาคน​นั้น​ไม่​เกิดประ​โยชน์​ใน​ด้าน​ส่วน​ตัว​

เรา​จึง​ไม่​เห็นพระบรมรา​โชบาย​ใน​การ​ช่วย​ชาติที่​เอามา​ใช้​ปฏิบัติ​กัน​ ​เช่น​ ​เศรษฐกิจทฤษฎี​ใหม่​ ​ไม่​ค่อยมี​ใครทำ​ทั้งๆ​ ​ที่​เรารัก​ใน​หลวง​ ​เดินเทิดพระ​เกียรติ​จะ​เดินทำ​ไมอาตมา​ไม่​เข้า​ใจ​ ​เคยถาม​ใน​หลวง​หรือ​เปล่าว่าอยาก​ได้​อย่าง​นั้น​หรือ​เปล่า​ ​จนสมเด็จพระนางเจ้าฯ​ ​พระบรม​ ​ราชินีนาถ​ ​ได้​ตรัสว่า​ ​"​ความ​จริงเรื่องป่า​ไม้​ ​ข้าพเจ้าก็ขอมาตั้งแต่​เป็น​พระราชินี​ใหม่ๆ​ ​แต่ก็​ยัง​ไม่​เคย​ได้​จาก​รัฐบาล​และ​ประชาชน"

จนแก่​แล้ว​พระชนมพรรษา​ 75 ​พรรษา​แล้ว​ ​ปลูกไปเถอะ​ไม่​ว่า​จะ​เป็น​ต้นอะ​ไร​ ​นี่คือสิ่งที่​เราดูพระ​เจ้า​อยู่​หัว​ ​ของเรา​และ​ระบบเศรษฐกิจพอเพียง​ใน​เชิงปฏิบัติมีหลายเชิง​ ​พอเพียงอย่างแรก​ ​คือ​

หว่านพืชเช่น​ใด​ย่อม​ได้​ผลเช่น​นั้น

1) ​ยอมรับเรื่องบุญทำ​กรรมแต่ง​ ​บางคน​ไม่​ยอมรับ​เป็น​ความ​คิดที่ผิดนำ​ไปสู่การทุจริต​และ​ฉ้อฉล​ ​ต้อง​เข้า​ใจเรื่องบุญทำ​กรรมแต่งเสียก่อน​ "กรรมลิขิตชีวิตของตน​ ​ยากดีมีจนสุดแต่วิถี​ ​กฎแห่งกรรมคือทำ​ดี​ ​ได้​ดี​ ​ทำ​ชั่วก็มี​แต่รับผลเลวทราม" ​ใครทำ​มา​จาก​ชาติที่​แล้ว​จิตเราสั่งสม​ความ​ดีชั่ว​ ​บุคคลหว่านพืชเช่น​ใด​ย่อม​ได้​ผลเช่น​นั้น​ ​ทำ​กรรมดีก็​ต้อง​ได้​รับผลดี​ ​ทำ​กรรมชั่วก็​ได้​รับผลชั่ว

แต่​แปลกตรงที่คนทำ​กรรมชั่ว​ไม่​ยอมรับผลกรรมชั่วที่ทำ​ ​ต้อง​ตี​ความ​ให้​ถูก​ต้อง​ ​คนทำ​กรรมชั่วทำ​อย่างไร​ให้​เขา​ยอมรับผลของการทำ​กรรมชั่ว​ ​ไม่​ใช่​เอากระบวนการต่างๆ​ ​มา​แก้กรรมชั่ว​ (อย่างภิกษุบางรูปที่อ้างว่าตัดกรรม​ได้​อย่าง​นั้น​ผิด) ​ต้อง​สอน​ให้​คนยอมรับกรรมชั่ว​

2) ​เมื่อทำ​กรรมดี​แล้ว​ได้​ดีอะ​ไร​ ​ต้อง​รู้ผล​จาก​กรรมดี​ด้วย​ ​ปลายเหตุบอกต้นสาย​ ​เมื่อเรา​ได้​รับปลายเหตุที่ดี​ต้อง​สาวไปหาต้นสายว่า​เหตุที่ดีอันนี้​ได้​รับ​จาก​อะ​ไร​ ​ถ้า​รู้สิ่ง​นั้น​แล้ว​ก็​จะ​ได้​ทำ​กรรมดีต่อๆ​ ​กัน​ไป​ ​เช่น​ ​พ่อแม่รวยมา​เพราะ​ "ขยัน​ ​อดทน​ ​ประหยัด​ ​ซื่อสัตย์​ ​พัฒนาฝีมือ" ​นี่​เป็น​ผลมา​จาก​กรรมดี​ 5 ​กระบวนการ​

ถ้า​จะ​ต่อยอดก็​ต้อง​ "ขยัน​ ​อดทน​ ​ประหยัด​ ​ซื่อสัตย์​ ​พัฒนาฝีมือ" ​ต่อยอดไป​ ​ถ้า​กรรมชั่วอย่าทำ​ ​นรกเรียก​เป็น​ขุม​ ​คุกเรียก​เป็น​แดน​ ​สมัยก่อนเรียก​ "จับตัวไปที่ขุมขัง" ​เดี๋ยวนี้​เป็น​ "คุมขัง"

แม้​แต่​เด็กก็​ยัง​เอาน้ำ​ร้อนไปสาดหน้า​เขา​ ​บอกว่าพ่อ​ (ฉัน) ​ใหญ่​ ​พอเรื่อง​ถึง​พ่อ​ ​บอกว่า​เด็กทะ​เลาะ​กัน​ปรับสัก​ 500 ​บาทก็จบ​ ​มัน​ไม่​จบหรอก​เพราะ​เขา​เป็น​ผู้​เสียหาย​ ​แต่​แทนที่​จะ​สอน​ให้​ลูกว่าการระงับดับโทสะ​ ​อยู่​ใน​สังคม​ต้อง​ควบคุมโทสะจริต​ให้​อยู่​ ​และ​เมื่อผิด​ต้อง​ขอโทษ​ ​ถ้า​เขา​ขอโทษ​ต้อง​รู้จัก​ให้​อภัย​ ​แต่​ไม่​มีอย่าง​นั้น​ ​ยิ่งรู้ว่าพ่อแม่พวกมาก​ใหญ่​มากก็ยิ่งลำ​พองมากก็ยิ่งก่อ​ความ​รำ​คาญมาก​ใน​สังคม​จะ​เป็น​แบบ​นั้น​ ​เวลาที่​เรา​เกิดมา​เป็น​มนุษย์ขอ​ให้​ยอมรับผลกรรมที่​เราทำ​ ​ดูกรรมดีกรรมชั่ว

คนมีอายุยืน​เพราะ​ไม่​ชอบปลงชีวิตสัตว์​ ​ใครมีอายุยืนไหว้​ได้​เป็น​คนใจ​ไม่​ร้ายชาตินี้​จึง​มีอายุยืนยาว​ ​จะ​จน​หรือ​มี​เป็น​อีกเรื่องหนึ่ง​ ​อายุสั้นแสดงว่าชาติที่​แล้ว​ฆ่าสัตว์​ใหญ่​ไปเยอะๆ​ ​รวม​ทั้ง​มนุษย์ที่​เป็น​คนดี​ ​มีบุญ​ ​มีบารมี​ ​ไปฆ่า​เขา​ทำ​ไม​ ​มา​ถึง​ชาตินี้​ยัง​ลืมตามองดู​โลก​ไม่​ถึง​ 24 ​ชั่วโมงตาย​

คนมีอายุยืน​ ​ไม่​ปลงชีวิตสัตว์

พระพุทธเจ้าท่านตรัส​ไว้​เรา​ไปทำ​กรรม​ไว้​ดี​หรือ​เลวก็​เป็น​ผู้​รับมรดกกรรม​ "คนมีอายุยืนยง​เพราะ​ไม่​ปลงชีวิตสัตว์​" ​มาชาตินี้​เรา​ไม่​รู้ว่า​เคยปลงอะ​ไร​ไว้​ ​ปล่อยปลาปล่อยไปเถอะหน้าคลองหาปลามาปล่อย​เข้า​เถอะ​ ​เล็ก​นักก็​ไม่​ได้​น้ำ​แรง​ ​ดู​ด้วย​ว่า​จะ​ปล่อยปลาอะ​ไร​ ​เต่าอย่า​ไปปล่อย​เพราะ​ไม่​มีตลิ่งตะกายอย่าปล่อยมันไปตาย​ ​ปล่อยวัวปล่อยควาย​เขา​ไม่​เลี้ยงดู​เป็น​โรคภัยไข้​เจ็บตายก็​จะ​กลาย​ ​เป็น​บาป​ ​ทำ​บุญอย่าชุ่ย

คนร่ำ​รวยทรัพย์สมบัติ​เพราะ​ชอบบำ​เพ็ญทาน​ ​ใน​หลวงรวยแบบที่คนอยาก​ให้​แต่ท่าน​ไม่​อยาก​ได้​ ​ท่านเคยสังเกตเวลา​ใน​หลวงเสด็จ​ ​ถ้า​เป็น​แบ๊งสิบแบ๊งร้อยรับหมดเหมือนเด็ดใบไม้​ ​แต่​ถ้า​เป็น​แสน​เป็น​ล้าน​ต้อง​นำ​ความ​กราบบังคมทูลฯ​ ​ต้อง​ส่งตำ​รวจหลวงมาสืบ​ ​ต้อง​ดูว่า​ได้​มา​จาก​ไหน​ ​ได้​มาอย่างไร​ ​ประสงค์อะ​ไร​ ​ต้อง​การรูปถ่าย​หรือ​ไม่​ต้อง​การ​ ​ออกโทรทัศน์​หรือ​เปล่า​ ​แม้​แต่พระก็​ยัง​สืบว่าที่พระคุณเจ้า​จะ​ถวาย​นั้น​เพื่ออะ​ไร​ ​เอาชื่อท่านไปแอบอ้างเพื่อระดมเงิน​ต้อง​การออกโทรทัศน์​เดี๋ยวนี้​ไม่​รับ​ ​พระ​เจ้า​อยู่​หัว​ ​อยาก​ให้​พระคุณเจ้า​ช่วย​กัน​เทศน์​ให้​ประชาชนมีปัญญา​เกี่ยว​กับ​คำ​สอนของพระพุทธเจ้า​

หลักเศรษฐกิจพอเพียง

ใน​ปี​ 2539 ​เกิดพระมหาชนก​ใน​วาระครองราชย์​ 50 ​ปี​ ​ตั้งแต่​นั้น​มาคำ​ว่า​ "​เศรษฐกิจพอเพียง" ​เกิดขึ้น​ 1) ​รู้​ความ​จริง​ 2) ​ประจักษ์​ใน​สังคมที่พระองค์ทรงดู​อยู่​ 3) ​สอนเราว่า​เรื่องหน้าตา​ ​อย่า​เอามาบวก​กับ​การทำ​หน้าที่​ ​ต้อง​ตี​ความ​อย่าง​นั้น​ ​เรียกว่าสอน​ให้​ปิดทองหลังพระ​

คนที่ร่ำ​รวยสมบัติ​เพราะ​ชอบบำ​เพ็ญทาน​ ​จน​เพราะ​ไม่​ยอมบำ​เพ็ญทาน​ ​คนมีอายุยืนแต่จน​เพราะ​ไม่​ฆ่าสัตว์​แต่​ไม่​ค่อยบำ​เพ็ญทาน​ ​คนมียศถาบรรดาศักดิ์​เพราะ​ชาติที่​แล้ว​ไม่​ขี้อิจฉา​ ​ยินดี​ ​ส่งเสริม​ผู้​อื่น​ ​อย่า​ไปน้อยใจ​ ​อย่า​ไปอิจฉา​ ​เกิดมา​ ​สวยมาหล่อ​เพราะ​ชาติที่​แล้ว​ไม่​ขี้​โกรธ​ ​ปฏิบัติต่อพ่อแม่ดี​ ​ทำ​บุญมากน้อย​ให้​ดี​ใจยิ้มแย้ม​เข้า​ไว้​อย่าหงุดหงิดหน้านิ่วคิ้วขมวดเกิดชาติหน้า​จะ​ได้​หล่อรวย​แล้ว​หน้าตา​ไม่​ดีก็​แย่

ดูอย่าง​ใน​หลวงใครก็อยากถ่ายรูป​ ​บางคนรวยจริงแต่​ใคร​ไม่​อยากถ่ายรูป​ ​คน​ไม่​รวยแต่ดันสวย​ ​ก็​แสดงว่า​เคยทำ​บุญ​ด้วย​ความ​ยิ้มแย้มแจ่มใสตัวบุญ​จะ​ดึง​ ​เดี๋ยว​เป็น​นางงามจักรวาล​ ​เดี๋ยว​จะ​รวยขึ้น​ ​คน​ไม่​มี​โรคภัย​เพราะ​ไม่​ทรมานสัตว์​เกิดมา​จะ​ไม่​ง่อยเปลี้ยเสียขา​หรือ​ไม่​มีอุบัติ​เหตุ​ ​ที่​เกิดอุบัติ​เหตุอย่านึกว่าประมาท​ ​ถ้า​เกิดมาพิการแสดงว่ากรรมตามทัน​ ​กรรม​จะ​ให้​ผล​ถ้า​ไม่​ตนเองก็ลูก​หรือ​อีกหน่อยเกิดอุบัติ​เหตุ​จะ​ตายก็​ไม่​ตาย​ต้อง​ทนทรมาน​

