Wednesday, November 26, 2008

จรัสพงษ์ สุรัสวดี ... จากบทสัมภาษณ์ซู่โม่ตู้ทอร์คโชว์

จรัสพงษ์ สุรัสวดี ... จากบทสัมภาษณ์ซู่โม่ตู้ทอร์คโชว์

1. เหตุผลของพี่ตู้ในการจัดทอล์คโชว์ครั้งนี้คืออย่างไรครับ ?

เพราะพี่อิจฉารากหญ้าครับ
การที่อนุญาตให้คนที่ไม่เรียนมีสิทธิเท่าเทียมคนที่เรียน เป็นกติกาสากลสำหรับ
ประเทศที่ระดับการศึกษาเฉลี่ยสูงถึงขั้นปลอดภัยแล้ว
การเลือกตั้งของเค้าจึงเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานได้
ซึ่งไม่ถูกต้องสำหรับประเทศที่การศึกษาเฉลี่ยต่ำครับ

เพราะจริงๆแล้วสิทธิขั้นพื้นฐานเดิมนั้นกำหนดเฉพาะเรื่องพื้นฐาน เช่น
การนับถือศาสนา การสาธารณะสุข การแสดงความคิด การสมรส
สวัสดิภาพในการดำรงชีวิต ฯลฯ รวมไปถึง การศึกษา
แต่ไม่รวมการเลือกตั้งเข้าไปในสิทธิขั้นพื้นฐานครับ
อันตรายต่อความอยู่รอดของบางเผ่าพันธุ์ในทันที
แต่เผ่าพันธุ์นั้นๆจะไม่ค่อยรู้
เพราะดันไปสงสารเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ที่ควรกำจัดเพราะเป็นภาระ
เราไม่ได้เกรงใจภาระเพราะเราใจดีนะครับ
เราเกรงใจภาระเพราะเราขี้ขลาด เราเกรงกลัวพวกภาระครับ
ภาระจึงได้ใจ ครอบครองเมืองโดยไม่ยอมพัฒนาพวกตน

พี่อิจฉามันครับ

เมื่อการศึกษาคือสิทธิขั้นพื้นฐาน
ใครไม่ยอมเรียนก็ต้องถือว่าผู้นั้นละเลยสิทธิขั้นพื้นฐาน
ก็แปลว่าบกพร่องในหน้าที่ซึ่งโยงกับบางสิทธิ
ผู้บกพร่องในหน้าที่ก็ควรถูกเพิกถอนบางสิทธิที่เกี่ยวข้อง เช่น
สิทธิในการตัดสินใจเรื่องอนาคตของประเทศชาติ

เพราะเราจำเป็นต้องกำหนดที่การศึกษาครับ
ไม่ใช่กำหนดที่อายุเหมือนประเทศพัฒนา ตายซิ่
ระดับการศึกษาเฉลี่ยของเราต่ำกว่ามาตรฐานประเทศประชาธิปไตยในโลกครับ
ไม่ต้องอาย ต่ำกว่ามากเลยจริงๆ ต้องยอมรับ

ต้องแก้กติกาครับ ไม่งั้นตาย หลายศพแล้วด้วย
และจะมีอีกครับถ้าไม่รีบแก้กติกา อย่าอาย
เพื่อนร่วมชาติเราโง่ครับ ยอมรับซะจะได้แก้กติกากัน[/color]

ทำไมเราจึงไม่ให้ลิงบาบูนอายุ 18 ขวบมีสิทธิ์เลือกตั้งล่ะครับ
เพราะบาบูนไม่เรียนหนังสือ ไม่ใช่เพราะบาบูนไม่ใช่คนนะครับ
บาบูนเหนือกว่าบางคนด้วยซ้ำ บาบูนหากินเองได้ ไม่ต้องรอเอื้ออาทร
ไม่ต้องรอผ้าห่มทุกปี
ก็ถ้าบาบูนเรียนหนังสือสอบผ่าน ม.6 ก็แปลว่าพูดกับคนรู้เรื่อง
เราก็ควรให้สิทธิ์เลือกตั้งกับบาบูนครับ
:lol:
แต่นี่มีโง่กว่าบาบูนอีกนะ พูดก็ไม่รู้เรื่อง สะกดประชาธิปไตยก็ไม่ถูก
ทำมาหากินก็ไม่ได้ ผ้าห่มก็หาเองไม่ได้ต้องแจกทุกปี
แต่ดันมีสิทธิ์เลือกตั้ง อย่างงี้บาบูนค้อนครับ


ถ้ากุลีมีสิทธิเท่าบัณฑิต บัณฑิตจะลงทุนเรียนกันไปทำไมไม่ทราบครับ
ประชาธิปไตยมันว่าด้วยเรื่องเสียงข้างมาก
ฉะนั้น ประเทศไหนที่เสียงข้างมากไม่มีการศึกษา ประเทศก็ล่ม
เพราะกุ๊ยซื้อกุ๊ยและกุ๊ยเลือกกุ๊ยแน่นอนครับ
:mrgreen:
พวกคอมมิวนิสนิยมก็สัพหยอกว่าพี่ตู้เป็น อำมาตยาธิปไตย
แต่พี่เต็มใจเป็น อำมาตยาธิปไตย มากกว่า กุ๊ยยาธิปไตย นะจะบอกให้
แต่เดี๋ยวนะครับ อำมาตยาธิปไตยมันไม่ดีตรงไหนหรือครับ
เทียบกับรัฐบาลรากหญ้าธิปไตยทุกวันนี้

มีคนเข้าใจสิ่งที่เข้าใจยากแบบนี้อยู่หยิบมือนึงบนแผ่นดินนี้
พี่ต้องทอล์คโชว์เพราะพี่ต้องการพูดคุยกับท่านเหล่านี้บ่อยๆครับ
อาจไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงวันนี้ แต่พรุ่งนี้จะไม่มืดมน
เพราะคนเหล่านี้จะเห็นทางออกไงครับ ถ้าไม่อวดเก่งกันนะ
พรุ่งนี้หมายถึงวันรุ่งขึ้น ไม่ใช่ปีรุ่งขึ้นนะ
เพราะทันทีที่รู้ทางออกก็บอกต่อกันแบบแอมเวย์
แป๊บเดียวก็เข้าใจกันหมดแล้ว ซัก 2 วันมั้ง
เพราะคนที่ฟังรู้เรื่องมีไม่ถึง 1 % ของประเทศ
ที่เหลือไม่ใช่โง่ แต่ไม่ฟังครับ ซึ่งก็ไม่ได้แปลว่าอวดดี เพียงแต่โง่


การเปลี่ยนแปลงแผ่นดินต้องทำให้เด็ดขาดครับ
ไม่ใช่ไล่ไปแล้วเลือกตั้งใหม่เพื่อให้พวกมันกลับมายิ่งใหญ่อีก
มันตลกและดูไม่เด็ดขาดไม่จริงใจนะครับ ซึ่งพี่ก็สรรเสริญ
ทุกการต่อสู้ของพันธมิตร เพราะชอบพอกันเป็นการส่วนตัวมาก
แต่พี่ไม่ไปวิ่งชนกระสุนเพื่อให้รากหญ้าเลือกพวกมันกลับมาอีก
คุณพ่อพี่สอนว่า อย่าให้คนไม่ดีมีโอกาสปกครองบ้านเมือง
เพราะฉะนั้น การขับไล่ ต้องตามด้วย การกำจัด
ซึ่งในอารยะประเทศเค้าใช้วิธีฆ่าทิ้งแบบเนียนๆ
แล้วแจงว่า ตายด้วยฝีมือคนวิกลจริต ซึ่งเรื่องก็เงียบ

แต่ในอนารยะประเทศซึ่งขี้ขลาด ก็ใช้วิธีนุ่มนวล
ซึ่งก็ตกเป็นเบี้ยล่างและสูญเสียเปล่า
เพราะกลับมาเหมือนเดิมทุกอย่างหลังทุกการต่อสู้
พี่หงุดหงิดทุกครั้งเพราะวีรบุรุษของพี่เหนื่อยเปล่าทุกครั้ง
เพราะไม่แก้ที่ระบอบไงครับ


การเป็นวีรชนด้วยอารมณ์มักไม่แก้ปัญหาครับ ต้องแก้ปัญหาด้วยเหตุผล
ซึ่งต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือ การโกงกิน การแตกแยก และ สิทธิที่ไม่ควรเป็นขั้นพื้นฐาน
ซึ่งพี่จะได้กล่าวรวมไว้ในช่วงท้าย ขยักเอาไว้ก่อนให้หงุดหงิดเล่นซะงั้น
เป็นการคัดคนอ่านไงครับ

ท่านใดที่อ่านถึงตรงนี้แล้วงง อย่าอ่านต่อนะครับเสียเวลาท่านเปล่าๆครับ
ท่านก็ตั้งหน้าตั้งตาเลือกคนดีต่อไปนะ

2. ชื่อของทอล์คโชว์ "กรุงไม่แตก ก็เลี้ยงไม่โต" ต้องการจะบอกอะไรครับ
เหมือน"ไม่เจ็บ ก็ไม่โต" อย่างนั้นหรือเปล่าครับ ?