ฉะ​นั้น​ ​ชาตินี้​เรา​ไม่​รู้ก็ควรหมั่นสร้างบุญ​ไว้​ ​อย่างเช่น​ ​บริจาคเงินสร้างโรงพยาบาล​ ​ซื้ออุปกรณ์ด้านการแพทย์​ ​คนชื่อเสียง​ไม่​วิบัติ​เพราะ​รักษาศีล​ ​ใน​โลกใบนี้กฎหมายก็อีกแบบแต่กระบวนการศีลที่ทำ​ให้​ชื่อเสียงวิบัติ​ ​อย่างเช่น​ ​การผิดศีล​ ​ยิ่ง​ได้​ ​สิ่งต่างๆ​ ​จาก​ปาณาติบาท​ ​อทินนาทาน​ ​กา​เมสุมิจ​ ​ฉาจาร​ ​การพูดโกหกมดเท็จ​ ​การดื่มสุรา​เมรัยประกอบธุรกิจ​ใน​ด้านนี้ก็​ต้อง​ชื่อเสียงวิบัติ​ ​ส่วน​เราที่​ไม่​วิบัติ​เพราะ​เป็น​คนรักษาศีล​จึง​ทำ​มาหากิน​กับ​กฎหมาย​ ​ลึกๆ​ ​เป็น​ผู้​รักษาศีล​ทั้ง​นั้น​ ​แต่รักษาศีลก็​ต้อง​มีองค์ประกอบ​อื่นๆ​ ​เช่น​ ​อายุยืน

อย่างอาตมาชาติที่​แล้ว​อาจชอบรักษาศีลแต่​ไม่​ชอบบำ​เพ็ญทาน​ ​มาชาตินี้​ได้​เป็น​พระ​แต่จน​ ​ปัจจัย​ถึง​มือก็​ต้อง​มีคนมาขอแสดงว่า​เรา​จะ​ได้​บุญ​แล้ว​ ​ชาติหน้า​จะ​ได้​ดีรักษาศีลชื่อเสียง​จะ​ได้​ดี​ ​ทำ​บุญก็​ต้อง​หน้าตาดี​แก้​เคล็ดของเรา​ไป​ ​นี่​เป็น​เรื่องจริง​ ​คน​ไม่​ถูกติฉิน​เพราะ​ไม่​ใส่​ร้ายป้ายสี​ผู้​อื่น​ ​ชาตินี้​ไม่​ถูกคดี​ความ​อันเกิดมา​จาก​การ​ใส่​ร้าย​ ​เพราะ​ชาติที่​แล้ว​ไม่​เคย​ใส่​ร้ายป้ายสีคนดี​ ​คนมีบารมี

พระพุทธเจ้าท่านสอนเมื่อเรื่องราวจบแต่ละ​เรื่องท่านบอก​ถึง​กรรม​ ​คนมีบริวารดาษดื่น​เพราะ​มี​เมตตามี​ผู้​คนห้อมล้อม​ ​การกรวดน้ำ​เป็น​เครื่องบ่งบอกทำ​ให้​เรามีพันธมิตร​ทั่ว​จักรวาล​ ​เป็น​ศาสนา​เดียว​ใน​โลกที่ผูกมิตร​กับ​ผี​ ​ท่าน​ไม่​เสียชีวิตแต่​เล็ก​เพราะ​ผีบ้านผี​เรือนคือพ่อแม่ท่าน​ ​ไม่​ตาย​เพราะ​เทวดาคุ้มครอง​ ​กัลยาณมิตร​เพราะ​เรา​เลือกมา​จาก​ชาติที่​แล้ว​ก็ติดตัวมา​ใน​ชาตินี้​ "คนปรานี​ ​ผีรักษา​ ​เทวดาคุ้มครอง"

คนมีปัญญา​เพราะ​ชอบฟัง​ ​ฟังเทศน์ฟังธรรม​ ​ใครฟังมากก็​ได้​ปัญญามาก​ ​ฟังสิ่งไร้สาระก็ปัญญาน้อย​ ​บันเทิงมากปัญญาก็น้อย​ ​นี่คือ​ให้​เรารู้จักบุญทำ​กรรมแต่ง​ "มีอะ​ไรน้อยกว่า​เขา​อย่า​เศร้าสร้อย​ ​ได้​อะ​ไรน้อยกว่าอย่า​เศร้าหมอง​ ​เห็น​เขา​ได้​เขา​มีอย่างที่ปอง​ ​เราก็​ต้อง​ศึกษาอย่าน้อยใจ​ ​บางอย่าง​ได้​เพราะ​บุญหนุนนำ​ส่ง​ ​บางอย่าง​ได้​ตามประสงค์คนส่ง​ให้​"

อย่างเช่น​ ​ส่งเสริมคนยิ่งมีตำ​แหน่ง​ใหญ่​โต​ ​ก็ยิ่ง​ต้อง​ส่งเสริม​เข้า​ไว้​ ​สังคหวัตถุธรรมมี​ความ​จำ​เป็น​ 1) ​ทานคือการ​ให้​ 2) ​ปิยวาจา​ ​พูด​จา​กัน​ดีๆ​ 3) ​อรรถจริยา​ ​มีงานอะ​ไรไปร่วม​กัน​ไม่​น้ำ​เงินก็​ ​น้ำ​แรง​ 4) ​สมานัตตตา​ ​วางตน​ให้​เหมาะสม​ "บางอย่าง​ได้​เทวดาฟ้าอวยชัย" ​พ่อแม่​จาก​อดีตชาติที่​แล้ว​เราทำ​ดีต่อท่าน​ ​ท่านก็ดู​แลลูกอย่างเราข้ามภพข้ามชาติ​

ทุกวันนี้ที่ท่านทำ​อะ​ไรต่างๆ​ ​สำ​เร็จ​อยู่​รอดปลอดภัยมา​จาก​บุญ​และ​เทวดา​ช่วย​ (ที่​เขา​ไม่​ให้​เห็น​เพราะ​นรกเห็น​แล้ว​บ้า​เทวดา​เห็น​แล้ว​คลั่ง) ​ต้อง​แข่งขันทางด้านปัญญา​แล้ว​ปัญญา​จะ​ช่วย​ ​เรา​ ​ถ้า​ขี้​เกียจอ่าน​ ​ขี้​เกียจศึกษา​ ​ขี้​เกียจฟัง​แล้ว​จะ​โทษใคร

เศรษฐกิจพอเพียงเริ่ม​จาก​รากฐานบุญทำ​กรรมแต่ง​ ​แล้ว​มาปัจจุบันนี้​ต้อง​เชื่อ​ใน​หลวง​ ​ท่านตรัสว่า​ ​"​ความ​สุข​ความ​เจริญอันแท้จริง​นั้น​หมาย​ถึง​ความ​สุข​ความ​เจริญที่บุคคลแสวงหามา​ได้​ด้วย​ความ​เป็น​ธรรม​ ​ทั้ง​ใน​เจตนา​และ​การกระทำ​ไม่​ใช่​ได้​มา​ด้วย​ความ​บังเอิญ​ ​หรือ​ด้วย​การแก่งแย่งเบียดบังมา​ ​จาก​ผู้​อื่น"​

ทำ​งานแบบเศรษฐกิจพอเพียง

ท่านสอน​ให้​เราทำ​งานแบบเศรษฐกิจพอเพียง​ ​ความ​สุข​ความ​เจริญที่​แท้จริง​นั้น​คือรากฐานการ​ให้​ผลแท้จริงอย่าหลอกตนเองอย่าหลอกสังคม​ ​แสวงหามา​ได้​ด้วย​ความ​เป็น​ธรรม​ทั้ง​ใน​เจตนา​และ​การกระทำ​ ​ไม่​ใช่​ได้​มา​ด้วย​ความ​บังเอิญ​หรือ​แก่งแย่งเบียดบังมา​จาก​ผู้​อื่น​ ​ยศตำ​แหน่งก็​เช่น​กัน​ได้​เพราะ​ความ​บังเอิญพ่อแม่​เป็น​ใหญ่​ก็​เลย​ได้​มาบังเอิญ​ ​หรือ​แย่งขัดขา​ผู้​อื่น​ให้​ล้มนั่น​ไม่​ใช่​ความ​สามารถ​ที่​แท้จริง​ ​ใน​หลวงท่านสอนเศรษฐกิจพอเพียง​ใน​ด้านหน้าที่การงาน​และ​ความ​สุข​ ​แล้ว​เรา​เจตนาการกระทำ​เป็น​ธรรม​หรือ​ไม่​ ​บังเอิญ​หรือ​ไม่​ ​เอามา​จาก​ใคร​หรือ​เปล่า​ ​กีด​กัน​ใคร​ไม่​ให้​ขึ้น​ ​ขัดขา​ใคร​ให้​ล้ม​หรือ​เปล่า​ ​สำ​รวจดูทุกวัน​ ​ลาภ​ต้อง​ไม่​ใช่​ได้​มา​ด้วย​โลภ​หรือ​โฉบขโมยแบบอีกา​ ​เงินทองที่​เป็น​ปัญหาทุกวันนี้​เพราะ​โฉบขโมยแบบอีกา​ ​คือ​ ​ฉ้อฉล​ ​ฉกชิง​ ​จึง​มีกระบวนการหลายอย่าง​และ​ไม่​ใช่​สุขที่​ ​แท้จริง​ ​เห็นบ้านไม้สัก​ทั้ง​หลังเอามา​จาก​ไหน​ ​มาอย่างไร​ ​นอนอย่างไร​ ​ต้อง​รู้สิ่งที่มี​ ​ใจ​จะ​บอกทีที่ที่​ได้​มา

เศรษฐกิจพอเพียง​ใน​การแสวงหายศ​ต้อง​ไม่​ได้​มา​ด้วย​ความ​อิจฉาขัดขากล่าวหาบีฑา​เขา​ ​เป็น​เศรษฐกิจพอเพียง​ใน​เรื่องยศ​ซึ่ง​จำ​เป็น​ ​สรรเสริญ​ต้อง​ไม่​ได้​มา​ด้วย​การจ้าง​ (ลิ่วล้อ) ​บางคน​ได้​การสรรเสริญ​เพราะ​ประชาสัมพันธ์ตนเอง​หรือ​เพราะ​เลี้ยงลูกน้อง​

แต่พระพุทธเจ้าท่าน​ไม่​ได้​ไปจ้างใคร​ ​แต่​ได้​รับการสรรเสริญ​ด้วย​ความ​จริง​ ​สุข​ต้อง​ไม่​ได้​มา​เพราะ​ฉวยฉ้อ​ ​มนุษย์​ต้อง​การลาภ​ ​ยศ​ ​สรรเสริญ​ ​สุข​ ​แต่​ใน​กระบวนการ​นั้น​เป็น​ธรรม​หรือ​ไม่​เจตนาดี​ไหม​เป็น​เศรษฐกิจพอเพียง​หรือ​ไม่​ ​ถ้า​กระบวนการเรา​เอามา​จาก​ใน​หลวง​นั้น​สุดยอด​ ​มีคุณค่า​ ​ไม่​มี​ใคร​ใน​โลกเสมอเหมือน​ ​ทรงแสดง​ให้​เห็นทุกเรื่องที่​เรา​ไม่​เคยมองเห็น​

ใน​โอกาสที่ท่าน​ทั้ง​หลาย​ได้​มาฟังเทศน์ฟังธรรมฟัง​ความ​คิดเห็น​ ​ก็​เพื่อ​ให้​ใจสงบ​ ​เกิดพลังปัญญา​ ​ร่างกายก็​จะ​ไม่​ทรุดโทรม​ ​ปัจจุบันที่ทรุดโทรม​เพราะ​กิ​เลสมารบกวน​ ​ความ​ปรารถนา​จาก​ลาภ​ ​ยศ​ ​สรรเสริญ​ ​สุข​ ​โดย​ไม่​เป็น​ธรรม​ด้วย​ ​การก้าวล้ำ​ผู้​อื่น​โดย​ไม่​ยืน​อยู่​บนกฎเกณฑ์ของ​ ​บุญทำ​กรรมแต่ง​ ​ทำ​ให้​มนุษย์อายุสั้น​ ​ทุกข์​ใจ​ ​ไร้​ความ​สุข​ ​และ​ก่อ​ความ​รำ​คาญแก่ชาวโลก

The End Of The Day

Monday, January 21, 2008

สมการทางความคิด...ตลกดี อ่านขำๆน่ะ

ROMANCEMATHEMATICS  
Smart man + smart woman = romance
ผู้ชายเท่ห์ + ผู้หญิงเก่ง = ความ โรแมนติก

 
Smart man + dumb woman = affair
ผู้ชายเก่ง + ผู้หญิงโง่  =
  ความ ใคร่ *
 
Dumb man + smart woman = marriage
ผู้ชายโง่
  + ผู้หญิงเก่ง = การแต่งงาน
Dumb man + dumb woman = pregnancy
ผู้ชายโง่ + ผู้หญิงโง่ = ตั้ง ท้อง **
* OFFICE ARITHMETIC *
Smart boss + smart employee = profit
เจ้านายเก่ง + ลูกน้องเก่ง = กำไร **

Smart boss + dumb employee = production
เจ้านายเก่ง + ลูกน้องโง่ = ผล ผลิต **

Dumb boss + smart employee = promotion
เจ้านายโง่ + ลูกน้องเก่ง = เลื่อน ตำแหน่ง

 
Dumb boss + dumb employee = overtime
เจ้านายโง่ + ลูกน้อง โง่ = OT อย่าง เดียว **

* SHOPPING MATH *

A man will pay $2 for a $1 item he needs.