จะแปลอย่างนั้นก็ได้ครับ แต่วลีที่ว่า ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต หมายถึง พิการ นะครับ
สังคมไทยพิการเพราะเราคิดว่าเราทำได้อย่างซีกโลกหนาวครับ
ลอกทุกอย่างของเค้ามา รวมทั้งระบอบการปกครอง
โดยลืมคิดไปว่าไม่มีนวัตกรรมของเราที่เค้าซื้อไปใช้เลย
มีแต่นวัตกรรมของเค้าที่เราซื้อมาใช้
เพราะเราไม่มีนวัตกรรมไงครับ

สิ่งของเครื่องใช้ในการอำนวยความสะดวกของชีวิตประจำวันประดิษฐ์คิดค้นโดย
คนซีกโลกหนาวแทบทั้งหมด
เพราะเราไม่กล้าคิด เรากลัวคนที่คิดไม่ออกจะทักท้วงเรา
เพราะคนที่คิดไม่ออกรู้ดีว่าถ้าทักท้วงแล้วจะดูเหมือนชนะในสายตาคนรอบๆ
ซึ่งก็คิดตื้นแบบเดียวกัน
จึงไม่มีกระบวนการคิดเกิดขึ้นในแถบซีกโลกร้อนที่ช่างทักท้วงครับ


มหาบุรุษอย่าง เจ้าชายสิทธัตถะ และ มหาตมะคานธี เท่านั้นครับ
ที่ฝ่าวงล้อมของนักทักท้วงได้สำเร็จ ด้วยจิตที่มั่นคง
การทักท้วงโดยที่คิดเองก็ไม่ออกเป็นวัฒนธรรมซีกโลกร้อนทีอยู่ในสันดาน
แก้ไม่ได้ครับ ทำให้เป็นประชาธิปไตยอย่างซีกโลกหนาวไม่ได้สักประเทศเดียว
แต่ก็อยากจะเป็นประชาธิปไตยเพราะหลงตนกันครับ
เหมือนการย้อมสีผมแล้วเป็นฝรั่ง :lol:

สังคมที่พิการเกิดจาก การแก้ปัญหาด้วยอารมณ์ ไม่นิยมเหตุผล
แต่พี่เห็นพันธมิตรใช้เหตุผลแล้วก็ไม่ได้ผลนะครับ
เพราะต่อให้ใช้เหตุผลรัฐบาลหน้าด้านก็ไม่ลาออกครับ
เพราะรากหญ้าเลือกเค้ามาด้วยเสียงที่มากกว่าบัณฑิต

ซึ่งเราก็เถียงระบอบไม่ได้ เพราะบัณฑิต 14 ตุลาเอาอำนาจ
การตัดสินใจในเรื่องบ้านเมืองไปยัดให้รากหญ้า
ซึงพวกเค้าไม่อยากได้ และ เล่นไม่ถนัด


แต่พี่ว่าพวกเค้าเล่นถูกแล้วนะ
เพราะเค้าเลือกคนที่ให้เงินเค้า เพื่อตอบแทนบุญคุณ
ซึ่งเป็นการกระทำที่ถูกต้องในสายตาพวกเค้าเอง คือ การมีกตเวทิตาครับ
รากหญ้าหัวเราะเยาะพวกเราที่แห่กันไปเลือกพรรคนั้นพรรคนี้โดย
ไม่ได้อะไรตอบแทนเลย พวกเราก็ดูโง่ในสายตาพวกเค้านะครับ
:shock:

การโกงกินไม่ใช่สิ่งที่ผิดในสายตารากหญ้าครับ
เพราะรอบหมู่บ้านเค้ามีแต่การโกงกินโดยผู้มีอำนาจมีฐานะ
และมีคนยกย่องด้วยเพราะรวยนี่ เป็นที่พึ่งของทั้งหมู่บ้าน กลายเป็นเทพไปเลย
:shock:
แม้จะโกงมาก็ไม่ว่าเพราะทุกคนที่นั่นโกงแล้วได้ดีทั้งนั้น
ทุกห้องแถวทั้งในกรุงและบ้านนอกก็ทำอาชีพซื้อถูกมาขายแพงโดยไม่เสียภาษีทั้งสิ้น
ก็คือการโกงดีๆนี่เอง ไม่เห็นตำรวจจับนี่
เราเรียกร้องให้อุดหนุนร้านโชห่วยที่ไม่เสียภาษี
และขับไล่ แมคโคร โลตัส คาฟู ที่เสียภาษี
ทั้งๆที่ร้านโชห่วยก็เป็นของคนต่างด้าวเหมือนกัน บางร้านไม่พูดไทยด้วยซ้ำ

เราเห็นว่าผิดแต่รากหญ้าเห็นว่าไม่ผิด
เพราะเราดันยอมให้พวกที่คิดไม่เหมือนพวกเรามีสิทธิเลือกคนมาปกครองเราไงครับ
เราต่างหากครับที่เป็นฝ่ายที่ทำผิดมาตลอด
เรื่องอย่างนี้คนที่คิดได้เท่านั้นที่จะรู้
บางคนคิดไม่ได้ครับ คิดแล้วปวดหัวสลบเหมือดคาหลังควาย

ความไม่กล้าคิดทำให้ทุกสังคมพิการครับ
สังคมที่พิการจะล่มแล้วล่มอีก ลุกกลับขึ้นมาได้ก็ป้อแป้ เดี๋ยวก็ล่มอีก
โยนกก็ล่ม เชียงแสนก็ล่ม ล้านนาก็ล่ม ทวาราวดีก็ล่ม ศรีวิชัยก็ล่ม หริภุญชัยก็ล่ม
สุโขทัยก็ล่ม อยุธยาก็ล่ม ธนบุรีก็ล่ม
นี่ยังไม่รวม อ้ายลาว น่านจ้าว นะครับ
เพราะนักวิชาการหลัง 14 ตุลาบอกว่า ไทยไม่ได้มาจาก อ้ายลาว น่านจ้าว
เนื่องจากไม่ต้องการให้คนไทยคิดว่าเราโดนจีนรุกราน
เพราะพวกเค้ากำลังจะเอาลูกจีนเข้าสภาปกครองคนไทย
เราจึงเคยมีประธานสภาที่พูดไทยไม่ชัดมากันแล้ว
หัวหน้าพรรคก็มาจากแซ่แทบทั้งนั้น
พวกเขามาจากไหน ใยจึงมาปรารถนาดีต่อแผ่นดินที่ไม่ใช่ของบรรพบุรุษตน
ช่างประหลาดเหลือล้ำ แวะมาปรารถนาดีต่อแผ่นดิน 4 ปีก็ดันมีคนลงคะแนนให้
เรียกว่า พิการหมู่ ครับ

ถึงเวลาต้องคิดระบอบใหม่กันแล้วครับ
ถ้าไม่อยากให้อาณาจักรรัตนโกสินทร์ล่มอีก
ถ้าคิดไม่ออกจงรู้จักฟังนะครับ ฟังแล้วก็ไม่ต้องคิดด้วยครับ
เพราะเค้าคิดมาแล้วจะมาคิดทับอีกทำไม
ช่วยกันคิดของใหม่ซิ่ครับ มาคิดทับกันอยู่นั่น
คนไทยถนัดนักเรื่องคิดทับคนอื่น
ฝรั่งเรียก ขโมยซีน ไทยเรียกว่า ไทยมุง หรือ รุมสกรัม
หรือ หมาหมู่ นั่นเองครับ

3. พี่ตู้คาดการณ์ว่า บ้านเมืองของเราจะก้าวไปถึงจุดที่เรียกว่า "กรุงแตก" หรือเปล่า เพราะอะไรครับ ?

เราแตกโดยพฤตินัยแล้วครับ
ถ้ารอต่อไปโดยไม่ทำระบอบใหม่ เราจะแตกโดยนิตินัยครับ :shock:
ก็จะเหมือน เขมรสามฝ่าย ลาวห้าฝาย เวียตนามเหนือใต้ เกาหลีเหนือใต้
ซึ่งตอนนี้เราก็มีไทยเหนือใต้แล้วนี่ใช่มั้ย


วันนี้ไทยแตกเป็นจีนสองฝ่ายตีกันบนแผ่นดินไทย
ลูกจีนทั้งนั้นครับที่แสดงออกกัน
ตั้งแต่ 14 ตุลาแล้วครับที่มีคำว่ากุมารจีน

กุมารไทยนอนครับ เพราะรับราชการกลัวอำนาจรัฐ
ลับหลังก็นินทาคนโกงแต่ต่อหน้าก็เดินตามตูด
คนไทยแท้ตอแหลครับ
สมเด็จพระนเรศวรทรงตรัสไว้ว่า
พวกเจ้าคนไทยเปรียบเหมือนหญ้าที่ต้องคอยตัดเล็ม
เมื่อปล่อยให้โตโดยอิสระจะหาระเบียบใดมิได้
;)
เราจะเอาทองคำโปรยบนทางเดิน
ผู้ใดจ้องมองด้วยดวงตากิเลส เราจะให้ทหารเอาธนูยิงลูกนัยน์ตา


อยุธยาช่วงนั้น สงบสุข น่าอยู่
เพราะไม่ทรงอนุญาตให้ไพร่ที่ต่ำช้าแสดงออกครับ

มาวันนี้ที่ประชาธิปไตยเบ่งบานทะโล่ จัณฑาลก็บังอาจแสดงออกได้
และ ซื้ออำนาจเข้ามาปกครองบัณฑิต ซึ่งไร้น้ำยาเพราะพวกน้อยกว่า
ประเทศที่คนมีการศึกษามีจำนวนน้อยกว่าคนที่ไม่มีการศึกษา
จะยังเป็นประชาธิปไตยไม่ไครับ
เพราะเสียงส่วนใหญ่จะโง่ จะวุ่นวายไม่จบสิ้น

จะตะโกนแต่คำขวัญของกรรมกรคอมมิวนิส ประชาชนต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
แล้วก็ตีกันด้วยอารมณ์ จบไม่ลงก็เดือดร้อนพ่อหลวงต้องมาระงับศึกทุกครั้งไป
แต่ประชาชนก็ยังอยากเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ของพระเจ้าอยู่หัว โดยไม่รู้จักเจียมตัว
ดูแลแผ่นดินกันให้เรียบร้อยยังไม่ได้ แต่อยากเป็นใหญ่ในแผ่นดิน

เป็นคอมมิวนิสที่แอบอ้างประชาธิปไตยมาต่อเนื่องครับ
เพราะยังเชื่อกันว่า ถ้ากรรมกรเป็นใหญ่ฟ้าจะสีทองผ่องอำไพครับ
ตัวอย่างมีให้เห็นในแผ่นดินคอมมิวนิสอื่นเยอะแยะ ยังจะดักดานกันอยู่อีก
ก็วันนี้กุลีก็เป็นใหญ่ในแผ่นดินไทยแล้วนี่ครับ ฟ้าก็ยังสีแดง
ทุกอย่างจะเรียบร้อยต่อเมื่อฟ้าสีน้ำเงินเท่านั้นครับ
จงรับรู้ไว้ซะ

ถ้าสิ้นพระบารมีเมื่อใด เราก็จะเหมือนอดีตของเพื่อนบ้านเราแน่นอนครับ
คนที่ต้องการล้มสถาบัน เพื่อให้พวกตนคนต่างด้าวเป็นใหญ่
จึงต้องการเร่งให้สิ้นพระบารมีทุกวิธีโดยเร็วไงครับ
:cry:

ซึ่งการสิ้นพระบารมีมิได้หมายถึงต้องสิ้นพระอายุขัยแต่อย่างใด
การที่ทรงทำอะไรไม่ได้ต่อสถานการณ์บ้านเมือง
ก็ถือเป็นการสิ้นพระบารมีในสายตาคนพวกนี้ ที่รอให้สถาบันเสื่อม
เพื่อสร้างเงื่อนไขในการตั้งราชวงศ์ใหม่
ที่มาจากแซ่ครับ

วันเสียงปืนแตกของคอมมิวนิสต์ใกล้แล้วนะครับ
แตกในกรุงนี่แหละ ..แตกกันเอง
:mrgreen:

4. ถ้ากรุงมันจะแตกหรือไม่แตก แล้วมันเกี่ยวอะไรกับ "วิชาประวัติศาสตร์" ล่ะครับ ?