ผู้ชายจ่าย 2 บาท ต่อ ของ 1 ชิ้นที่เขาต้องการ

 
A woman will pay $1 for items that she doesn't need.
แต่ ผู้หญิง จ่าย 1 บาท ต่อ ของหลายๆชิ้น ที่เธอไม่ต้อง การ **

* GENERAL EQUATIONS & STATISTICS *

A woman worries about the future until she gets a husband.

ผู้หญิงจะกังวลเกี่ยวกับอนาคตจนกว่าจะ มีสามี **

A man never worries about the future until he gets a wife.
แต่ ผู้ชายไม่เคยกังวลเลยเกี่ยวก ับอนาคตเลยจนกระทั่งมีภรรยา **

A successful man is one who makes more money than his wife can spend.
ผู้ชายที่ประสบความสำเร็จ คือ คนที่สามารถหาเงินได้มากกว่าที่ภรร ยาใช้ **

A successful woman is one who can find such a man.
แต่ผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จ คือ คนที่ สามารถหาสามีได้อย่างคนข้างบน **

* HAPPINESS *

To be happy with a man, you must understand him a lot and love him a little.

การจะมีความสุขกับผู้ชายคนนึง คุณจะต้องเข้าใจเค้ามากๆ แต่รักเค้า น้อยๆ

To be happy with a woman, you must love her a lot and not try to understand her at all.
การจะมีความสุขกับผู้หญิงคนนึง คุณต้องรักเธอมากๆ และไม่ต้องพยายามอะไรในตัวเธอ ทั้งสิ้น **

* LONGEVITY *

Married men live longer than single men do, but married menare a lot more willing to die.

ผู้ชายที่แต่งงานแล้วจะมีอายุยืนกว่าชายโสด แต่ชายที่แต่งงานแล้วกลับ เต็มใจเลือกที่จะตายมากกว่าอยู่ **

* PROPENSITY TO CHANGE *
A woman marries a man expecting he will change, but he doesn't. **
ผู้หญิงแต่งงานกับผู้ชายคนนึงและหวัง ว่าจะเปลี่ยนแปลงเค้าได้ แต่ผู้ชายไม่ เปลี่ยน*

A man marries a woman expecting that she won't change, and she does. **
ส่วน ผู้ชายแต่ง งานกับผู้หญิงและหวังว่าเธอคงจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แต่เธอก็ เปลี่ยน **

* DISCUSSION TECHNIQUE *
A woman has the last word in any argument.
ผู้หญิงมักมี คำพูดสุดท้ายในการโต้เถียง

Anything a man says after that is the beginning of a new argument.
แต่อะไรก็ตามที่ผู้ชายพูดออกมาต่อจากนั้น จะเป็นการเริ่มการโต้เถียง ครั้งใหม่ *
 

Thursday, January 17, 2008

เคล็ดไม่ลับ...กับ 9 วิธีทำชีวิตให้สุขใจรับ...ปีหนู

 เมื่อพูดถึงการทำงาน ตลอดปีหมูที่ผ่านมา หลายคนอาจจะสนุกสนานและเพลิดเพลิน กับการทำงานจนดูเหมือนงานจะหมูๆ เหมือนชื่อปี  
 แต่หลายคนก็อาจจะเจอหมูหิน หมูเขี้ยวตัน จนเกิดความเบื่อหน่าย เพราะทั้งปีที่ผ่านมา เราต้องตรากตรำและเหน็ดเหนื่อย กับการทำ 
 งานมาตลอด เนื่องจากทุกคน ต้องการให้งานที่ทำนั้นๆ ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ ซึ่งอาจจะสำเร็จบ้าง หรือล้ม   
 เหลวบ้าง อย่างไรก็ตามในโอกาสปีหนูทองที่จะมาถึงนี้ กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ อยากจะขอแนะ 
 นำให้ท่านได้ทำงานอย่างมีความสุข ด้วยการปฏิบัติตนอย่างง่ายๆ ดังนี้                                               
                                                                                                  
 1. เริ่มต้นด้วยรอยยิ้ม หลังจากหยุดยาว เพื่อไปพักผ่อนในช่วงเทศกาลปีใหม่กันมาแล้ว จงเริ่มด้วยรอยยิ้มที่เป็นมิตรกับทุกคน โดยเริ่ม
 จากคนในครอบครัวก่อน แล้วตามมาด้วยเพื่อนฝูง และคนใกล้ตัวในที่ทำงาน เมื่อเรายิ้มให้เขาแล้ว ก็อย่าลืมทักทายด้วยคำพูดที่ไพเราะ
 เพราะรอยยิ้มถือเป็นด่านแรก ของคำว่ามิตรภาพที่จะประสานสัมพันธ์ไมตรี ให้ยืนยาวต่อไปในอนาคต การทำงานในชีวิตประจำวัน ต้อง
 มีการประสานงานติดต่อกับหน่วยงานอื่น หรือบุคคลภายนอก ที่มาติดต่อกับเรา ถ้าเรามอบรอยยิ้มให้แก่เขาก่อน การติดต่อประสานงาน 
 จะราบรื่น และกลายเป็นเรื่องง่าย เนื่องจากรอยยิ้ม จะสะท้อนถึงความเป็นมิตรและจิตใจ ที่ดีของเรา                       
                                                                                                  
 2. การเปลี่ยนแปลงตัวเอง เมื่อผ่านพ้นเรื่องราวและปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าเข้ามาจากปีก่อนๆ เราควรเลือกที่จะมุ่งมั่น และตั้งใจที่จะ 
 เปลี่ยนแปลงตัวเอง ทั้งความพร้อมในด้านร่างกาย และความพร้อมทางด้านทักษะในการทำงาน เช่น การออกกำลังกาย เพื่อให้ร่าง  
 กายแข็งแรงสมบูรณ์ มีความสดใส พร้อมที่จะลุยงานหนักของปีหน้า หรือทักษะความรู้ใหม่ๆ จากการเข้าอบรมหลักสูตรฝึกฝนการพูด อบ 
 รมภาษาต่างประเทศ และการพัฒนาบุคลิกภาพ เพื่อเสริมสร้างบุคลิกภาพของเราให้ดูดี มีเสน่ห์ และรู้จักการวางตัวในสังคม        
                                                                                                  
 3. เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ คนเราไม่ควรที่จะปล่อยเวลาว่าง ให้เปล่าประโยชน์ เมื่อมีเวลาว่างก็ควรที่จะไขว่คว้าหาความรู้ เรียน
 รู้สิ่งใหม่ๆ อยู่เสมอ อาทิ การเปิดรับข้อมูลข่าวสาร การเรียนรู้เทคโนโลยีสารสนเทศใหม่ๆ เพราะจะทำให้รู้ความเคลื่อนไหว ความ 
 เปลี่ยนแปลงในแวดวงต่างๆ เพื่อนำมาพัฒนาตนเองและพัฒนางานให้ดีขึ้น                                             
                                                                                                  
 4. วางแผนการทำงานใหม่ อาศัยช่วงที่หยุดพักผ่อนในช่วงเทศกาลปีใหม่ ลองนึกทบทวนว่าการทำงานที่ผ่านมานั้น มีข้อผิดพลาดและข้อดี
 อะไรบ้าง สิ่งใดที่ไม่ดีก็นำมาแก้ไข แต่ถ้าดีอยู่แล้ว ก็สามารถนำมาปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้ และลองคิดค้นหาวิธีการทำงานแบบใหม่ 
 เพื่อให้เกิดการคล่องตัว และราบรื่นกว่าที่ผ่านมา นอกจากนี้ ควรที่จะเปิดใจ เพื่อน้อมรับคำแนะนำ การวิพากษ์วิจารณ์ และการ     
 ประเมินผลการทำงาน จากผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน เพื่อนำมาพัฒนาการทำงาน ให้ดีขึ้นกว่าเดิมด้วย                    
                                                                                                  
 5. เข้าวัดปฏิบัติธรรม ธรรมะถือเป็นหนทางไปสู่การดับทุกข์ เมื่อก้าวเข้าสู่ศักราชใหม่ ควรถือโอกาสเข้าวัด ทำบุญตักบาตร ปฏิบัติ   
 ธรรม เพราะธรรมะทำให้คนรู้จักความอดทน อดกลั้น ข่มใจ ควบคุมอารมณ์ของตนเองให้เยือกเย็น มีสติ เปรียบเสมือนกับการเดินทาง
 สายกลางที่ไม่ตึง หรือหย่อนจนเกินไป ทำให้สามารถที่จะเผชิญกับทุกสถานการณ์ของการทำงานให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี              
                                                                                                  
 6. รู้จักให้อภัย เป็นธรรมดาของการทำงาน ที่ย่อมจะต้องมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นอยู่เสมอ อาจจะเกิดจากตัวเราเอง หรือเพื่อนร่วมงานก็
 ได้ หากเกิดจากเพื่อนร่วมงานเรา ก็ต้องรู้จักให้อภัย ในทางกลับกันหากข้อผิดพลาดเกิดจากตัวเรา เราก็คงต้องการให้คนอื่นให้อภัย  
 ความผิดพลาด ที่เกิดจากเราเช่นกัน ดังนั้น ตัวเราเองก็จะต้องรู้จักปล่อยวาง รู้จักให้อภัยแก่ผู้อื่น เพราะการให้อภัย จะไม่ทำให้เกิด 
 ความทุกข์ ไม่ก่อศัตรู แก่ตัวเราเอง และจะทำให้จิตใจของเรา มีความสงบเยือกเย็นมากขึ้นด้วย                           
                                                                                                  
 7. มอบน้ำใจไมตรี การมอบน้ำใจไมตรีให้แก่ผู้อื่น ถือเป็นการหยิบยื่นโอกาสและสิ่งที่ดีๆ ให้แก่ผู้อื่น โดยเฉพาะในเรื่องของการทำงาน
 แล้ว ถ้าเรามีน้ำใจแก่ผู้ร่วมงาน ให้ความช่วยเหลือยามที่เขามีปัญหาหรือเดือดร้อน โดยไม่หวังผลตอบแทน เมื่อมีความจริงใจและมอบ 
 ความรู้สึกดีๆ ให้แก่ผู้อื่น เราก็จะได้รับแต่ความจริงใจ และมิตรภาพจากผู้อื่นเช่นกัน แล้วการทำงาน หรือการติดต่อประสานงานก็จะ  
 ราบรื่น รวมทั้งบรรยากาศในการทำงาน ก็มีแต่ความสุข                                                         
                                                                                                  
 8. การคิดดีทำดี การทำงานทำให้ต้องเจอกับปัญหา ซึ่งเป็นบ่อเกิดของความเครียด หงุดหงิด โมโห แต่ถ้าในแต่ละวัน ก่อนเริ่มงาน  
 ทำจิตใจให้ดี คิดแต่สิ่งที่ดีๆ และตั้งใจมุ่งมั่นที่จะทำความดีให้แก่ผู้อื่นแล้ว แค่นี้ก็ทำให้จิตใจสดชื่น มีความสุข มีพลังพร้อมที่จะเผชิญกับ   
 ปัญหาต่างๆ ได้                                                                                      
                                                                                                  
 9. ใช้ชีวิตแบบพอเพียง ระบบบริโภคนิยม ทำให้การดำเนินชีวิตของคนไทยเปลี่ยนไป มีการใช้จ่ายเงินกันแบบฟุ้งเฟ้อ สุรุ่ยสุร่ายมากขึ้น
 โดยไม่คำนึงถึงความพอประมาณ อันสมดุลกับรายรับ ดังนั้น ในยุคโลกาภิวัตน์ ที่สังคมมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เราจึงควรน้อม
 นำพระราชดำรัส ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงชี้แนะแนวทางให้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของทางสายกลาง คำนึงถึงความพอประมาณ   
 ความมีเหตุผล การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวเอง เพื่อเตือนสติให้เราสามารถเริ่มต้นการดำเนินชีวิต ในปีใหม่ได้ดียิ่งขึ้น             
                                                                                                  
 ทั้งหมดนี้ คือ ข้อแนะนำที่สามารถปฏิบัติกันได้อย่างง่ายๆ ในชีวิตประจำวัน เพื่อการเตรียมตัวให้พร้อม สำหรับการทำงานที่ทุกคนต้อง  
 เผชิญในปีหนู ได้อย่างขยันขันแข็งคล่องแคล่ว ว่องไว และกระฉับกระเฉง เหมือนบุคลิกลักษณะของหนู ก็รับรองว่าจะสามารถรับมือกับ 
 ปัญหา และอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการทำงาน ให้ผ่านพ้นได้ด้วยความสบายใจ อย่างมีความสุขตลอดปีหนูนี้แน่นอน             
                                                                                                  
                                                                                                  
                                                                                                  
 ขอขอบคุณข้อมูลข่าว : สิริวิภา ขุนเอม กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

Tuesday, January 15, 2008

ตามหาคุณธรรม

10 มกราคม พ.ศ. 2551 11:11:00

สิ่งมีชีวิตร่วมโลกใบนี้ คงมีแค่มนุษย์ที่มีความบ้าอยู่ในตัว ไม่นับหมาบ้าที่เป็นบ้าเพราะเชื้อไวรัสขึ้นสมอง ถ้าอย่างนั้นความบ้าของมนุษย์มาจากไหน บางครั้งมนุษย์ยอมฟังเสียงภูตร้ายมากกว่าภูตดี -ฝ่ายข่าววิทยาศาสตร์- เรียบเรียงจากนิตยสารไทม์

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าจะเรียกได้ว่า "ประเสริฐสุด" เป็นสิ่งมีชีวิตที่มี "เมตตา" เหลือล้น รู้จักดูแลอุ้มชู ให้ความรักผู้อื่น เสียน้ำตาให้ผู้อื่น เมื่อนักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิธีเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ มนุษย์ก็ยอมเสียสละอวัยวะของตัวเองให้ผู้อื่นเพื่อรักษาชีวิตคนใกล้ชิด

ขณะเดียวกัน มนุษย์กลับลงมือสังหารกันและกันอย่างโหดเหี้ยม ช่วงเวลา 15 ปีแห่งประวัติศาสตร์ มนุษย์เป็นเพียงเศษเสี้ยวเทียบได้แค่อนุภาคย่อยของอะตอมที่ถูกสร้างขึ้นด้วย เครื่องเร่งอนุภาคและหายไปในส่วนล้านล้านวินาที

แต่เวลาชั่วครู่นี้มนุษย์ฆ่ากันเองอย่างโหดร้าย ไม่ว่าจะในเมืองโมกาดิชู, รวันดา, เชชเนีย, ดาฟรู, เบสลัน, บังกลาเทศ, ปากีสถาน, ลอนดอน, มาดริด, เลบานอน, อิสราเอล, นิวยอร์ก ซิตี้, อาบู กราอิบ, โอกลาโฮมา ซิตี้ จนถึงหอพักนักศึกษาในเพนซิลเวเนีย

อาชญากรรมที่เกิดขึ้นยังสถานที่เหล่านั้นเป็นผลงานของสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดที่ สุด และประเสริฐสุดที่โลกให้กำเนิดขึ้นมา ผลงานเหล่านั้นแสดงให้เห็นเช่นกันว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต่ำช้าที่สุด โง่เขลาที่สุด และกระหายเลือดอย่างน่าละอายต่อสิ่งมีชีวิตอื่นบนโลก

ยิ่งวิทยาศาสตร์ล้วงลึกเข้าไปศึกษาเบื้องลึกของพฤติกรรมของมนุษย์มากเท่าไร มนุษย์ยิ่งภาคภูมิกับความเป็นสัตว์ประเสริฐได้น้อยลงเท่านั้น เราเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่มีภาษาพูด เราพร่ำบอกกับตัวเองอยู่เสมอ

จนกระทั่งวันหนึ่งมารู้ว่า กอริลลา และชิมแปนซี ญาติที่ใกล้เคียงที่สุดของมนุษย์รู้จักใช้ภาษาท่าทางเหมือนกัน เราเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่รู้จักใช้เครื่องมือ ถ้าไม่นับตัวนากที่รู้จักเอาหินมาทุบหอย หรือลิงที่รูดใบไม้ออกจากกิ่งเอาไปล่อปลวก

เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว สิ่งที่แบ่งแยกมนุษย์ออกจากสัตว์ชนิดอื่นคือ มนุษย์มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี แยกแยะสิ่งถูกสิ่งผิด สิ่งดีสิ่งเลวได้ รู้ดีว่าความเจ็บปวดเป็นอย่างไร ไม่เท่านั้นยังรับรู้ความเจ็บปวดของคนอื่นด้วย ซึ่งนับเป็นแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ แต่ไม่มีใครรู้ว่าเพราะเหตุใดมนุษย์ถึงละทิ้งแก่นแท้นี้ไปได้

จริยธรรมอาจเป็นแนวคิดที่เป็นนามธรรมเอามาก แต่มนุษย์เรียนรู้เรื่องนี้ได้เร็ว ยกตัวอย่าง นักเรียนอนุบาลเรียนรู้ว่ากินขนมในห้องเรียนเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง เพราะครูห้าม แต่ถ้ากฎข้อนี้ถูกยกเลิก และอนุญาตให้นักเรียนกินขนมในห้องเรียนได้ เด็กนักเรียนยินดีทำตามโดยไม่ต้องคะยั้นคะยอ

แต่ถ้าครูคนเดิมบอกว่า เอาละ ใครผลักเพื่อนตกเก้าอี้ไม่โดนทำโทษ นักเรียนจะคิดได้เองว่าไม่ควรทำแล้วบอกว่า "ไม่ได้ ครูพูดอย่างนั้นไม่ถูก"

มิเชล ชูลแมน นักจิตวิทยาเจ้าของหนังสือ Bringing Up a Moral Child กล่าว ทั้งสองกรณี ครูคนเดียวกันสอนนักเรียนให้รู้จักกฎ แต่กฎที่อนุญาตให้ผลักเพื่อนได้เป็นกฎที่ไม่มีใครอยากทำตาม นักเรียนจะฝืนคำสั่งโดยอัตโนมัติ แม้ครูอนุญาตให้ทำได้ก็ตาม

ตัวอย่างที่ยกมานี้เป็นความแตกต่างกันระหว่างเรื่องจริยธรรมกับจารีตของ สังคม ทั้งตัวชูลแมนเองและคนอื่นเชื่อเหมือนกันว่า เด็กรู้จักผิดชอบชั่วดีโดยไม่ต้องมีใครสอน

แน่นอนว่า บางครั้งเด็กเล่นเกเรทะเลาะวิวาทกัน และไม่รู้สึกว่าตัวเองทำผิด ถ้าไม่ถูกจับได้ พวกที่ขโมยของหรือเผด็จการสังหารโหดก็เหมือนกัน

มาร์ซ เฮาเซอร์ ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวว่า "มนุษย์มีเกณฑ์ตัดสินจริยธรรมเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ว่ามนุษย์ประพฤติตามกรอบจริยธรรมกันทุกคน" หรืออย่างน้อยมนุษย์รู้โดยสัญชาตญาณว่ากฎระเบียบต้องปฏิบัติตาม

แล้วสัญชาตญาณที่ว่ามาจากไหน ทำไมแต่ละคนถึงปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ให้เราเดินแตกต่างกันไป วิทยาศาสตร์ยังไม่มีคำตอบให้ตอนนี้ แต่พวกนักวิทยาศาสตร์คอยมองหาคำตอบอยู่ไม่หยุดนิ่ง

พวกเขาทดสอบสแกนสมองมนุษย์เพื่อหาเบาะแส บางกลุ่มศึกษาพฤติกรรมสัตว์จนได้ข้อมูลเพิ่มเติม บางครั้งนักวิทยาศาสตร์ออกภาคสนามไปติดตามดูพฤติกรรมของชนเผ่าได้ข้อมูล เพิ่มเติมมาอีก

ถึงกระนั้น งานวิจัยเหล่านี้ยังไม่ช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ได้ดีขึ้นสักเท่าไร แต่งานวิจัยทั้งหมดอาจช่วยให้เราเข้าใจตัวเอง บางทีอาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่ช่วยให้เราก้าวพ้นจากพฤติกรรมป่าเถื่อน แต่เป็นก้าวที่สำคัญอย่างยิ่ง

ถึงเป็นลิงก็มีจริยธรรม

พื้นฐานศีลธรรมของมนุษย์ยืนอยู่บนความเข้าใจความรู้สึกผู้อื่น เข้าใจว่าถ้าเราเจ็บ คนอื่นก็รู้สึกเจ็บเหมือนกัน ตัวตนของมนุษย์จะไม่ยอมให้เป็นอย่างนั้น ไม่ได้มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่เข้าใจความรู้สึกผู้อื่น

สิ่งมีชีวิตที่ซับซ้อนน้อยกว่าเราสามารถแสดงพฤติกรรมโอบอ้อมอารีได้เหมือน กัน แต่นักพฤติกรรมศาสตร์มักลดทอนคุณธรรมที่เราเรียกว่า ความเข้าใจความรู้สึกผู้อื่น ลงมาเป็นเพียงธุรกิจต่างตอบแทน หรือการไม่เห็นแก่ตัวเพื่อประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

นักวิชาการกลุ่มนี้เชื่อว่า ใครสักคนทำดีเพื่อหวังผล ไม่ว่าจะให้อาหาร หรือที่พักพิง และถ้าประชาคมสัตว์ปฏิบัติตามหลัก "ให้และรับ" สังคมจะเจริญงอกงาม

แม้แต่ในกลุ่มสัตว์เอง พวกมันมีศีลธรรมที่สูงกว่าพื้นฐาน นาเดีย โคห์ต นักสัตววิทยากลุ่มไพรเมทชาวรัสเซีย เป็นคนแรกที่ศึกษาระบบการจดจำของสัตว์ที่ไม่ใช่มนุษย์ไว้เมื่อกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20

เธอเลี้ยงลิงชิมแปนซีไว้ในบ้านเธอเอง ตอนเจ้าชิมแปนซีไต่ขึ้นไปถึงหลังคา เธอพยายามหาสารพัดวิธีเพื่อล่อให้มันลงมาแต่ไม่สำเร็จ ไม่ว่าจะร้องเรียก ดุว่า เอาอาหารล่อ แต่พอโคห์ตลองแกล้งนั่งร้องไห้ ผลปรากฏว่ามันลงมาหาเธอทันที

"เขาวิ่งวนรอบตัวฉันเหมือนจะมองหาคนที่ทำให้ฉันร้องไห้ แล้วเอามือมาจับคางฉันให้เกยอยู่บนฝ่ามือของเขาเหมือนพยายามเข้าใจให้ได้ว่า เกิดอะไรขึ้น" โคห์ต บรรยายไว้ในหนังสือของเธอ

คงไม่ต้องย้อนไปไกลถึง 50 ปีเพื่อหาตัวอย่างที่น่าประทับใจอย่างนั้น เมื่อปี 2539 นี่เอง เจ้าลิงกอริลลานาม บินตาชูอา ช่วยเด็ก 3 ขวบที่ล้มตกลงไปในกรงของมัน มันปรี่เข้าไปอุ้มอย่างทะนุถนอมมาที่ประตูที่ครูฝึกสามารถเข้าไปและรับตัว เด็ก

"ความเข้าใจความรู้สึกผู้อื่นมีอยู่หลายระดับ" ฟรานส์ เด วาล จากมหาวิทยาลัยอีโมรี ผู้เขียนเรื่อง Our Inner Ape บอก "เรามีแก่นแท้ร่วมกับสัตว์หลายชนิด"

ถึงเป็นไปไม่ได้ที่จะวัดความสามารถรับรู้ความรู้สึกผู้อื่นของสัตว์ แต่เราวัดกับมนุษย์ได้ เฮาเซอร์อ้างถึงรายงานเรื่องหนึ่งที่ให้คู่สมรส หรือคู่ครองที่อยู่ด้วยกันแต่ไม่แต่งงาน เข้าเครื่องสแกนการทำงานของสมองขณะถูกช็อตให้รู้สึกเจ็บเบาๆ

นักวิจัยจะบอกพวกเขาก่อนกระตุ้นให้เจ็บ เพียงแค่รู้ว่าจะถูกทำให้เจ็บ สมองเริ่มแสดงปฏิกิริยาส่งสัญญาณหวาดกลัวเล็กน้อยให้เห็นทันที 

ต่อมาอาสาสมัครที่เข้าทดสอบบอกว่า ตัวเขาเองไม่ได้กลัวเจ็บ แต่กลัวว่าคนรักของพวกเขาเจ็บมากกว่า ทั้งที่ไม่เห็นต่อหน้าต่อตาว่าคนรักจะถูกทำให้เจ็บ แต่สมองของผู้เข้าทดสอบส่งสัญญาณบอกอย่างชัดเจนราวกับว่าตัวพวกเขากำลังเจอ กับการทดสอบที่เจ็บปวดด้วยตัวเอง