ประวัติศาสตร์สอนให้คนในชาติบังเกิด 3 สิ่ง
สำนึก กตเวทิตา และ อุทาหรณ์
ปราศจาก 3 สิ่งนี้เราเป็นชาติไม่ได้ครับ


อ้ายลาว น่านจ้าว โยนก เชียงแสน ล้านนา ทวาราวดี ศรีวิชัย หริภุญชัย
สุโขทัย อยุธยา ธนบุรี แตกหมดแล้ว
เพราะไม่มีวิชาประวัติศาสตร์เรียนครับ
อาณาจักรเหล่านี้เอาคนเชื้อสายต่างด้าวเข้ามาปกครอง
เป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษา และลบประวัติศาสตร์ทิ้ง
ให้หันมาเลื่อมใสเชื้อสายต่างด้าวที่รวยเอารวยเอาไม่เลิก
เพื่อให้เลิกนับถือพ่อและหันมานับถือเตี่ยใหม่แทนพ่อ




ไม่มีทางครับ
คนไทยเติบโตมากับการปกครองแบบพ่อกับลูก
เปลี่ยนไม่ได้ครับ ยังไงก็เปลี่ยนไม่ได้

แต่ปรับได้ ขอให้รอฟังในช่วงต่อไปด้วยความอึดอัดและหงุดหงิดนะครับ
เพราะของดีต้องมาตอนจบ
เหมือนทุกวิกฤติของบ้านเมืองที่ผ่านมา และ คราวนี้ก็ด้วย
พ่อจ๋า หนูกราบขอบพระคุณ และ คิดถึงพ่อมาก พะย่ะค่ะ
ทอล์คโชว์ครั้งนี้จัดเพื่อสนองกระแสรับสั่งของสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ
เรื่องวิชาประวัติศาสตร์ที่หายไปครับ

5. ถามตรงๆ ทอล์คโชว์คราวนี้มีประเด็นหลักๆ เป็นเรื่องการเมืองใช่หรือเปล่าครับ เพราะอะไร ?

การเมืองอย่างเดียวเลยครับ
การเมืองตั้งแต่สมัยโยนกมาจนถึงสมัยราชวงศ์แซ่เบ๊อีก 50 ปีข้างหน้าครับ
เราไม่รอดหรอกครับ เพราะเราแหย
คนไม่แหยมีอยู่หยิบมือเดียว ที่กล้าฟังเรื่องพวกนี้
ที่เหลือนอนรอสิ่งศักดิ์สิทธิ์บันดาล
ซึ่งบางทีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็ทรงพระเบื่อเป็นนะครับ
เพราะประชาชนอยากเป็นใหญ่ในแผ่นดิน แต่แก้ปัญหาในแผ่นดินกันไม่ได้

แผ่นดินเกษตรกรรมแหงนรอฝนฟ้าบันดาลมาเกือบพันปี
แก้กำพืดนี้ไม่ได้ จะให้แก้ปัญหากันเอง ไม่มีวันครับ :mrgreen:

ในทอล์คโชว์วันอาทิตย์ที่ 26 ตุลาคมนี้
ท่านผู้ชมที่มีกตเวทิตาและกล้าหาญสามารถสมัครคาราวาน กรุงเทพ อยุธยา
เดินทางวันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน
เพื่อเยี่ยมคำนับแผ่นดินประวัติศาสตร์ที่ลูกหลานลืมหมดแล้วว่า
บรรพบุรุษไทยก็ไม่ใช่ขี้ขี้
เพียงเพราะวันนี้ไม่มีวิชาบรรพบุรุษศาสตร์ให้ผองเราเฝ้าศึกษา
ก็หาใช่ว่าวีรกรรมของผองท่านจะหาเคยปรากฏไม่
ใช้ภาษาวรรณกรรมแล้วซับซ้อนดี
เหมือนที่ให้รากหญ้าอ่านรัฐธรรมนูญแล้วไม่รู้เรื่อง
ก็ถามว่ากินได้มั้ย
ทำให้เรารู้ว่าค่อนประเทศคิดแค่เรื่องกิน คนที่พวกนี้เลือกมาจึงกินจุ

ไม่รู้จักคำว่าพอเพียงของในหลวง

ถือเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ
เช่นเดียวกับการเข้าคูหาไปกาเลือกสามัญชนมาใช้ พระราชอำนาจของพระองค์ ก็มิผิดเพี้ยน
ผลกรรมจึงตามมาลงโทษทัณฑ์ให้เราต้องอยู่อย่างไร้ความสงบสุขฉะนี้เอง

แต่แผ่นดินย่อมดูแลผู้ที่กาโนโหวตให้มีชีวิตที่สุขสบายไร้กังวล
สามารถมานั่งให้สัมภาษณ์ได้อย่างสบายใจเฉิบๆอยู่ ณ ขณะนี้นั่นเองครับ

6. พี่ตู้มองความแตกต่างระหว่างเพลงเก่ากับนักการเมืองเก่ายังไงครับ ?

เช่น เพลงยิ่งเก่ายิ่งอมตะ แต่นักการเมืองยิ่งเก่า ก็ยิ่งเก๋าและโกงเก่งอะไรอย่างงี้เป็นต้น

น้องนิยามได้คมคายมากครับ พี่ชอบ เมื่อพี่ชอบพี่ก็ชมต่อหน้า
คนไทยต้องแก้นิสัยไม่กล้าแสดงออกนะครับ ไม่ชม ไม่ด่า
แล้วมันจะรู้มั้ยว่าเราเกลียดมัน
พี่จึงยกย่องวีรกรรมของแกนนำพันธมิตรและผู้ร่วมชุมนุม
และพี่จึงด่าคนที่พี่เกลียด เช่น รากหญ้า
เพราะมันคือต้นตอแห่งปัญหาทั้งปวง
คนที่มันเลือกมาสร้างปัญหาให้บัณฑิตเมืองหลวง
ที่เสียภาษีไปเลี้ยงพวกมันที่โง่และขี้เกียจ


พูดออกสื่อไม่ได้เพราะสื่อขี้ขลาดครับ จึงต้องมาทำทอล์คโชว์
เพื่อให้พูดได้โดยไม่ต้องเกรงใจสื่อที่ปอดแหก
แต่ต้องพูดกับเฉพาะคนดูที่กล้าเท่านั้นนะครับ
คนดูที่ขี้ขลาดอย่าซื้อบัตรทอล์คโชว์พี่นะ เดี๋ยวเยี่ยวแตกในโรงครับ
:mrgreen:

สังคมที่ไม่กล้าแสดงออกไม่มีวันเป็นประชาธิปไตยได้ครับ
คนที่ไม่กล้าแสดงออกก็เกิดมาหายใจเสียเปล่าไปชาตินึง เรียกว่า ดีแต่เกิด
ซึ่งเป็นชื่อหนังสือเล่มแรกของพี่ ที่ผู้คนบอกว่าควรอธิบายชื่อหนังสือ
พี่ก็บอกว่าถ้าไม่เข้าใจก็ไม่ควรอ่าน
พี่ไม่เอาใจใครเลยครับ
ไม่ใช่เพราะเป็นลูกทหารยศพลอากาศเอก
ไม่ใช่เพราะไปโตเมืองนอกตอนคุณพ่อเป็นทูตลอนดอน
ไม่ใช่เพราะเป็นนิสิตดีเด่นเพชรชมพูของจุฬา
แต่เพราะพี่เหนื่อยกับการอธิบายคนที่ฟังไม่เป็นครับ
ต่อให้พี่อธิบายจนมันเข้าใจแล้วมันก็ไปนอน แล้วมันจะสงสัยไปทำไม
ไม่ใช่คนสำคัญอะไรเลย
ไม่ได้เป็นแม้แต่ทรัพยากรที่มีคุณค่าอะไรต่อแผ่นดินเลย
แต่ขี้สงสัย ถามจังเลย
แผ่นดินสยามไม่ต้องมีมันก็ได้ครับ เปลืองออกซิเจนสยาม
:lol:


พี่เลือกพูดกับเฉพาะคนที่มีไอคิว ฟังเป็น เข้าใจเป็น คิดต่อเป็น
คนเหล่านี้มีประโยชน์ต่อส่วนรวม พี่ต้องพูดกับเค้าครับ

แต่ไอ้ประเภทฟังแล้วขี้ขโมย เช่น พี่ตู้คิดเหมือนผมเลย
พวกนี้พี่ถีบเบาๆแล้วสอนครับ
ท่านคิดสิ่งดีๆแล้วไม่พูดออกมา มึงจะคิดไปทำไม
พลังเงียบไม่มีพลังนะครับไอ้โง่ !!