เฮาเซอร์ บอกว่านี่เป็นตัวอย่างของประสบการณ์รับรู้ความเจ็บปวดของคนอื่นอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ สมองต้องทำงานหนักมากขึ้นเมื่อเผชิญกับเรื่องคุกคามที่ซับซ้อนขึ้น แบบจำลองที่นักวิจัยชอบนำมาใช้กันคือ สถานการณ์วัดใจคุณธรรมที่เรียกว่า trolley dilemma

เรื่องมีอยู่ว่า ถ้าคุณยืนอยู่ใกล้กับรางรถไฟแล้วมีรถไฟขบวนหนึ่งวิ่งตะบึงมาหาคนที่ยืนอยู่ 5 คนโดยไม่รู้ว่ามัจจุราชกำลังเข้ามาใกล้ ตรงที่คุณยืนมีตัวสับรางที่คุณสามารถสับรางรถไฟให้วิ่งไปอีกทางได้ คุณจะสับรางหรือไม่

แน่นอนว่า คุณยินดีสับรางโดยไม่รีรอเพราะได้ช่วยชีวิตคนโดยไม่เสียอะไร แต่ถ้ารางที่สับไปอีกทางมีคนบริสุทธิ์ยืนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ คุณจะยอมแลกชีวิตคนหนึ่งเพื่อช่วยอีก 5 ชีวิตหรือไม่ ถึงตอนนี้คะแนนคุณธรรมของคุณจะอยู่ที่ 5 ต่อ 1

ส่วนอีกสถานการณ์หนึ่งตั้งโจทย์คล้ายกันว่า มีรถไฟวิ่งมาจะชนคน 5 คนที่ยืนไม่รู้เรื่อง แล้วตัวคุณอยู่บนสะพานคร่อมรางรถไฟอยู่ มีชายอีกคนหนึ่งยืนอยู่ใกล้ คุณจะผลักผู้ชายคนนั้นให้ตกลงไปบนรางเพื่อสกัดรถไฟให้หยุดจะได้ช่วยชีวิตคน อีก 5 คนหรือไม่

เมื่อตั้งคำถามกับผู้เข้าร่วมทดสอบที่ต่อสายสัญญาณวัดการทำงานของสมองพบว่า ในสถานการณ์สับรางรถไฟโดยไม่มีคนอื่นอยู่บนรางอีกด้าน พบว่าเปลือกสมองส่วนหน้าที่เรียกว่า dorsolateral prefrontal cortex ซึ่งใช้ตัดสินใจเรื่องไม่ซับซ้อนแสดงสัญญาณทำงาน

พอมาถึงคำถามที่ซับซ้อนขึ้นว่า เมื่อสับรางไปแล้วมีคนบริสุทธิ์คอยรับกรรมแทน พบว่าเปลือกสมองส่วนหน้าที่เรียกว่า medial frontal cortex เป็นพื้นที่สมองที่ทำงานสัมพันธ์กับอารมณ์สว่างวาบขึ้นทันที

ระหว่างที่สมองทั้งสองส่วนโต้เถียงกันอยู่ มนุษย์อาจตัดสินใจโดยปราศจากเหตุผลได้ จากการสำรวจเมื่อไม่นานมานี้พบว่า 85% ของผู้ร่วมทดสอบที่ถูกถามให้เลือกผลักคนตกรางหยุดรถไฟตอบว่า พวกเขาไม่ยอมผลักคนบริสุทธิ์เพื่อแก้สถานการณ์ ทั้งที่รู้ว่าถ้าทำอย่างนั้นแล้วจะช่วยชีวิต 5 คนที่รอชะตากรรมอยู่ได้

โจชูอา กรีน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาควิชาจิตวิทยาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดถึงกับสงสัยว่า เกิดผิดปกติอะไรกับคนเหล่านี้ ทำไมพวกเขาถึงคิดว่า หนึ่งชีวิตแลกกับห้าชีวิตได้

ดีชั่วอยู่ที่ตัวเรา

การทดสอบตอบคำถามเหล่านั้นไม่ได้หมายความว่าจะตั้งโปรแกรมให้คนมีพฤติกรรม เป็นคนดีขึ้นมาได้ บางครั้งจำต้องอาศัยซอฟต์แวร์และตั้งค่าให้เหมาะสมเพื่อสั่งให้มนุษย์ ปฏิบัติตัวดี เครื่องมือที่สำคัญคือ ชุมชน

เฮาเซอร์เชื่อว่า คนเราทุกคนมีสำนึกด้านศีลธรรมอยู่ในตัว เหมือนกับความสามารถจดจำคำพูดที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด แต่คุณสมบัติดังกล่าวจะไม่ปรากฏขึ้นถ้าไม่มีใครสอนให้พูด เช่นเดียวกัน สำนึกดีชั่วของคนไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าไม่มีใครสอนว่าควรใช้มันอย่างไร

ผู้คนที่อยู่รอบตัวเรานี่เองที่คอยสั่งสอน แต่ก็อีก มนุษย์ไม่ได้เป็นสัตว์เพียงชนิดเดียวในโลกที่ซึมซาบการสั่งสอน

ในเนเธอร์แลนด์มีสวนสัตว์แห่งหนึ่งชื่อ อาร์นเฮ็ม ในหนังสือ Our Inner Ape เด วาล เล่าว่า ทุกเย็นเจ้าหน้าที่ดูแลกรงลิงจะเรียกให้ชิมแปนซีทุกตัวมารับอาหาร

กฎของสวนสัตว์ที่เจ้าหน้าที่ตั้งไว้คือ ลิงทุกตัวต้องมาพร้อมหน้ากันหมดถึงจะเริ่มให้อาหาร แต่มีลิงหนุ่มอยู่สองตัวที่ซ่ากว่าเพื่อน เตร่ออกมานอกอาคารเลี้ยง จนเจ้าหน้าที่ต้องใช้เวลาหลอกล่ออยู่นานหลายชั่วโมง

เวลายิ่งผ่านไปเท่าไร ยิ่งทำให้ลิงในกลุ่มที่รอท้องกิ่วไม่พอใจ คืนนั้นเจ้าหน้าที่ดูแลสวนสัตว์ต้องเอาเจ้าทโมนแยกขังป้องกันไม่ให้ถูกกลุ่ม ของมันประชาทัณฑ์

วันต่อมาเจ้าลิงจอมแสบถูกปล่อยเป็นอิสระ แต่ถูกเพื่อนลิงด้วยกันบอยคอต ปรากฏว่าเย็นวันนั้นลิงจอมเกเรมารอรับอาหารเป็นตัวแรก เด วาล อธิบายว่า สัตว์มีกฎระเบียบของกลุ่มที่สมาชิกในฝูง "ควร" ปฏิบัติตาม และฝูงจะเป็นผู้บังคับใช้

สังคมมนุษย์มีกฎระเบียบปฏิบัติในชุมชน อะไร "ควร" อะไร "ไม่ควร" เหมือนกัน แตกต่างกันไปตามแต่วัฒนธรรม ยกตัวอย่าง คำสอนเรื่องจงเป็นเพื่อนบ้านที่ดี หรือ Good Samaritan ที่สอนให้คนคอยช่วยเหลือผู้ที่ตกอยู่ในความลำบาก

มนุษย์มีความขัดแย้งในตัวเองว่าเมื่อไร "ควร" เมื่อไรไม่ควรช่วยผู้อื่น กฎเกณฑ์ทั่วไปคือ ช่วยคนที่อยู่ใกล้บ้านเรามากที่สุด และเมินเฉยบ้านที่อยู่ห่างออกไปไกล ที่เป็นเช่นนี้เพราะสิ่งที่พวกเขาเห็นอยู่ตรงหน้าเป็น "ของจริง" มากกว่าสิ่งที่พวกเขามองไม่เห็นด้วยสายตา หรือแค่ได้ยินได้ฟังมาแค่นั้น

ทั้งที่มีระบบศีลธรรมอยู่มากมาย แล้วทำไมมนุษย์ถึงชอบเดินออกนอกลู่นอกทางอยู่เสมอ บางคนห้ามตัวเราเองทำชั่วไม่ได้เพราะเป็นโรคจิต หรือมีพฤติกรรมที่ใช้เหตุผลตรึกตรองไม่เป็น

ด้วยเหตุนี้ ศาลอาญาถึงเว้นโทษให้แก่จำเลยที่มีความผิดปกติทางจิต เพราะไม่รู้ว่าการกระทำของตนเป็นสิ่งเลวร้าย ต่างจากฆาตกรฆ่าต่อเนื่องที่รู้ว่าการกระทำของตนผิดกฎหมายแต่ยังลงมือกระทำ

ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2391 นักจิตวิทยาจดจำเรื่องราวของฟีเนส เกจ คนงานทางรถไฟเมืองเวอร์มองต์ได้ดี เขาประสบอุบัติเหตุจากระเบิดทำให้เหล็กปลิวมาปะทะหน้าผากยุบจนสมองส่วนหน้า เสียหายแต่ดวงแข็งยังรอดชีวิตมาได้

ต่อมาพฤติกรรมของเขาเปลี่ยนไปเป็นคนละคน เจ้าอารมณ์ หงุดหงิดง่าย ยังดีที่ไม่เคยก่ออาชญากรรม สิ่งที่เกิดขึ้นกับเกจทำให้นักวิทยาศาสตร์สนใจศึกษาต้นตอของการฆาตกรรมต่อ เนื่องโดยดูจากสภาพของสมอง

งานวิจัยตีพิมพ์ในวารสาร NeuroImage สองปีก่อนอาจคลี่คลายปมบางอย่าง ทีมวิจัยร่วมกับสถาบันสุขภาพจิตแห่งสหรัฐสแกนสมองของอาสาสมัครสุขภาพปกติ 20 ราย โดยเฝ้าดูพฤติกรรมของพวกเขาขณะที่เจอกับสถานการณ์ต่างๆ ทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย

ผลปรากฏว่า สมองของพวกเขามีกิจกรรมขึ้นลงอย่างฉับพลันคล้ายกับอยู่ในสถานการณ์ก่อ อาชญากรรม ช่วยให้ทีมวิจัยเข้าใจถึงความเชื่อมโยงระหว่างพฤติกรรมชั่วกับการลงโทษ

โชคยังดีที่มนุษย์ส่วนใหญ่ปรารถนาเดินอยู่ในครรลองที่ถูกต้อง ห่างไกลหลายขุมจากพฤติกรรมของฆาตกรต่อเนื่อง แต่มนุษย์ยังชอบเดินออกนอกเส้นทางในเรื่องเล็กน้อย เรายังต้องเผชิญกับความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่ไม่ใช่การทำดีต่อครอบครัว ต่อเพื่อนฝูงที่ทำงาน แต่เป็นการตัดสินใจที่เรามีต่อคนอื่นที่อยู่นอกกลุ่มนอกเหล่าของพวกเรา

มนุษย์พร้อมจะปฏิบัติกับคนนอกกลุ่มอย่างทัดเทียมกับฝูงของพวกเขาหรือยัง

โต๊ะข่าววิทยาศาสตร์ รายงาน

ปริญญาวิชาชีพกับปริญญาชีวิต : บทความดีๆ เสี้ยวหนึ่งจาก ท่าน ว.วชิรเมธี

 ที่เมืองไทยปีที่แล้วมีข่าวเกรียวกราวมาก
 คือมีดาราคนหนึ่งซึ่งมีชื่อดังมาก
 เป็นคนดำเนินรายการคนค้นคน
 ดร.อภิวัฒน์ วัฒนางกูร นะ
 มาเรียนที่อเมริกา
 เป็นคนเพอร์เฟคชั่นนิส
 ทำงานทุกอย่างต้องดูดีที่สุดแม้กระทั้งล้างจาน
 ล้างเ สร็จแล้วแกต้องเอามาดมดู
 ว่าสะอาดจริงมั้ย
 กลับไปเมืองไทยก็ไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย
 มีแฟนก็จีบดาวมหาวิทยาลัยเลย
 ต้องให้ดีที่สุด
 เวลาแกไปเสนองานอะไรต่าง ๆ
 เขียนไว้สามแผน
 แผนที่หนึ่งลูกค้าไม่ซื้อ
 แกเสนอแผนที่สอง
 แผนที่สองลูกค้าไม่ซื้อแกเสนอแผนที่สาม
 ใครไปดีลงานกับแกติดทุกราย
 แกมีบ้าน มีรถ มีลูก มีภรรยา
 มีธุรกิจ
 มีชื่อเสียงทุกอย่าง
 แกมีทุกอย่าง
 วันหนึ่งแกพักผ่อน
 หลังจากที่ทำงานแบบไม่ได้พักเลย
 ลุกเมียไปขอพบ
 บอกไปเจอพ่อที่ออฟฟิต
 วันหนึ่งแกไปพักที่ปากช่อง
 ตื่นขึ้นมากลางวันล้มฟุ๊บลงไป
 ภรรยาพาเข้าโรงบาล
 ตรวจพบมะเร็ง
 พอพบปุ๊บเป็นระยะสุดท้ายเลย
 จริง ๆ เค้าก็เตือนตลอด
 แต่พอไม่มีเวลาไปตรวจมันก็แก้ไม่ได้
 แกไปนอนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาล
 แล้วก็สารภาพให้รายการคนค้นคน
 บันทึกชีวิตแก
 ก่อนจะเสียชีวิต
 แกก็ไปนอนให้พ่อแม่เช็ดเนื้อเช็ดตัว
 แกก็บอกว่าสังเวชตัวเอง มากแทนที่ลูกจะได้ดูแลพ่อแม่
 กลับมาเป็นว่าพ่อแม่ต้องมาดูแลลูก
 
 
ก่อนจะเสียชีวิตแกให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์คมชัดลึกบอกว่า
 พ่อผมเคยบอกว่า
 เกิดเป็นคนต้องได้ปริญญาสองใบ
 
ปริญญาใบที่หนึ่ง
 "ปริญญาวิชาชีพ"
 เราจะต้องทำมาหากินเป็น
 กินอิ่ม นอนอุ่น พูดง่าย ๆ
 ล้วงไปในกระเป๋าแล้วมีเงินใช้
 อยากจะนอนมีบ้านเป็นของตัวเอง
 แค่นี้คือปริญญาวิชาชีพ
 
แต่"ปริญญาวิชาชีวิต"
 ซึ่งเป็นปริญญาใบที่สองที่พ่อแกบอกไว้
 แกบอกว่าผมสอบตกโดยสิ้นเชิง
 ผมเป็นดอกเตอร์จากอเมริกาได้ปริญญาวิชาชีพ
 แต่ปริญญาวิชาชีวิตสอบตก
 เพราะอะไร
 เพราะทำงานจนป่วยตาย
 
ก่อนที่จะเสียชีวิตแกได้สารภาพว่าผมได้เตรียมทุกอย่าง
 บ้าน รถ
 มอบมันให้กับลูกและภรรยา
 แต่ในวันที่ผมมีทุกสิ่งทุกอย่าง
 ผมกลับลืมมอบหนึ่งอย่างให้กับลูกและภรรยา
 สิ่งนั้นคือสิ่งที่ผมลืมและทำให้ผมล้มเจ็บใหญ่ครั้งนี้
 สิ่งที่ว่านี้คือผมลืมมอบตัวเองเป็นของขวัญให้กับลูกและเมีย
 เพราะทำงานหนักจนกระทั่งป่วยตาย
 
 
นี่คือปริญญาวิชาชีวิต
 ธรรมะเราจะต้องมี
 ถ้าเราไม่มีธรรมะ
 เราจะกลายเป็นหุ่นยนต์เท่านั้นเอง
 ที่ทำงานแทบล้มประดาตายแล้วสุขภาพไม่ดี
 ดังนั้นเมื่อเราทุกคนทำงานแล้ว
 อย่าลืมชั่วโมงสุขภาพของตัวเองในแต่ละวันนะ
 แต่ละวันควรจะมี
 ให้ดูแลตัวเอง ดูจิต ดูใจตัวเอง
 ว่าเราเอ๊ะมันทุกข์ มันทุกข์มากเกินไปรึเปล่า
 แบกเรื่องโน้นเรื่องนี้ เกินไปหรือเปล่า
 พยายามลดลงในแต่ละวัน ๆ
 เพื่อที่ว่าอะไร
 เพื่อที่ว่าเราจะได้ปริญญาสองใบในชีวิต
 หนึ่งปริญญาวิชาชีพ
 เราทำมาหากินจนประสบความสำเร็จร่ำรวยมั่งคั่ง
 มีเงินมีทองใช้มีบ้านอยู่ แต่ต้องไม่ลืมปริญญาใบที่สอง
 คือวิชาธรรมะ สำหรับจะดูแลชีวิตให้ดำเนินอยู่ในทางสายกลาง
 ไม่ทุกข์เกินไปไม่เดือนร้อนเกินไป ทำอะไรให้พอดี
 พอดีอยู่ดีมีสุข
 อยากเที่ยวให้ได้เที่ยว
 อยากพักให้ได้พัก
 อยากทำบุญให้ได้ทำบุญ
 ลูกหลานมาหาก็ให้ได้มีเวลากับลูกกับหลานบ้าง
 อย่าวิ่งไปจนซ้ายสุด ขวาสุด
 และมารู้สึกตัวอีกทำจนล้มเจ็บใหญ่ไม่ดี
 เพราะอะไร
 เพราะว่าสิ่งสูงค่าทีสุดในชีวิตของเรา
 
 
เคยมีคนไปทูลถามพระพุทธเ้จ้า
 ว่าอะไรคือสิ่งสูงค่่าที่สุด
 บางคนก็ตอบเงิน
 บางคนก็ตอบเพชร
 บางคนก็ตอบทอง
 บางคนก็ตอบอำนาจ
 บางคนก็ตอบราชบัลลังก์
 พระพุทธเจ้าบอกไม่ใช่
 สิ่งสูงค่าที่สุดในชีวิตของพวกเธอคือสุขภาพและชีวิต
 สุขภาพก็คือการที่เราไม่เจ็บไข้ได้ป่วย
 คนที่สุขภาพดีดื่มน้ำธรรมดาก็อร่อยนะ
 และก็ชีวิตของเรา

อนาคตไทยในมือเด็ก

ทัศนะวิจารณ์
 
หน้าต่างความคิด:อนาคตไทยในมือเด็ก
11 มกราคม พ.ศ. 2551 07:00:00

กรุงเทพ ธุรกิจออนไลน์ : วันเด็กของปีนี้กำลังจะมาถึงแล้ว หน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างสรรหากิจกรรมสารพัดมาให้ความรู้ความบันเทิงกับ เด็ก บ้างก็จัดฟรี บ้างก็ต้องให้ผู้ปกครองควักเงินออกมา ในสายตาของเด็กแล้ว วันนี้เป็นโอกาสดีซึ่งมีแค่ปีละครั้ง ที่พวกเขาจะได้สนุกสนานกับกิจกรรมต่างๆ อย่างเต็มที่

วัตถุประสงค์ของวันเด็ก คือต้องการให้สมาชิกของสังคมไทยตระหนักถึงความสำคัญของเด็ก แต่ดูเหมือนว่าวัตถุประสงค์นี้จะค่อยๆ จางหายไปตามกาลเวลา ปัจจุบันนี้วันเด็กจึงกลายเป็นเทศกาลบันเทิงประจำปีสำหรับเด็ก

เด็กสมัยนี้มีโอกาสดีมากกว่าเด็กในอดีต มีความฉลาดและรอบรู้มากขึ้น กล้าแสดงออก กล้าคิดกล้าทำ ร่างกายใหญ่โตกว่าคนรุ่นก่อน พัฒนาการเชิงบวกเหล่านี้เป็นเพียงพัฒนาการเชิงกายภาพ เปรียบไปแล้วก็เหมือนคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ที่มีความสามารถมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาเยาวชนของเราซึ่งเน้นการพัฒนาในเชิงฮาร์ดแวร์ของเด็ก โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาจิตใจของเด็ก ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ควบคุมการทำงานของฮาร์ดแวร์ เมื่อพัฒนาการสองด้านนี้ไม่สอดคล้องกัน ส่งผลให้ฮาร์ดแวร์ทำงานได้ไม่เต็มความสามารถ หรือถูกใช้ไปในทางที่ผิดก่อให้เกิดปัญหาต่อตัวเองและสังคมในที่สุด

พ่อแม่ทุกคนย่อมต้องการให้ลูกของตัวเองมีความสุขและประสบความสำเร็จ มีหน้าที่การงานมั่นคง ครอบครัวมีความสุข แต่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ต้องแข่งขันกัน ปากกัดตีนถีบ จะมีพ่อแม่สักกี่คนที่สามารถสละเวลามาอบรมสั่งสอนลูกของตนเอง เช้าขึ้นมาก็ต้องออกไปทำงาน ตกเย็นกลับมาก็หมดแรง บางทีทะเลาะกับเจ้านายหรือเพื่อนร่วมงาน กลับมาถึงบ้านก็แทบจะไม่มีอารมณ์คุยกับลูกแล้ว

ครูบาอาจารย์ทั้งหลายก็เจอสภาพเดียวกัน สำหรับคนเป็นครูแล้วความภูมิใจของครู คือการได้เห็นศิษย์ของตนประสบความสำเร็จจบไปแล้วมีหน้าที่การงานดี ครูจึงพยายามเคี่ยวเข็ญให้ลูกศิษย์ของตนได้เรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อ เสียง

นอกจากนี้แล้ว ครูยังต้องตอบสนองนโยบายคณะผู้บริหารที่วัดความสำเร็จของครูจากจำนวนนัก เรียนที่สอบเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยได้แล้ว แรงกดดันต่อครูก็ยิ่งมีมากขึ้น จนทำให้การเรียนกลายเป็นการยัดเยียดความรู้ ครูสอนเพื่อให้เด็กสอบได้ เด็กเรียนเพื่อให้สอบผ่าน ไม่ได้เรียนเพราะด้วยความอยากเรียนจริงๆ เมื่อจบออกไปจึงมีทัศนคติที่ไม่ดีกับการเรียน ไม่ขวนขวายหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเองอีกต่อไป

ด้วยความหวังดีที่ส่งผลร้ายเช่นนี้ ประกอบกับความเชื่อของสังคมไทยที่วัดการประสบความสำเร็จด้วยเงิน ความมีหน้ามีตาทางสังคม จึงทำให้เด็กส่วนใหญ่ต้องแข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตายตั้งแต่เข้าอนุบาล ไป โรงเรียนก็ต้องแข่งกับเพื่อน กลับมาบ้านคนที่บ้านก็ไม่ค่อยมีเวลาเอาใจใส่ แรงกดดันจากการแข่งขันและความรู้สึกโดดเดี่ยวเมื่อสะสมไว้นานเข้า ก็จะส่งผลต่อบุคลิกภาพและความรู้สึกนึกคิด กลายเป็นคนเห็นแก่ตัว ก้าวร้าว ทำอะไรก็นึกถึงตัวเองมากกว่าส่วนรวม ยิ่งสมัยนี้มีของล่อใจสารพัด โอกาสที่เด็กจะเดินทางผิดจึงมีอยู่มาก สุดท้ายก็เลยกลายเป็นปัญหาเรื้อรังของสังคม ลองนึกดูว่าถ้าวันหนึ่งเขามีครอบครัวขึ้นมา เขาจะเลี้ยงดูลูกของเขาอย่างไร

ปัญหาของเด็กนั้นไม่ได้เป็นอันตรายต่อเด็กเท่านั้น พวกเราเองก็จะได้รับผลกระทบเหล่านี้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รถซิ่งส่งเสียงดังลั่น กลุ่มวัยรุ่นขี้เหล้าข้างบ้าน พนักงานที่ขาดความกระตือรือร้นในการทำงาน ขาดความสามารถในการคิดวิเคราะห์เพื่อแก้ปัญหา ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริต สิ่งเหล่านี้ คือผลกระทบที่มองเห็นได้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ปัญหาเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องใหญ่ก็จริง แต่สิ่งที่เป็นปัญหาใหญ่กว่านั้น ก็คือผลกระทบในระยะยาว วันหนึ่งข้างหน้าพวกเราต้องเกษียณตัวเอง ไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป เด็กรุ่นใหม่เหล่านี้จะเป็นผู้รับช่วงกุมบังเหียนเศรษฐกิจของประเทศ

ความสามารถในการผลิตสินค้าและบริการของประเทศ ขึ้นอยู่กับปริมาณและคุณภาพของคน หากคนขาดคุณภาพ ความสามารถในการผลิตของประเทศลดลง แล้วผลิตสินค้าและบริการมาเลี้ยงดูคนทั้งประเทศได้อย่างไร

อีกอย่างคู่แข่งเรา คือทุกประเทศทั่วโลก แค่เราย่ำอยู่กับที่เขาก็แซงเราไปแล้ว เมื่อแข่งกับชาวบ้านไม่ได้ เศรษฐกิจถดถอย คนในประเทศจะเดือดร้อนแค่ไหน

สมมติว่าเหตุการณ์เลวร้ายสุดๆ เศรษฐกิจตกต่ำ ข้าวของราคาแพง คนที่อยู่ด้วยเงินออมหรือเงินบำนาญย่อมต้องเดือดร้อนมากกว่าเดิม เพราะไม่สามารถจะทำงานได้เหมือนคนหนุ่มคนสาว ชีวิตหลังเกษียณซึ่งควรจะได้พักผ่อน กลับต้องมานั่งหวาดผวากลัวว่า เงินอาจไม่พอใช้ แล้วจะมีความสุขได้อย่างไร