ได้ผลหลายรายแล้วครับ
จริงๆคือ มันฟังเสร็จแล้วเห็นด้วย แต่วางฟอร์ม ก็พูดว่าคิดเหมือนกัน
ไม่ใช่มันคิดเหมือนพี่นะ มันบอกว่าพี่คิดเหมือนมัน แปลว่ามันคิดก่อน

บัณฑิตที่เรียนถึงปริญญาเอกยังเป็นเลยครับสันดานนี้ คือ คอรัปชั่นดีๆนี่เอง
มาจากการตักกับข้าวจากกลางโต๊ะมาใส่จานตัวเอง คือ
เอาของส่วนรวมมาเป็นของตน
ซึ่งเราสอนเด็กให้โกงตั้งแต่เล็กๆมาโดยไม่รู้ตัวกันครับ

ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยในซีกโลกหนาว เวลากินข้าวต้องจานใครจานมัน
ไม่มีการตักจากกลางโต๊ะทีละคำ มันตักทีเดียวราดเสร็จไปเลย
เป็นการวางแผนระยะยาว


ไทยเราคิดทีละคำ แล้วตะกละด้วยนะ กับข้าวหลายอย่างมาก
เมืองหนาวมันกินมื้อละอย่าง เพราะยังมีมื้อหน้าค่อยกินอย่างอื่น
มื้อนั้นไม่ใช่มื้อสุดท้ายของชีวิต มันคิดกันได้ไงครับ
ถ้าเราสอนเด็กกินข้าวราดแกงตั้งแต่เล็ก เด็กจะโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ตะกละ
ไม่ขโมยของส่วนกาง รู้จักวางแผน
และ คิดเป็นว่าทุกมื้อไม่ใช่ THE LAST SUPPER


เพราะคิดกันไกลอย่างเมืองหนาวไม่ได้
เนื่องจากอุดมสมบูรณ์ ไม่มีการอดอยากหน้าหนาวอย่างพวกนั้น
ก็ไม่มีการวางแผนล่วงหน้า
ทำให้นักการเมืองก็ไม่คิดไกล โกงง่ายๆ

เพราะประชาชนเองก็ไม่คิดไกลเหมือนกัน
เลือกพรรคนี้คนนี้เพราะเบื่อพรรคโน้นคนโน้น
ถ้าคิดไกลจะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ที่สามัญชนจะแวะมาหวังดีกับประเทศ 4 ปี
โดยที่ก่อนหน้านั้นก็ไม่เคยทำอะไรให้ประเทศมาก่อนเลย


ฉะนั้นจงพร้อมใจกันกันกาโนโหวตให้สภาโล่งเถิด
เพราะบ้านเมืองก็เดินได้ด้วยกระทรวงต่างๆอยู่แล้วนี่
มีสภาก็ไม่เคยเล่นงานข้าราชการเลวได้เลย เพราะมัวแต่เล่นงานกันเอง
:mrgreen:
มีสภาก็คือมีรัฐมนตรีมาช่วยโกงอีก
การกาไม่เลือกใครเป็นการรักษาศักดิ์ศรีของผู้กา
ว่าไม่ได้ส่งโจรเข้าไปแย่งพระราชอำนาจครับ


ถ้าคิดว่ากาโนโหวตแล้วเสียของจะทำให้พวกผู้แทนรากหญ้าชนะและเข้าสภา
กาเลือกประชาธิปัตย์ให้ตายพรรคของรากหญ้าก็มาอยู่ดีทุกทีครับ
มันวางแผนกันมาตั้งแต่ 14 ตุลาแล้วครับ
ผู้ใช้แรงงานต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ผู้ใช้สมองต้องเจียมตัวอยู่เงียบๆ

แต่พี่หมั่นไส้มัน เลยไม่อยากเงียบ :lol:

แต่พี่ก็พูดอยู่คนเดียวนะเพราะคนอื่นขี้เกรงใจ
ซึ่งพี่ก็เห็นใจเพราะเค้าไม่มีปืนกลเหมือนพี่ ของพี่เป็นปืนกลอาบยาพิษด้วย
กำลังจะเอาไปให้น้องยะ สุริยใสที่พันธมิตรครับ
แต่ต้องใช้แทง เพราะอาบยาพิษที่ปากกระบอก

นักการเมืองเก่าหรือนักการเมืองใหม่ไม่มีประโยชน์ทั้งนั้นครับ
ถ้าสภายังยกมือไว้วางใจคนโกงอยู่
ระบอบใหม่ต่างหากครับที่จำเป็น ระบอบที่เหมาะสมกับสันดานไทย ที่ขี้โกง
พี่เรียกว่า พอเพียงธิปไตย ถวายแด่พ่อผู้ทรงทศพิศราชธรรมครับ
:!:


ซึ่งพี่ได้ขยายความไว้ใน จดหมายเรียนแกนนำพันธมิตร
ที่ลงตีพิมพ์ในฉบับเดียวกันนี้แล้ว
ใครอ่านแล้วไม่เข้าใจก็อย่าไปพยายามเข้าใจมันเลยนะครับ
จงกลับไปเลือกคนดีต่อไปเถิด
งวดหน้านี่คนดีลงสมัครทั้งนั้นเลย เพราะต้องรีบถอนทุนกัน
:lol:

7. พี่ตู้เห็นดีด้วยหรือไม่กับการที่คนในสังคมเริ่มพูดถึงการเมืองใหม่กันมากขึ้น
เพราะอะไรครับ?


ต้องยกความดีให้พี่สนธิครับ
พันธมิตรทำให้คนกล้าพูดเรื่องการเมืองมากขึ้น
เพราะพูดแล้วไม่เป็นไรไงครับ
ก่อนพันธมิตรก็มีแค่พี่ตู้คนเดียวที่พูดบนเวทีหรือพูดออกสื่อเปิดเผย
คนก็ไม่กล้าเอาอย่างเพราะกลัวเป็นอย่างพี่ตู้ พูดเรื่องเมืองแล้วหัวล้าน :lol:

การเมืองใหม่เป็นความหวังของทุกคนเพราะเบื่อของเก่าครับ
เราเห็นทางตันแต่ความจริงทางไม่ตันถ้ากล้ายกเลิกของเก่ามากกว่าปรับแก้
:!:

แต่คนก็ยังไม่อยากออกความเห็นกันมาก
เพราะไม่มีความรู้เรื่องประวัติศาสตร์การเมืองโลกครับ
คนที่มีความรู้ก็ดันไม่มีความคิดอีก
โลกพัฒนาด้วยความคิดครับไม่ใช่ด้วยความรู้
ทุกนวัตกรรมมาจากความคิดที่ใช้ความรู้เป็นฐานในการคิด
ความรู้คือ KNOWLEGE ความคิดคือ IDEA
คนฉลาดคือคนที่มีความคิดครับไม่ใช่คนที่มีความรู้
การศึกษาเราสอนให้รู้อย่างเดียว เลยไม่กล้าคิดกัน
เมื่อไม่กล้าคิด ก็ไม่กล้าพูด
คนที่พูดก็พูดแต่ความรู้ไม่พูดความคิด คงเพราะไม่มีกันมั้งครับ
พอใครทักท้วงก็เป๋ไปต่อไม่ถูก
;)

วันนี้คนไทยก็ยังคุยการเมืองกันไม่ถนัดนะครับ
ต้องหยั่งเสียงดูก่อนว่าอยู่ข้างไหน ซึ่งทำไมต้องเลือกข้างครับ
ใครคุยกับพี่ตู้แล้วปรากฏว่าคุยง่ายดี พี่ตู้ไม่อยู่ข้างพรรคไหนเลย
พี่บอกมันเลวหมดทุกพรรค
แต่พี่ชื่นชมเป็นคนๆไปนะครับไม่เกี่ยวกับพรรค
พรรคเลวก็มีคนดีได้ เพราะเค้ายังไม่เคยเลวเราก็ต้องให้เครดิตเค้าครับ
มนุษย์ทะเลาะกันเพราะดันเลือกพวก โดยหารู้ไม่ว่าผู้ที่ไม่มีพวกมีเยอะกว่าผู้ที่มีพวก
ผู้ที่ไม่มีพวกจึงมีพวกเยอะกว่าครับ
ผู้ที่เลือกว่าจะเป็นพวกไหน วันใดพวกที่เรางมงายเชิดชูเกิดทำอะไรเลวขึ้นมา
เราก็ต้องบากหน้าแก้ตัวแทนมันอีก
ซึ่งก็ฟังไม่ขึ้นก็ต้องเสียหมาไปตลอดกาล
การไม่มีพวกจึงเป็นลาภอันประเสริฐครับ

8. พี่ตู้เบื่อหน่ายหรือไม่ครับกับการเมืองเก่า ?

เบื่อไม่ได้ครับ
เราเลือกที่จะใช้ระบอบนี้เราต้องแก้จนดีให้ได้ครับ
แต่ต้องแก้ที่ต้นเหตุเลยนะครับ
รากหญ้า พรรค รัฐมนตรี มีแค่ 3 ต้นเหตุเท่านั้น
ซึ่งถ้าใครไม่เห็นด้วยก็ให้เค้าเลือกคนดีต่อไป
อย่าไปบังคับเค้าให้เปลี่ยนแปลงระบอบที่ไม่เหมาะสมกับเค้าครับจะยิ่งมีปัญหา

ความแตกแยกไม่ได้อยู่ที่พันธมิตรกับรัฐบาลนะครับ
ความคิดครับที่แตกแยก
พวกนึงบอกต้องแก้อย่างงี้ อีกพวกบอกต้องแก้อย่างโง้น
โดยไม่มีใครกล้าแก้ที่ต้นเหตุเลยครับ
พี่ไม่ทราบว่าเพราะอะไร โจรก็เลยยังครองเมือง
เพราะเรามัวเถียงกันว่าจะแก้วิธีไหนดี

ถ้ามันตกลงกันได้ว่าใช้ทุกวิธีเลย
แล้วฝ่ายค้านก็เสนอสภาเพื่อทำประชามตินะครับว่าประชาชนเอาวิธีไหนก่อน
จากนั้นเราก็ทดลองใช้
ถ้าไม่ได้ผลก็เอาวิธีที่คะแนนประชามติมาที่สองมาลองอีก
แล้วก็อันที่สามไปเรื่อย บางวิธีมันใช้พร้อมกันได้นะพี่ว่า
ใครจะจ้างรากหญ้ากาคะแนนให้ฝ่ายโจรก็ไม่ได้
เพราะไม่มีข้อไหนเป็นประโยชน์ของฝ่ายโจรเลยครับ
ใครเสนอวิธีที่โจรได้ประโยชน์เราก็คัดออกโดยเสียงส่วนใหญ่

ของกรรมการประชามติที่พกปืนอาบยาพิษทุกคน

ถ้าใครเห็นด้วยกับหนทางนี้ กรุณาไปบอกพี่ที่ทอล์คโชว์ 26 ตุลา
พี่สัญญาว่าจะเสนอคุณอภิสิทธิ์ให้ในงานบนเวทีเลย
ซึ่งคราวที่แล้วคุณอภิสิทธิ์ก็กรุณาให้เกียรติมารับ
ร่าง พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณสัตว์เลยบนเวทีเช่นกันครับ

9. ถ้าเราจำเป็นจะต้องมีการเมืองใหม่กันจริงๆ พี่ตู้มองภาพของการเมืองใหม่ว่า ควรจะออกมาเป็นอย่างไรครับ ?