ตอนนี้บ้านเมืองเรามีปัญหาวุ่นวายมากมาย หากพิจารณาให้ดี ปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นจากคนทั้งนั้น เมื่อคนเป็นต้นตอของปัญหา การแก้ปัญหาให้ถูกจุดจึงไม่ใช่การออกกฎหมายให้มากขึ้น ตรวจสอบให้มากขึ้น เมื่อรากเหง้าของปัญหาคือคน การแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จในระยะยาวก็ต้องแก้ที่คน

อันว่าไม้แก่นั้นดัดยาก หากทำอะไรกับไม้แก่ไม่ได้ก็ปล่อยให้ผุพังไปตามกาลเวลา คอยดูแลไม่ให้บรรดาไม้แก่เบียดบังเอาสารอาหารจากไม้อ่อน คอยเลี้ยงดูต้นกล้าอ่อนเยาว์เหล่านี้ให้เติบใหญ่ขึ้นมาอย่างที่ควรจะเป็น

ไม่ต้องรอให้รัฐบาลประกาศเป็นวาระแห่งชาติ แค่คนรุ่นเรายอมเสียสละสักรุ่นหนึ่ง เหนื่อยขึ้นอีกหน่อย คอยประคับประคองต้นกล้าในบ้านของตนเองให้เติบใหญ่ขึ้นอย่างมีคุณภาพ ให้ความรักความเอาใจใส่ ให้โอกาส ยอมรับเขาอย่างที่เขาเป็น ปลูกฝังความรู้คู่กับคุณธรรม ช่วยกันคนละไม้ละมือ ถึงจะไม่เห็นผลในทันที รับรองได้การลงทุนครั้งนี้ไม่สูญเปล่าแน่นอน

วันเด็กปีนี้ นอกจากจะพาพวกเขาไปเที่ยวสนุกสนาน น่าจะถือเอาวันนี้เป็นวันตั้งต้นให้สิ่งดีๆ กับเด็กๆ ของเรา เราให้ขนมเขาก็ได้กินแค่ตอนนั้น หากเราให้ความรักความเอาใจใส่ ผลดีไม่ได้หยุดอยู่แค่รุ่นเดียว ลูกหลานรุ่นต่อไปก็จะได้รับประโยชน์ด้วยเช่นกัน เรียกว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว ต่อให้ลงทุนมากแค่ไหนก็ไม่มีวันขาดทุน

เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์

Thursday, January 10, 2008

ครอบครัวแห่งความหวัง…ฝันที่เป็นจริง

น.พ.ยุทธนา ภาระนันท์. E-mail : yparanan@hotmail.com
ถ้าเปรียบครอบครัวเป็นดั่งกระจกหน้ารถ ขณะนี้กระจกนั้นเป็นอย่างไร ขุ่นมัว หรือ ใสแจ่ม
คมคิด : จงฝึกเด็กในทางที่เขาควรจะเดินไป และเมื่อเขาเป็นผู้ใหญ่แล้วเขาจะไม่พรากจากทางนั้น

"ใครๆ ก็บอกว่าเด็กผู้หญิงเลี้ยงง่าย แต่นั่นไม่ใช่สำหรับลูกดิฉัน ดิฉันต้องตะโกนปลุกทุกเช้า ลากตัวมาอาบน้ำแต่งตัว ต้องป้อนข้าวให้ แทนที่จะรีบกินเร็วๆ กลับอมข้าวไว้อีก..." คุณแม่ยังสาวพูดถึงลูกสาววัย 6 ขวบด้วยน้ำเสียงละห้อย

การอบรมเลี้ยงดูไม่ใช่เรื่องกล้วยๆ อย่างหลายคนเข้าใจ ยิ่งกว่านั้นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงยังย้ำถึงการสร้างภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ของครอบครัว เพื่อพร้อมรับมือกับคลื่นกระแทกจากปัญหาสังคมได้อย่างทันกาล ถ้าเช่นนั้น การอบรมเลี้ยงดูของท่านสร้างภูมิคุ้มกันแก่เด็กและครอบครัวได้อย่างแข็งแรง พอแล้วหรือยัง

นักบริหารที่รักครอบครัว จะไม่เพียงหาโรงเรียนที่ดีเพื่อพัฒนาด้านวิชาความรู้แก่ลูกเท่านั้น แต่ยังสามารถอบรมเลี้ยงดูด้วยความรัก (Unconditional love) เพื่อสร้างชีวิตแห่งปัญญา (Wisdom of life) ให้ลูกอีกด้วย

ความหวัง (Hope) เป็นทุนทางจิตวิทยา (Psychological capital) ที่ผู้บริหารสามารถนำมาประยุกต์ ให้เกิดการพัฒนาลูกและครอบครัวได้ด้วย 3 เหตุผล ได้แก่ 1) ทำให้เกิดการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนร่วมกัน 2) กระตุ้นให้คิดค้นวิธีการไปสู่เป้าหมายนั้น และ 3) สร้างแรงบันดาลใจแก่บุคคลให้ลงมือกระทำตามวิธีการดังกล่าว

ด้วยเหตุนี้ การเริ่มต้นปีใหม่ด้วยการวาดฝันร่วมกันในครอบครัว ย่อมจะทำให้การอบรมเลี้ยงดูมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ท่านและครอบครัวมีสิ่งนี้มากน้อยเพียงใด

ชีวิตครอบครัวของท่านเป็นอย่างไรบ้าง

กรุณากาเครื่องหมายหน้าข้อที่เห็นว่าตรงกับตัวท่าน

_____ ฉันมองเห็นหลายอย่างในครอบครัวที่ควรจะเป็นระเบียบมากกว่านี้

_____ ช่วงปีที่ผ่านมา ฉันไม่ได้ให้เวลากับครอบครัวเท่าที่ควร

_____ เวลาลูกมีเรื่องไม่สบายใจ ลูกๆ ไม่ค่อยมาปรึกษาฉัน

ข้อเสนอแนะ : หากท่านได้กาเครื่องหมายในข้อใดข้อหนึ่ง อาจใช้ "ทักษะวาดฝันปั้นชีวิต" ช่วยได้

ทักษะวาดฝันปั้นชีวิต (Life Dreamer) ช่วยท่านได้

ทักษะนี้เป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิกครอบครัวได้ร่วมคิด ร่วมกันเสนอความต้องการ ความปรารถนาที่มีต่อลูก ต่อตนเอง ต่อกันและกัน ที่อยากจะเห็นกับครอบครัวในอนาคต อันเป็นการสร้างความหวัง (Hope) และเป็นเข็มทิศแก่สมาชิกครอบครัวทุกคน ทำให้เกิดการร่วมแรงร่วมใจในการสร้างครอบครัวที่เข้มแข็งอย่างเต็มที่และต่อ เนื่อง ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน ดังโมเดลและรายละเอียดต่อไปนี้

1.ตั้งคำถามเชิงอนาคต เป็นการถามเพื่อช่วยให้ทุกคนมองไปในอนาคตถึงสิ่งที่อยากเห็นในครอบครัวที่ เกี่ยวกับลูก พ่อแม่และครอบครัวโดยรวม เช่น

1.1 ปีใหม่นี้ พ่อแม่อยากให้ตนเองเป็นอย่างไร ซึ่งอาจเลือกบางลักษณะจากตารางถัดไปนี้

ตาราง คุณลักษณะที่พึงประสงค์ 7 ประการของบิดามารดาและผู้ปกครอง

คุณลักษณะ 7 ประการ รายละเอียด (โปรด?หัวข้อที่ท่านต้องการพัฒนา)

1. การให้ความรัก ?ให้ความสนใจ ?ให้กำลังใจ ?ยิ้มทักทาย ?กอดสัมผัสรัก

2. การรับผิดชอบ ?ซื้อของเล่นพัฒนาสมองให้ลูก ?จัดหาอุปกรณ์การเรียนได้ครบ

3. การให้เวลา ?มีเวลารับฟังเรื่องที่ลูกเล่า ?มีเวลาตอบคำถามข้อสงสัยต่างๆ ?มีเวลาให้คำปรึกษาเรื่องการเรียน การเล่นและการปรับตัว ?มีเวลาไปพักผ่อนร่วมกัน

4. การสื่อสาร ?พูดชื่นชมความสำเร็จของลูก ?พูดสุภาพ เชิงบวก ?พูดกับลูกอย่างจริงใจสื่อตรงกับความรู้สึก ?ฟังลูกก่อนและอธิบายให้ลูกเข้าใจ

5. การควบคุมอารมณ์ ?ยับยั้งชั่งใจก่อนจะโต้ตอบลูก ?ไม่หงุดหงิดง่าย ?พูดตอบอย่างใจเย็นและหนักแน่น

6. การเป็นแบบอย่าง ?ปฏิบัติตามกฎระเบียบครอบครัว ?ไม่เกี่ยวข้องกับอบายมุข ?ซื่อสัตย์รักษาคำพูด ?เป็นแบบอย่างในการกล่าวขอโทษ&ขอบคุณในชีวิตจริง

7. การมีสัมพันธภาพที่ดี ?มีจัดฉลองวันเกิดลูก ?ช่วยกันทำงานบ้าน ?ยอมรับความแตกต่างและรับมือกับข้อขัดแย้งได้อย่างสร้างสรรค์ ?มีความไว้วางใจต่อกัน

1.2 ปีใหม่นี้พ่อแม่อยากให้ลูกเป็นอย่างไร เลือกบางลักษณะที่ท่านเห็นชอบ

มีความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ รู้จักควบคุมอารมณ์ รู้ถูกรู้ผิด มีความใฝ่รู้ มีวินัย มีฉันทะวิริยะในการงาน สามารถปรับตัว รู้จักทำงานเป็นทีม รู้จักให้อภัย คิดเป็นทำเป็น ประหยัด ควบคุมตนเองได้

1.3 เมื่อปีก่อน เรารู้สึกประทับใจอะไรในครอบครัวบ้าง และจะนำมาทำอย่างไรต่อในปีนี้

1.4 เมื่อปีก่อน มีเหตุการณ์อะไรที่เป็นบทเรียนแก่ครอบครัวเราที่ต้องระมัดระวังในปีนี้บ้าง

1.5 ปีใหม่นี้ แต่ละคนอยากเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ดีๆ อะไรบ้างในชีวิต

2.ระดมสมองและต่อยอด เป็นการสนับสนุนให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวได้พูดเสนอความคิดเห็นอื่นๆ ให้มากที่สุดนอกเหนือจากตารางข้างต้น โดยไม่วิพากษ์วิจารณ์กันและกัน แต่หนุนกันด้านบวก ซึ่งจะช่วยให้ทุกคนกล้าแสดงความคิดเห็นออกมา และให้มีการจดบันทึกไว้ ซึ่งจะช่วยต่อยอดความคิดของกันและกันได้ดียิ่งขึ้น

3.เลือกสรรและเริ่มต้น หลังจากได้ข้อเสนอต่างๆ แล้ว ก็ให้พ่อแม่ผู้ปกครองได้พิจารณากลั่นกรองเพื่อเลือกว่าข้อเสนอใดที่น่าจะ เป็นไปได้ และจะเริ่มดำเนินการอะไรก่อนอะไรหลัง อย่างไร เมื่อไร อันนำมาซึ่งการกำหนดกิจกรรมของครอบครัว การใช้เวลาร่วมกันในครอบครัว และการออกกฎระเบียบของครอบครัว ถ้าเป็นได้ เรื่องใดทำได้ก่อนให้รีบทำทันที เพื่อเป็นกำลังใจแก่กันและกันในครอบครัว ว่าร่วมกันวาดฝันแล้วสามารถปั้นชีวิตครอบครัวได้จริงๆ ด้วย

"ปีใหม่นี้ ท่านจะเปลี่ยนแปลงตนเองอะไรบ้าง เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่แก่ครอบครัว"

Discovery Museum รู้อนาคตจากประวัติศาสตร์

ธนภัทร คงศรีเจริญ tanapat@nationgroup.com
หากจะคาดการณ์อนาคต เราต้องย้อนไปศึกษาเรื่องราวในอดีต คำกล่าวนี้ใช้ได้ทุกยุคสมัย เพราะเรื่องราวในประวัติศาสตร์ไม่เคยเปลี่ยน บทละครยังเหมือนเดิม ต่างแค่ตัวละคร เช่นเดียวกับความเป็นมาของคนบนผืนแผ่นดินไทยที่หากมองให้ทะลุ จะพบว่าเรามีความแตกต่าง และหลากหลายทางชาติพันธุ์แต่อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขมาช้านาน

ปราชญ์กล่าวว่าหากเราเรียนรู้ประวัติศาสตร์ รู้แนวคิด ความถูกผิดในอดีต จะทำให้เราทราบอนาคต

เรื่องราวในประวัติศาสตร์ทุกยุคสมัย เดินเรื่องบทเดียวกัน เปลี่ยนแค่หน้าตาผู้เล่น ซึ่งการจะเรียนรู้และตีความจากประวัติศาสตร์ อาจต้องอาศัยผู้รู้เข้ามาแนะแนวทาง หรืออาศัยการอ่านค้นคว้าศึกษาจากตำรา และต้องเป็นตำราจากหลายๆ แหล่งเพื่อหา "ค่ากลาง"