พอเพียงธิปไตย ครับ
ซึ่งพี่ตั้งชื่อไว้เรียกไปงั้นเองเพื่อให้นึกออกว่าพูดถึงอะไร
โดยแก้ที่ต้นเหตุทั้ง 3 ปัญหา
ซึ่งปัญหาวันนี้คือ การโกงกิน ความแตกแยก และ คุณภาพผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง

ที่มาของปัญหาคือ
:!:
ตำแหน่งรัฐมนตรีทำให้มีสิทธิ์โกง

:!:ระบบพรรคทำให้เกิดการแตกแยก

:!:คนไม่เสียภาษีมีสิทธิ์เลือกตั้งทำให้เลือกชุ่ย


ซึ่งทุกคนเห็นด้วยในสามข้อนี้
ดังนั้น การเมืองใหม่ต้อง
ไม่มี ตำแหน่งรัฐมนตรี
ไม่มี พรรคการเมือง ครับ
ประธานสภา คือ นายก ซึ่งไม่มีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายหรืออนุมัติโครงการ
มีหน้าที่รับแขกเมืองอย่างเดียว คือ ความจริงไม่ต้องมีนายกก็ได้ไง
เพราะประเทศเรามีองคมนตรีมีประมุขแล้วนะครับ อย่าทำเป็นลืมกัน


สภา ในระบอบใหม่ควรมีหน้าที่ ตรวจสอบข้าราชการเลว
แล้วส่งศาลรัฐธรรมนูญเลยครับ
ไม่ต้องส่งศาลปกครอง จะได้ไม่ต้อง อุทร ฎีกา
สภาในระบอบใหม่ไม่ต้องตรวจสอบรัฐมนตรีครับ
เพราะรัฐธรรมนูญใหม่ยกเลิกตำแหน่งรัฐมนตรีทั้งหมด
ก็ไม่มีการโกงกินในระดับบริหารอีกต่อไป
นักการเมืองเก่าก็จะเลิกเล่นการเมือง เพราะไม่มีโอกาสโกงอีกต่อไป


เมื่อไม่มีตำแหน่งรัฐมนตรี
สภาในระบอบใหม่ก็ตั้ง กรรมาธิการกระทรวง แทน รัฐมนตรี
กระทรวงละ 20 คน มาจากผู้แทนราษฎรในสภาใหม่ที่ห้ามสมาชิกสังกัดพรรค
กรรมาธิการกระทรวงทำหน้าที่แทนรัฐมนตรี
แต่ไม่มีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายหรืออนุมัติโครงการใดๆ
มีหน้าที่ ผลักดันการทำงานของกระทรวงนั้นๆ
ตรวจสอบข้าราชการในกระทรวงนั้นๆ
ใครจะซื้อกรรมาธิการกระทรวงต้องซื้อกึ่งหนึ่งของ 20 คน
ที่ต่างคนต่างมาไม่ใช่แก๊งเดียวกันมาก่อน
แต่กรรมาธิการกระทรวงก็เปลี่ยนทุก 6 เดือน
เวรกรรม ประเทศนี้มีแต่โจรหรืออย่างไรครับ
จึงต้องตั้งกติกาใหม่เข้มงวดขนาดนี้ จำเป็นครับถ้าจะแก้กันจริงๆ


ลองนึกนะครับว่าถ้าสภาใหม่ไม่มีพรรคการเมือง
เพราะรัฐธรรมนูญใหม่ห้ามสังกัดพรรค อะไรจะเกิดขึ้น
จะเหมือนยุคทองของประชาธิปไตยสมัยกรีก
ทุกคนเป็นอิสระไม่ต้องขึ้นต่อหัวหน้าพรรค
500 คนก็ 500 ความคิด
ไม่ใช่ 500 คนแต่ 2 ความคิดอย่างวันนี้
เพราะมีแค่ 2 ฝ่ายจาก 2 พรรคใหญ่เท่านั้น ก็แบ่งข้างตีกัน
นอกสภาก็แบ่งตาม ก็วุ่นวาย
สภาใหม่มี 500 ฝ่ายจะแบ่งพวกตีกันยังไง
ซื้อก็ไม่ได้ เพราะเมื่อห้ามมีพรรคการเมือง
คนดีๆที่ไม่ใช่นักการเมืองอาชีพก็แห่กันลงสมัคร
แย่งเก้าอี้นักการเมืองอาชีพซึ่งก็หนีหมด
เพราะไม่มีตำแหน่งรัฐมนตรีให้โกงกินแล้ว
คนอย่างพี่และท่านผู้อ่านก็จะเข้าสภาได้ด้วยยินดีเพราะไม่ต้องสังกัดพรรคไงครับ
แต่ต้องเข้าไปนั่งกันให้เต็มทุกสมัยนะครับ
ไม่งั้นมันซื้อเสียงเข้ามาแก้รัฐธรรมนูญคืนจนได้


จะป้องกันการซื้อเสียงอย่างไรล่ะครับทีนี้
เพื่อความถูกต้องและยุติธรรมซะที
กำหนดจำนวนผู้แทนแต่ละจังหวัดมากหรือน้อยตาม
อัตราการเสียภาษีรายได้ ของแต่ละจังหวัด
อยากมีผู้แทนเยอะก็ต้องขยันเสียภาษีแข่งกันทั้งประเทศ
ก็เจริญกันทุกจังหวัด
แต่พี่ว่าคงขี้เกียจเหมือนเดิมแหละครับ มีผู้แทนน้อยก็ช่างมัน
ผู้แทนต่างหากที่เดือดร้อน ประชาชนไม่สนอยู่แล้ว
:lol:
แต่เราสามารถกำจัดนักการเมืองคุณภาพต่ำได้เห็นๆไงครับ

จะได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญใหม่ ทำได้ 2 วิธีครับ
ทำรัฐประหาร แล้วเข้ามาแก้ 3 ข้อนี้แล้วเลือกตั้งด้วยรัฐธรรมนูญใหม่
หรือ ทำประชามติ โดยเสนอ 5 วิธีซึ่งล้วนเป็นวิธีพิฆาตมารทั้งสิ้น
ให้ประชาชนเลือกว่าจะเอาวิธีไหน ไม่ใช่เลือกว่าเอาหรือไม่เอา
:mrgreen:

10. พี่ตู้คิดเห็นยังไงที่มีคนมองว่าพี่เป็นคนที่มีทัศนคติอันเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของชาติ ?

ไม่ใช่ความมั่นคงของชาติครับ
ความมั่นคงของพวกมันต่างหาก ที่เป็นอันตรายจากทัศนคติของพี่
เพราะพี่ต่อต้าน กุ๊ยยาธิปไตย ไงครับ

ถ้าประชาชนเห็นด้วยกับพี่ พวกมันก็จะไม่มั่นคง
แต่ประชาชนทั่วไปไม่เห็นด้วยกับพี่หรอกครับ
เค้าคิดว่าเลือกคนดีบ้านเมืองก็เรียบร้อยแล้ว
เรียบร้อยโรงเรียนลูกครึ่งจีนครับ
คนจีนไม่มีอันตรายต่อประเทศเรานะครับ
เค้าขยันทำมาหากิน หาเงินเข้าประเทศเรา เสียภาษีให้เรา
ยกเว้นพวกห้องแถวบางห้องแถวทั่วประเทศเท่านั้นครับ


เราเป็นหนี้บุญคุณคนจีนนะครับ
ตั้งแต่พระเจ้าตากมาจนถึงนักธุรกิจวันนี้

แต่เจ๊กซิ่ครับที่ทำร้ายประเทศเรา
เจ๊กเป็นวรรณะต่ำของจีน
คนจีนที่หนีมาไทยสมัยอยุธยาเค้าหนีเจ๊กมาครับ
วันนี้เจ๊กตามมาแล้ว อยู่เต็มสภาแล้ว
เพราะเจ๊กซื้อเสียงเสี่ยวตอนเลือกตั้ง
คนไทยเจ้าของประเทศก็ร่วมมือกับพี่น้องเชื้อสายจีนขับไล่เจ๊กที่มีเสี่ยวหนุน
เสี่ยวเป็นวรรณะต่ำของลาวครับ
ลาวเป็นผู้ดีเก่ามารยาทงามเหมือนจาวเหนือของไทยเรา
แต่เสี่ยวอพยพหนีคอมมิวนิสลาวมาอาศัยในบ้านเรา
คลอดลูกหลานมีบัตรประชาชน แต่วรรณะไม่ยอมขยับ ขี้เกียจ โง่ อวดดี
คนไทยก็ไม่กล้าว่ากล่าว เพราะเกรงใจ ขี้ขลาดนั่นแหละครับ
มันจึงจะครองประเทศเราอยู่แล้ว
:evil:


เมื่อใดที่พี่น้องเชื้อสายไทยกับจีนจับมือกันขับไล่เจ๊กและเสี่ยวสำเร็จ
ประเทศจะน่าอยู่ทันที
:!:เพราะเหลือแต่ผู้ดีไม่มีจัณฑาลอีกต่อไป

เมื่อมาอาศัยแผ่นดินเขาอยู่ต้องรู้จักเจียมตัว
แต่ถ้าเจ้าของบ้านขี้ขลาดก็สมควรสูญเสียความมั่นคงของชาติครับ
แสดงออกกันซะมั่งพี่ไทย โดยเฉพาะกองทัพน่ะ
ปล่อยพวกมันได้ใจกันใหญ่แล้ว มันรอสมน้ำหน้าเราอยู่นะ
มันมีอาชีพล้มสถาบันนะครับ
เจ๊กล้มกษัตริย์จีน เสี่ยวล้มกษัตริย์ลาว
ไม่รู้มาเสือกอะไรในบ้านเมืองเรากันครับ
:!::!::!:

อังกฤษไล่กุลีออกจากสิงคโปร์หมด
ใครไม่เรียนหนังสือมันถีบตกทะเล ว่ายน้ำมาหาเราอื้อเลย
สิงคโปร์นำเข้ากุลีชั่วคราวระยะสั้น ห้ามคลอดในประเทศ บ้านเมืองเค้าจึงเรียบร้อย
เพราะทุกคนมีการศึกษา ก็ไม่มีใครเลือกโจรเข้าสภาครับ
ไม่ใช่เพราะเค้าไม่มีโจรสมัครรับเลือกตั้งนะครับ เพราะไม่มีใครเลือกมันครับ
หลังๆมันก็เลยไม่สมัครแล้ว เค้าเริ่มอย่างนี้นี่เอง
:mrgreen:

11. พี่ตู้เคยมีความคิดหรือความสนใจที่จะเข้าไปเล่นการเมืองหรือเปล่าครับเพราะอะไร?