เพราะเรื่องราวในประวัติศาสตร์มักเขียนโน้มเอียงค่อนไปทางชาติพันธุ์ของผู้บันทึก

ในกระแสความเปลี่ยนที่รวดเร็วของสังคม หลายคนพยายามย้อนกลับไปหาเรื่องราวในอดีต เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยวและบอกให้โลกรับรู้ความยิ่งใหญ่ของชนชาติของตน อาจมาในรูปแบบของภาพยนตร์ สถาปัตยกรรม รวมถึงเรื่องใกล้ตัวอย่างแฟชั่น ก็เป็นการนำแนวคิดในอดีตมาประยุกต์ใหม่

ประวัติศาสตร์ จึงทำให้เรารู้ที่มาของตนเอง รับรู้ถึงความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา เหมือนเช่นดินแดนสยามประเทศ ขวานทองด้ามนี้ที่กำเนิดมาด้วยความหลากหลาย แต่สามารถอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสันติมาช้านาน

การยอมรับความแตกต่างของชาติพันธุ์ คือ ข้อดีที่คนยุคใหม่อย่างเรา ๆ น่าเอาเยี่ยงอย่าง

การที่คนบนผืนดินนี้เรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน รับและผสมผสานความเชื่อ วัฒนธรรมจากชนชาติอื่น ๆ เพราะมีการติดต่อกันระหว่างรัฐ นั่นเป็นวัตถุประสงค์ของการนำเสนอความรู้ทางประวัติศาสตร์ในหัวข้อ "จากสุวรรณภูมิ สู่สยามประเทศ ถึงประเทศไทย" ของพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ หรือ Discovery Museum (กระทรวงพาณิชย์เดิม)

นี่คือปฐมบทของความพยายามปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอเรื่องราวในประวัติให้ ไม่น่าเบื่อ โดยการใช้เทคโนโลยีมัลติมีเดีย (Multi media) เข้ามาสร้างโลกเสมือนจริงให้ผู้เข้าชมงานได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะเด็กๆ ให้ไม่น่าเบื่อ และ "ย่อย" เรื่องราวในอดีตได้ง่ายขึ้นกับพิพิธภัณฑ์ที่จับต้องและถ่ายรูปได้

"ศ.กิตติคุณ ดร.สุรพล วิรุฬห์รักษ์" รักษาการผู้อำนวยการ สถาบันการเรียนรู้และสร้างสรรค์ (สรส.) บอกว่า ในนิทรรศการดังกล่าวมีจำนวน 15 ห้อง เริ่มตั้งแต่ห้องแรก Thai People Immersive Theater เป็นเหมือนห้องเริ่มต้นที่กระตุ้นความคิดของผู้เข้าชม โดยมีตัวละคร 7 คน ต่างยุคต่างเชื้อชาติออกมาเล่าเรื่องราวในอดีต ซึ่งตัวละครเหล่านี้จะกระจายไปทำหน้าที่ตามห้องนิทรรศการต่างๆ

ถัดมาเป็นห้อง เปิดตำนานสุวรรณภูมิ แสดงให้เห็นว่าพื้นที่แห่งนี้มีอารยธรรมโบราณมาช้านานหลายพันปี ก่อนจะมาเป็นสุวรรณภูมิ ห้องที่ 3 สุวรรณภูมิ นำเสนอเรื่องราวของการเกษตรกรรม การสร้างเมือง กำเนิดชุมชนการค้าจากการติดต่อค้าขาย ซึ่งเป็นที่มาของความเชื่อต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องผี พราหมณ์ และศาสนาพุทธ

ห้องพุทธศาสนา และห้องกำเนิดกรุงศรี ถูกจัดแสดงแบบ Multi media เพื่อให้เห็นรัฐต่าง ๆ ก่อนกำเนิดเป็นสยามประเทศ ทั้งแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่มีกับเมืองอื่น ๆ ทั้งทางบกและทางทะเล ซึ่งเป็นหลักฐานว่าสยามประเทศเป็นการผสมผสานทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์

สยามประเทศ มีการจัดแสดงกระบวนพยุหยาตราทางชลมารคที่งดงามยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธิ์ เป็นพระราชสัญลักษณ์แห่งสมมติเทวราชของกรุงศรีอยุธยา

สยามยุทธ์ ห้องที่จัดแสดงถึงยุทธวิธีป้องกันตัวเองของกรุงศรีอยุธยาและตำราพิชัยสงคราม ห้องที่ 8 แผนที่,ความยอกย้อนบนกระดาษ เป็นยุคที่ไทยต้องเสียแผ่นดินบางส่วน เพื่อรักษาขวานทองไว้

กรุงเทพใต้ฉากอยุธยา แสดงให้เห็นถึงความคิดที่สร้างกรุงเทพฯ ให้เหมือนกรุงศรีอยุธยา ทำให้บ้านเมืองและผู้คนต่างยึดติดอยู่กับต้นแบบกรุงศรีอยุธยา

สัมผัส ชีวิตนอกกรุงเทพ เรื่องราวของชีวิตในท้องทุ่งบนวิถีชีวิตแบบเกษตรกร ก่อนจะแปลงโฉมสยามประเทศให้เห็นภายใต้อิทธิพลของตะวันตก จากคลองสู่ถนน จากเรือสู่รถไฟ

การนำเสนอถึง กำเนิดประเทศไทย ยุคเปลี่ยนผ่านจาก "สยาม" กลายเป็น "ไทย" ในปัจจุบัน พร้อมสัมผัสถึง สีสันตะวันตก ท่ามกลางภาวะสงครามเย็นและการเลือกสังกัดค่ายโลกเสรี ส่งผลให้ประเทศไทยขณะนั้นอ้าแขนรับวัฒนธรรมตะวันตกอีกครั้ง ก่อนจะถึงยุคของ เมืองไทยวันนี้

และก็มาถึงบทสรุปสุดท้ายกับ ห้องมองไปข้างหน้า พื้นที่สะท้อนเรื่องราวที่ชวนให้คิดและตระหนักว่า อนาคตประเทศไทยในมือของคนรุ่นปัจจุบันจะเดินไปในทิศทางไหน

"เราต้องการให้ผู้เข้าชม มาดูแล้วตั้งคำถาม จากนั้นกลับไปค้นหาคำตอบ จึงอยากให้มาดูกัน แล้ววิเคราะห์ให้ลึกว่าการผลิตอะไรสักอย่าง คนโบราณมีแนวคิดอย่างไร ใช้ภูมิปัญญาอะไรในการคิดงาน โดยทุก 3-6 เดือนจะมีการเปลี่ยนนิทรรศการ เช่น หากจะทำนิทรรศการเรื่องผ้า ต้องการนำผ้าไทยจากทั่วทุกภาค ในยุคสมัยต่างๆ มาแสดง เราก็ต้องอาศัยพิพิธภัณฑ์เครือข่ายในต่างจังหวัด และความร่วมมือจากผู้สะสมของเก่าทั่วประเทศ"

ดร.สุรพล บอกอีกว่า สรส.ต้องการให้พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ประสบผลสำเร็จในแง่ผู้เข้าชม โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กนักเรียน นักศึกษา และชาวต่างชาติ และต้องการให้เป็นพิพิธภัณฑ์ต้นแบบ ที่จะขยายไปในต่างจังหวัด โดยปัจจุบัน สรส.มีพิพิธภัณฑ์ในเครือข่ายกว่า 700 แห่ง พร้อมทั้งเป้าหมายการขยายเครือข่ายให้ได้ 2,000 แห่งในอนาคต

สิ่งที่บอกว่าเราเป็นไทยไม่ได้อยู่ที่ชาติพันธุ์ แต่เป็นวัฒนธรรม พิพิธภัณฑ์แห่งนี้จึงตั้งใจสะท้อนถึงคนรุ่นใหม่ให้ได้เห็นและคิดต่อ...

10 เหตุไม่ควรเชื่อ

1.   มา อนุสฺสาเวน                      อย่าเชื่อ         โดยฟังตามกันมา
2.   มา ปรมปราย                        อย่าเชื่อ         โดยเหตุสักว่าตามสืบๆกันมา
3.   มา อิติกิราย                         อย่าเชื่อ         โดยตื่นข่าว
4.   มา  ปิฎกสัมปทาเนน              อย่าเชื่อ         โดยอ้างปิฎก
5.   มา ตกฺกเหตุ                         อย่าเชื่อ         โดยนึกเอาเอง
6.   มา นยเหตุ                           อย่าเชื่อ         โดยคาดคะเน
7.   มา อาการปริวิตกฺเกย             อย่าเชื่อ         โดยการตรึกตรองตามอาการ
8.   มา ทิฎฐินิชฺฌานกฺขนกฺขนฺติยา  อย่าเชื่อ         โดยเห็นว่าถูกตามสิทธิ์ของตน
9.   มา ภพฺพรูปตาย                    อย่าเชื่อ         โดยเห็นว่าผู้พูดควรเชื่อได้
10. มา สมโณโนครุ                     อย่าเชื่อ         โดยถือว่าสมณะนี้เป็นครูของเรา

กฏแห่งกรรม

1. เหตุใดคุณมีเสื้อผ้าแพรพรรณอันงดงามสวมใส่มากมายเพราะชาติก่อนคุณเคยถวายจีวรแด่พระสงฆ์

2. เหตุใดชาตินี้คุณมีอาหารดีดีรับประทานอยู่เสมอ เพราะชาติก่อนคุณเคยทำทานอาหารแก่คนยากจนในชาติก่อน

3. เหตุใดชาตินี้คุณอดอยากยากจน ไม่มีเสื้อผ้าดีดีสวมใส่เพราะคุณตระหนี่ขี้เหนียวไม่ยอมทำทานคนจน ในชาติก่อน

4. เหตุใดชาตินี้คุณมีบ้าน เรือนใหญ่โต เพราะคุณเคยถวายข้าวสารเข้าวัดในชาติก่อน

5. เหตุใดชาตินี้คุณมีความเจริญรุ่งเรืองและมีความสุขมาก เพราะคุณเคยถวายเงินสร้างวัดในชาติก่อน

6. เหตุใดชาตินี้คุณเปนคนสวย และรูปงาม เพราะคุณเคยถวายดอกไม้สดบูชาพระด้วยความเคารพในชาติก่อน

7. เหตุใดชาตินี้คุณ! เป็นคนฉลาดปราดเปรื่องมีปัญญาดี เพราะคุณเคยเป็นพุทธมามกะและทานมังสวิรัต ิในชาติก่อน

8. เหตุใดชาตินี้คุณเป็นที่รักของทุกๆคนและมีเพื่อนมากมาย เพราะคุณเคยสร้างมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีต่อทุกคนในชาติก่อน

9. เหตุใดชาตินี้คุณมีพ่อ แม่อยู่พร้อมหน้า เพราะ คุณเคารพและช่วยเหลือ ไม่ดูแคลนคนไร้ญาติในชาติก่อน

10. เหตุใดชาตินี้คุณเป็นเด็กกำพร้า เพราะคุณเคยยิงนก ตกปลาและพรากสัตว์ในชาติก่อน

11. เหตุใดชาตินี้คุณมีอายุยืนแข็งแรง เพราะคุณเคยปล่อยนกปล่อยปลาสิ่งมีชีวิตในชาติก่อน

12. เหตุใดชาตินี้คุณอายุสั้น เพราะชาติก่อนคุณเคยฆ่าสัตว! ์มากมายในชาติก่อน

13. เหตุใดชาตินี้คุณเป็นคนรับใช้ เพราะชาติก่อนคุณเคยดูถูกเหยียดหยามคนจน

14. เหตุใดชาตินี้คุณมีดวงตาสดใส เพราะชาติก่อนคุณเคยเติมน้ำมันตะเกียงและจุดไฟบูชาพระ

15. เหตุใดชาตินี้คุณโง่ปัญญาอ่อนและหูหนวก เพราะชาติก่อนคุณเคยด่าว่าและหยาบคายต่อหน้าพ่อแม่

16. เหตุใดชาตินี้ต้องเกิดเป็นม้าวัวควายเพราะชาติก่อนเป็นหนี้ไม่จ่ายคืน

17. เหตุใดชาตินี้คุณต้องตายเพราะยาพิษเพราะชาติก่อนคุณเจตนาวางยาในต้นน้ำลำธารให้เป็นพิษ

18. เหตุใดชาตินี้คุณจึงแขวนคอตาย เพราะชาติก่อน คุณใช้ตะข่ายล่าและดักสัตว์

19. ถ้าชาตินี้คุณฆ่าเขา ชาติหน้าเขาก็จะฆ่าคุณและจะฆ่ากันไป-มาไม่มีสิ้นสุด

20. เหตุใดชาตินี้คุณไม่มีความรักที่แท้จริง เพราะชาติที่แล้วคุณเจ้าชู้และไม่จริงซื่อสัตย์กับคนรัก