ถ้ายังบังคับให้สังกัดพรรค ไม่มีวันครับ
พี่รังเกียจระบบแก๊งครับ ไม่มีอิสระในการแสดงความคิด
ต้องเชื่อฟังหัวหน้าแก๊ง ไม่เห็นมันเป็นประชาธิปไตยตรงไหน
มีหน้าที่ยกมือให้รัฐมนตรีของพรรคโกงกินเท่านั้นครับ ต่ำช้ามาก
:!:
พี่เป็นลูกผู้ดี พี่ยอมไม่ได้จริงๆ หม่อมแม่ต้องเคืองเป็นแน่แท้
นามสกุลพระราชทานไม่สมควรเกลือกกลั้วของโสมม


เมื่อใด ยกเลิกระบบพรรค ยกเลิกรัฐมนตรี
พี่จะเข้าไปรับใช้แผ่นดินทางตรงในสภาครับ
พี่ว่าหลายท่านที่มีความคิดและฝีมือก็ยินดีทำงานให้แผ่นดิน
ภายใต้เงื่อนไขใหม่ของระบอบใหม่ พอเพียงธิปไตย ;)
ที่ไม่มีรัฐมนตรี ไม่มีพรรค ไม่มีผู้แทนของเสี่ยว

แต่ถ้ายังเป็น กุ๊ยยาธิปไตย ไม่มีผู้ดีเล่นด้วยแน่นอนครับ

12. พี่ตู้มองสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันอย่างไรบ้างครับ?

ไม่รอดครับ เพราะเราไม่กล้าคิดนอกกรอบ
เราแก้ปัญหาด้วยวิธีการเดิมๆ มันก็วนกลับมาให้แก้ใหม่อยู่อย่างนี้ครับ
เราไม่กล้าตัดต้นตอของปัญหา เราไม่กล้าแตกหัก เราไม่กล้าใช้ความเด็ดขาด
แต่พี่ว่าถ้าแกนนำพันธมิตรเด็ดขาดก็อาจไม่มีใครเอาด้วยนะ
เพราะธรรมเนียมไทยไม่นิยมความเด็ดขาด
เมื่อเด็ดขาดไม่ได้ ก็ต้องใช้ความอดทนแทนซิ่ครับ


ซึ่งพี่ไม่มีไง
สุริยใสชวนพี่ พี่ก็ลำบากใจ เพาะพี่แพ้ยุง
ที่สำคัญคือเค้าห้ามพกอาวุธ แต่พี่พกปืนติดตัวตลอดเวลา
เพราะพี่กลัวตายมากจริงๆครับ
พี่แปลกใจที่คนไทยไม่กลัวตายกัน ไม่มีใครพกอาวุธเลย
หรือเค้าคิดว่าชีวิตของเค้าไม่มีค่า
ก็ในเมื่อผู้ร้ายมีอาวุธแล้วทำไมเราจึงจะยอมเสียเปรียบมันครับ
ทุกชีวิตมีค่าครับ แม้จะคิดหลอดไฟฟ้าหรือระบอบใหม่ไม่ได้ก็ตาม
:roll:

อเมริกาสร้างประเทศโดยการ
ติดอาวุธให้พลเมืองดีทุกคนโดยอิสระที่เอวเลย เพราะโจรชุมมาก
มันมาจากพวกกุ๊ยที่มาขุดทองแล้ววืด ก็มาปล้นจี้รังแกชาวบ้าน
กฎหมายก็อนุญาตให้ชาวบ้านพกปืนบ้าง


โจรก็จ๋อย ต้องหันไปปล้นรถไฟ ธนาคาร ที่ปล้นประชาชนมาอีกที
ประชาชนก็ยกให้เป็นวีรบุรุษเพราะช่วยรังแกคนที่รังแกประชาชน
ลูกหลานก็เอาชีวประวัติมาทำเป็นหนัง
:!::?::lol:

พี่น้องพันธมิตรเราวันนี้ก็ไม่ต่างจากวีรบุรุษ เช่น เจสซี่ เจมส หรือ โรบินฮู้ด หรอกครับ
ลูกหลานจะสรรเสริญท่านในวันข้างหน้า
ถ้าท่านแก้ปัญหาด้วยวิธีที่ฉลาดสำเร็จลุล่วงโดยถาวรนะครับ

พี่ตู้เป็นกำลังใจให้เสมอตั้งแต่แรก บริจาคให้ก็เยอะ
เตรียมอาวุธไว้ให้ตั้งนานจนสนิมขึ้นแล้ว
ความคิดคนเราก็สนิมขึ้นได้นะครับ ถ้าไม่นำมาปฏิบัติซะที

พี่เขียนชื่อน้องโบแปะหน้าประตูห้องแล้วยืนร้องไห้อยู่ตรงนั้น
สัญญาน้องว่าจะช่วยพันธมิตรเปลี่ยนระบอบให้สำเร็จ
เพื่อไม่ให้ชีวิตน้องโบสูญเปล่า
น้องโบเตือนพี่ว่า
ระวังจะเหนื่อยเปล่านะ บ้านเมืองดีๆเหมาะสำหรับประชาชนดีๆเท่านั้น
ถ้าประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ได้ความ ก็ยังไม่ควรเอาบ้านเมืองดีๆไปให้พวกมันใช้
พี่ไม่เถียงกับวิญญาณครับ

13. พี่ตู้มองว่า ทำยังไง ประเทศชาติของเราถึงจะไม่ต้องเดินเข้ามาวงจรเดิมๆ
เช่น ปฏิวัติ เข่นฆ่ากัน ใช้ความรุนแรง ครับ?

ต้องเปลี่ยนประชากรครับ สิงคโปร์ทำสำเร็จนะครับ
โดยอังกฤษไล่ประชากรเดิมออกหมดเลย เอาคนจีนเข้ามาแทน
บังคับให้เรียนหนังสือ ให้เคารพกฎหมาย ลงโทษรุนแรง ได้ผลครับ :!:

พี่เคยเห็นภาพเก่าๆของสิงคโปร์ ผู้คนหน้าตาไม่ใช่อย่างทุกวันนี้ครับ
เป็นชาวเกาะ ขี้เกียจ ขนาดเป็นภาพนิ่งยังดูรู้เลยว่าขี้เกียจมากครับ
พี่เดินบนถนน ORCHARD เห็นกุลีไทยทำงานก่อสร้างที่นั่น
ตะโกนทักทายพี่ ดีใจเจอดารา ทำท่าบาบูนกันใหญ่
เพื่อนสิงคโปร์ถามพี่ว่า เป็นกันอย่างงี้ทั้งประเทศเหรอ
พี่อายเค้านะ พี่บอกเค้าว่าเป็นเฉพาะในภูมิภาคกับในสภา
ซึ่งพี่บอกว่าพี่ภูมิใจที่กุลีไทยแสดงออกน่ารักเหมือนลิง
เนื่องจากพี่รักสัตว์เพราะพี่เป็นนายกสมาคมพิทักษ์สัตว์
เพื่อนเลยพาไปกินข้าวที่ GOLDEN MILE ซึ่งเป็นที่สิงสู่ของกุลีไทย

พี่ก็ได้ถามทุกข์สุขพวกเราเรื่องไหลตาย
เค้าเล่าให้พี่ฟังว่าวิญญาณชาวเกาะสิงคโปร์เข้าสิง
หวงบ้านเมือง จึงเข่นฆ่าพวกต่างด้าว
:?::D
แต่ก็ไม่เห็นพวกอังกฤษสมัยยึดครองโดนวิญญาณฆ่าตอนหลับเลยครับ
ที่สำคัญคือเป็นเฉพาะกุลีชาย :!:
พี่ก็ซักไซ้ละเอียดจนได้ความว่านอนหงายแล้วลิ้นตกปิดเพดานกั้นทางหายใจ
ซึ่งในคนปกติจะสะดุ้งตื่นโดยสัญชาติญาณอัตโนมัติ
แต่พี่น้องกุลีไทยเมาสลบเพราะกินเหล้าหนักก่อนนอน
ร่างกายไม่แสดงปฏิกิริยาใดๆ ก็ขาดใจกันไป
ไม่ใช่อย่างที่หมอสันนิฐานว่าหุงข้าวในท่อพีวีซีแล้วรับสารพิษเข้าร่างกาย
พี่จึงแนะนำน้องๆกุลีไทยทั้งหลายให้แก้ไขโดยการนอนตะแคง
เค้าบอกว่าไม่ถนัด เพราะติดโหนกแก้ม
ก็จริงของเค้านะ เพราะพี่ก็ไม่เคยเห็นบาบูนนอนตะแคง
บาบูนแก้ปัญหาไม่เป็น เพราะไม่ยอมเรียน

ทั้งๆที่รัฐก็ให้เรียนฟรีด้วยซ้ำ อ้างโน่นอ้างนี่ ก็ขี้เกียจนั่นแหละ :!:

อังกฤษไม่ยอมให้สิงคโปร์เลี้ยงคนที่สร้างแต่ปัญหาและแก้ปัญหาไม่เป็นไว้บนเกาะเลยครับ
ถ้าเราไม่อยากเจอวงจรเดิมๆทางการเมือง
เราต้องกำจัดเผ่าพันธุ์ที่สร้างปัญหาและแก้ไม่เป็นครับ
นักการเมืองที่มีปัญหาใบเหลืองใบแดงมาจากเขตไหน
ก็ให้เขตนั้นพักการเลือกตั้ง 5 ปี ไม่ต้องมีผู้แทนครับ
จะมาอ้างว่าต้องมีผู้แทนไว้ดูแลพื้นที่ ไม่มีที่ไหนในโลกที่ผู้แทนต้องดูแลพื้นที่ครับ
ประชาชนในประเทศที่จะเป็นประชาธิปไตยได้ต้องดูแลตัวเองได้
ไม่ใช่กินผ้าห่มแล้วมาแบมือขอทุกปี


ผู้แทนทั่วโลกเค้าทำหน้าที่นิติบัญญัติพิจารณากฎหมายแก้ปัญหาให้ประเทศครับ
หน้าที่ดูแลท้องที่เป็นเรื่องของมหาดไท นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งมีงบอยู่แล้ว

ไม่ต้องมาตั้งงบซ้อนเพื่อสวาปาม
เราเป็นประชาธิปไตยไม่ได้เพราะมีพวกนี้อยู่ในประเทศครับ
พวกที่กินผ้าห่มทุกปี น้ำท่วมสลับน้ำแล้ง
น้ำท่วมเราก็ต้องช่วย น้ำแล้งเราก็ต้องช่วยอีก
เพราะเก็บน้ำไว้ใช้กันไม่เป็น

Tuesday, November 18, 2008

คำคม

" เรารู้ว่าหนังสือไม่ใช่วิธีการที่จะให้คนอื่นมาคิดแทนเรา



ในทางตรงข้าม มันคือเครื่องมือที่กระตุ้นให้เราคิดได้ไกลมากยิ่งขึ้น "



" ครูเปิดประตูให้ แต่คุณจะต้องเดินเข้าไปด้วยตัวคุณเอง "



" วรรณคดี ย่อมไม่นำไปในทางที่ผิด "


" ความหิวแก้ด้วยอาหาร ความเขลาแก้ด้วยการศึกษา "


" ถ้าไม่ศึกษาเพิ่มเติมขึ้นทุกๆ วัน ก็จะล้าหลังลงทุกๆ วัน "



" การศึกษาเปรียบเสมือนพายเรือทวนน้ำ ถ้าไม่รุดหน้าก็ถอยหลัง "



" เลี้ยงลูกชายโดยไม่ให้การศึกษา ก็เหมือนเลี้ยงลา



เลี้ยงลูกสาวโดยไม่ให้การศึกษา ก็เหมือนเลี้ยงหมู "



" เงียบลง คุณจึงจะคิดได้


ถ้าคุณไม่เงียบ คุณจะไม่ได้ยินทุกอย่างที่คนพูดกับคุณ



เพราะว่าใจคุณพะวงอยู่กับสิ่งที่คุณคิดว่าคุณรู้แล้ว



เรียนรู้ที่จะฟัง ฟังด้วยหัวใจของคุณ "



" หนังสือทุกเล่มอ่านอย่างละเอียด แบบขบเคี้ยวเพื่อให้ได้เนื้อแท้ของมัน "



" ผู้ใดรู้จักใช้พู่กัน จะไม่ต้องขอทานเขากิน "



" อุดมการณ์เล็กนิดเดียว แต่ใจใหญ่ ผลสุดท้ายย่อมแย่



ลังเลโลเล สุดท้ายย่อมเสียใจ "


" เรียน จึงรู้ว่าตนเองด้อยความรู้


สอน จึงรู้ว่าลำบาก


ผู้ที่รู้ว่าด้อยความรู้ จึงจะเตือนตัวเองได้



ผู้ที่รู้ว่าลำบาก จึงจะฝึกตนให้เข้มแข็ง "



" ไม่เป็นจึงต้องเรียน ไม่รู้จึงต้องถาม "



" พูดถึงอะไรก่อนอะไรหลัง ความรู้ต้องมาก่อน


พูดถึงอะไรสำคัญที่สุด ความประพฤติย่อมสำคัญที่สุด "



" การเรียนภาษาต่างประเทศนั้นไม่ยาก มันก็เหมือนกับการคบเพื่อน



ยิ่งคบก็ยิ่งคุ้นเคย พบหน้ากันทุกวัน มิตรภาพก็ยิ่งสนิทแน่นแฟ้น "



" คนที่เก่งทุกทาง แท้จริงคือคนที่ไม่มีอะไรเก่งจริงสักอย่าง



คนที่รอบรู้ไปหมดทุกเรื่อง แท้จริงคือคนที่ไม่เชี่ยวชาญอะไรเลย "









.










__,_._,___

2552 ท่านที่เกิดในราศีพิจิก 16 พฤศจิกายน - 15 ธันวาคม

ท่านที่เกิดในราศีพิจิก
(
เกิดระหว่างวันที่ 16 พฤศจิกายน - 15 ธันวาคม)

คุณที่เกิดในราศีพิจิก ในปี 2552 นี้ เป็นปีแห่งความร่ำรวย ความร่ำรวยจะปรากฏขึ้นในชีวิตของคุณ ...ฟันธง ชีวิตของคุณตั้งหลักตั้งแต่ปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นคุณมีเกณฑ์ที่จะประสบความสำเร็จในเรื่องของความรัก การเรียน การงานและการเงิน และมีโอกาสรวยอย่างเห็นได้ชัดตามมุมของดวงชะตา

การเรียน น้องๆ ที่อยู่ในวัยศึกษาเล่าเรียน ในปีนี้จะสมหวังในเรื่องของการเรียนทุกประการ ความตั้งใจในปีนี้ จะเป็นผลดี คือทำให้คุณสอบได้ ทำให้ได้รับคะแนนดี ทำให้ได้รับชัยชนะในการแข่งขันอันเกี่ยวข้องกับเรื่องของการเรียน ให้เป็นที่เชิดหน้าชูตาให้กับวงศ์ตระกูล ทำให้คุณชื่นใจ และทำให้คนที่คุณรักชื่นใจ

การงาน ถ้าเกิดคุณเป็นลูกน้องลูกจ้าง การที่จะได้รับการเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง หรือมีโอกาสได้รับการสนับสนุนส่งเสริมจากเจ้านาย ในปีนี้มีความเป็นไปได้อย่างสูงครับ ส่วนใครที่ทำธุรกิจ ทำการค้า แล้วเริ่มต้นทำตั้งแต่ปีที่ผ่านมา ในปีนี้คุณจะประสบความสำเร็จ แล้วนำไปสู่ความร่ำรวย ... ฟันธง เพราะฉะนั้นในสิ่งที่คุณทำ จะประสบความสำเร็จอย่างสูง ขอให้คุณมีความตั้งใจ คนที่เกิดในราศีนี้ ทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเครื่องสำอาง ของสวยงาม ของกินของใช้ จะไปได้ดีครับ

การเงิน เป็นรอบที่ดีที่สุดในรอบ 12 ปี ซึ่งในปีนี้ คุณจะมีเงินเป็นกอบเป็นกำ ได้รับเงินก้อนใหญ่ จะมีความมั่นคงในเรื่องของการเงิน ตั้งแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2550 จนถึงประมาณเดือนเมษายน ปี 2551 คุณจะมีโอกาสได้รับเงินก้อนงาม ขอให้คุณมีความขยัน ขยัน ขยัน แล้วคุณจะรวย ... ฟันธงอีกทีครับ

ความรัก คุณจะมีคู่ที่รู้ใจ ให้กำลังใจ ช่วยเหลือเกื้อกูล ถ้าคุณยังไม่เจอ ก็จะพบเจอในปีนี้ แล้วมีโอกาสจะพบเจอในช่วงต้นปี คนที่มีคู่แล้ว คู่ครองจะช่วยเหลือในเรื่องการงานของคุณได้เป็นอย่างดีครับ เรื่องความรักจะมีความสุขตลอดทั้งปีตามที่ปรารถนา หรือจะมีบุตรเอาไว้สืบวงศ์ตระกูลก็สามารถมีได้ในปีนี้ แล้วคุณจะโชคดีเช่นเดียวกัน

สุขภาพและอุบัติเหตุ ในปีนี้ ไม่มีปัญหาอะไร สุขภาพของคุณมีความแข็งแรง แข็งแรงทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ เมื่อกายดี ใจก็ดี ทุกอย่างดี ไม่มีปัญหาอะไรให้ทุกข์ใจ อุบัติเหตุก็ไม่มี ดวงคนจะดี อะไรก็หยุดไม่ได้ เพราะฉะนั้น ก็ขอให้คุณโชคดีไปตลอดทั้งปีครับ

สิ่งที่ทำแล้วเสริมดวงชะตา เมื่อดวงชะตาของคุณดีแล้ว คุณควรหาโอกาสไปกราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ดวงดี นั้น แปลว่า สดใส เป็นสีทองผ่องอำไพ คุณควรไปกราบสักการะพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เมืองสุโขทัย ศรีสัชนาลัย หรือหาโอกาสไปกรวบหลวงพ่อพระทองคำที่วัดไตรมิตร สิ่งนี้จะทำให้ชีวิตของคุณมีความรุ่งโรจน์ รุ่งเรือง และมีความสดใสตลอดไป ...ฟันธง นี่คือเรื่องราวของคุณที่เกิดในราศีพิจิกตลอดทั้งปีครับ

 

มนุษย์วิวัฒนาการถึงที่สุดแล้ว หมดหนทางคืบหน้า ไปยิ่งกว่านี้อีก

มนุษย์วิวัฒนาการถึงที่สุดแล้ว หมดหนทางคืบหน้า ไปยิ่งกว่านี้อีก [11 ต.ค. 51 - 00:15]

 

ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์เปิดเผยว่ามนุษย์ได้วิวัฒนาการมาจนถึงที่สุดแล้ว

ศาสตราจารย์สตีฟ โจนส์ แห่งคณะพันธุศาสตร์ วิวัฒนาการและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยคอลเลจ แห่งกรุงลอนดอน ผู้บอกข่าวอันน่าเศร้าเรื่องนี้ ก็แสดงความเห็นว่า แต่มันก็ดีเหมือนกัน

ดร.โจนส์กล่าวว่า กลไกการวิวัฒนาการของเผ่าพันธุ์ มนุษย์ได้ค่อยอ่อนลงจนใกล้จะหยุดสนิทลงแล้ว อย่างน้อยในโลกของชาติที่เจริญแล้ว มนุษย์ก็ได้วิวัฒนาการมาจนใกล้โลกที่สมบูรณ์ อย่างที่มันน่าจะเป็นแล้ว

นักวิทยาศาสตร์ผู้มีชื่อเสียงกล่าวว่า จุดเด่นของวิวัฒนาการนั้นมีอยู่ 3 อย่าง เพื่อเป็นการเลือกคัดของธรรมชาติ การกลายพันธุ์ และการเปลี่ยนแปลงตามยถากรรม "ก่อนหน้าเด็กๆ ในสมัยโบราณ จะเจ็บป่วยล้มตายลงตั้งครึ่ง กว่าจะโตมาจนอายุถึง 20 ปี แต่ในโลกตะวันตกของสมัยนี้ เด็กจะอยู่รอดจนถึง อายุ 21 ปี ได้ถึงร้อยละ 98"

เขาชี้ให้เห็นว่า "อายุขัยเฉลี่ยของเราบัดนี้ ถ้าหากรอดพ้นจากอุบัติเหตุและโรคติดเชื้อไปได้ ยังสามารถยืดต่อออกไปได้อีก 2 ปี การเลือกคัดของธรรมชาติ ไม่อาจใช้ความตายมาเป็นเครื่องมืออันช่ำชองได้อีกต่อไป".

 

Monday, November 10, 2008

คำมั่นสัญญาของคู่แท้ "ตาลอบ....ยายทอง"

ภาพถ่ายที่ได้รับรางวัลพูลิเชอร์

กรพรหม แสงอร่าม นักบิ นที่เป็นหมอผ่าตัดหัวใจคนแรก/ ชอบบรรทัดสุดท้าย

กรพรหม แสงอร่าม นักบินคนแรกที่เป็นหมอผ่าตัดหัวใจ [7 ก.ย. 51 - 00:51]

หมอกับนักบิน ไม่น่าจะหลอมรวมอยู่ในคนเดียวกันได้ ถ้าไม่ใช่เพราะความมุ่ง
มั่น อยากทำในสิ่งที่รัก จน
ในที่สุด คุณหมอต้วง-กรพรหม แสงอร่าม นักบินการบินไทย และนักบินเทสต์ ไฟลท์โบ
อิ้ง 777 สามารถ
พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่า คนเราเกิดมาไม่จำเป็นต้องยึดติดกับอาชีพใดอาชีพหนึ่ง
ขอเพียงแต่ใช้ทุกบทบาท
หน้าที่ให้เป็นประโยชน์สูงสุดต่อส่วนรวม... เท่านี้ก็ถือว่าบรรลุความเป็นคน
แล้ว
"หมอต้วง" เป็นลูกชายคนเดียวของอดีตนักจัดรายการชื่อดัง "กรรณิกา ธรรมเกษร"
เขาใฝ่ฝันอยาก
เป็นนักบินตั้งแต่จำความได้ อินสุดๆถึงขนาดที่ว่า แค่ได้เห็นเครื่องบิน, ได้
ยินเสียงเครื่องบิน หรือได้
กลิ่นน้ำมันเครื่องบิน ก็มีความสุขได้ทั้งวัน กระนั้น เนื่องจากที่บ้านมีนัก
บินอยู่แล้ว 5-6 คน ทั้งพ่อ, อา
และอาเขย แถมคุณปู่ยังเป็นทหารบก และนักบินพลเรือน คุณพ่อของเขาจึงอยากให้ลูก
ชายเป็นหมอ
มากกว่านักบิน โดยช่วงที่เอ็นทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย ได้เอารางวัลใหญ่มาล่อ
สัญญาว่าถ้าสอบเข้า
แพทย์ได้ จะซื้อรถให้ขับ ด้วยความที่อยากได้รถ ไม่ได้คิดอะไรไปไกลกว่านั้น ทำ
ให้ "หมอต้วง" มุ
มานะอ่านหนังสือจริงจัง จนเอ็นฯติดคณะแพทยศาสตร์จุฬาฯ เลยจับพลัดจับผลูต้อง
เรียนหมอจนจบ 6 ปี
และไปใช้ทุนอีก 3 ปี ที่ จ.ปราจีนบุรี
ฝันอยากเป็นนักบิน แต่ต้องเรียนหมอรู้สึกเซ็งไหม
ใจจริงอยากสอบเข้าโรงเรียนนายเรืออากาศ แต่พอเอ็นฯติดแพทย์ก็ลองเรียนดู ซึ่ง
ต้องอาศัยความอึด
มาก และไหนๆอุตส่าห์เรียนมาได้จนจบ จึงไม่ อยากทิ้งวิชาความรู้ไปเฉยๆ บอกตัว
เองว่า อย่างน้อย
ก็ควรลองเป็นหมอดูสักตั้งก่อน ส่วนเรื่องเป็นนักบินทำเป็นงานอดิเรกก็ได้
จันทร์ถึงศุกร์ ก็เป็นคุณหมอไป
พอเสาร์อาทิตย์ค่อยขับเครื่องบินเล่น โดยระหว่างที่ไปใช้ทุน 3 ปี กะว่าจะแบ่ง
เวลาไปเรียนขับเครื่อง
บินที่สถาบันการบินพลเรือน อ.หัวหิน
ทุกอย่างเป็นไปตามแผนไหมคะ
ก็ถือว่าใกล้เคียง!! คือได้เรียนบินสมใจ เพียงแต่ต้องขับรถไกลหน่อย เพราะจับ
ฉลากปิงปองได้
จ.ปราจีนบุรี ซึ่งใช้เวลาเดินทางเกือบ 5 ชม. กว่าจะถึงหัวหิน พวกเราเรียก
ธรรมเนียมนี้ว่า จับ
ฉลากปิงปองพาโชค นักเรียนหมอที่จบจากทั่วประเทศพันกว่าคน ต้องมาจับฉลากพร้อม
กันหมด เพื่อเลือก
จังหวัดที่ต้องการไปใช้ทุน วิธีจับฉลากคือ จะเอาลูกปิงปองเขียนแต้มไว้
ตั้งแต่ 10-60 ใส่ไว้ในปี๊บ
ใครจับได้คะแนนเยอะสุด ก็มีสิทธิ์เลือกก่อน ฉะนั้น ต้องคำนวณให้รอบคอบ เพราะ
ถ้าจังหวัดไหนคนแห่
เลือกเยอะ โอกาสของเราก็น้อยลง หรือจังหวัดไหนมีโควตาน้อย โอกาสพลาดก็สูง ตอน
นั้น จ.เพชร
บุรีซึ่งใกล้หัวหินที่สุดรับตำแหน่งเดียว คิดแล้วว่าคงสู้ไม่ไหว เลยถอยไปตั้ง
หลักใหม่
จำได้ว่า วันนั้นเอาแผนที่ประเทศไทย และวงเวียนไปกางเลย รอบแรกอยู่ในรัศมี
2-300 กิโลเมตร
จากกรุงเทพฯ แต่ถ้าหลุดรอบแรกไปแล้วจะเริ่มเขยิบออกไปเรื่อยๆ จนรอบสุดท้าย
โน่นไปตกที่ยะลา
หรือนราธิวาส ก็คุยกับเพื่อนๆว่า ถ้าไม่อยากไปจับรอบสุดท้าย ต้องเลือกเอาที่
เดียวแล้วได้เลย ยอม
เลือกไกลๆหน่อย แต่ขอรอบแรก ตอนนั้น จ.ปราจีนบุรี รับ 9 คน ซึ่งก็ไม่ไกล
จากกรุงเทพฯ และ
ก๊วนผมก็ไปกันได้เกือบหมด เลยตกลงเลือกเหมือนกัน ปรากฏว่าได้ยกกลุ่ม!! ตอน
นั้นมีให้เลือกหลาย
อำเภอ แต่ผมขอไปประจำที่โรงพยาบาลเล็กๆใน อ.บ้านสร้าง เพราะมีโควตาหมอแค่
ตำแหน่งเดียว
จะได้ทำงานรวดเดียว ตั้งแต่จันทร์ถึงศุกร์ ไม่ต้องแบ่งเวรกับหมอคนอื่น พอถึง
วันหยุดก็มีเวลาเรียนบิน
เต็มที่ แถมยังได้เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลด้วย
ปราจีนบุรีกับหัวหินห่างกันตั้งไกล ถอดใจยอมแพ้บ้างหรือเปล่า
ขอให้ได้บิน ทำได้ทุกอย่าง!! ทุกอาทิตย์ผมจะตั้งตารอว่า เมื่อไหร่จะถึงวัน
เสาร์อาทิตย์ เพราะอยาก
ไปหัวหิน อยากเป็นนักบินเร็วๆ ส่วนใหญ่จะออกเดินทางตั้งแต่เย็นวันศุกร์ หรือ
ไม่ก็เช้าวันเสาร์ ขับจาก
ปราจีนบุรีไปหัวหิน ใช้เวลา 5 ชม. เสาร์อาทิตย์หนึ่งบินจริง 2-3 ชม. ที่เหลือ
ก็เรียนทฤษฎี ผมใช้ทุน
ทางบ้านไปเรียนบิน หมดไปเกือบ 3 ล้านบาท ในช่วง 2 ปี
เป็น ผอ.ตั้งแต่อายุ 21 ทำยังไงให้คนซูฮกคะ
ไปอยู่ใหม่ๆ ลูกน้องเกลียดผมมาก!! ช่วง 6 เดือนแรก ไม่มีใครพูดด้วยเลย ต้องไป
ซื้อข้าวกินในตลาด
คนเดียว เดินไปตรงไหน ลูกน้องวงแตกหมด ลือกันว่าผมดุเหมือนหมา!! ที่จริงเราก็
ไม่ได้ตวาดนะ แค่
พูดให้ได้คิดเอง เราอยากพัฒนาโรงพยาบาลให้ดีขึ้น แต่พวกเขาคงเคยชินกับระบบข้า
ราชการเก่าๆ
บางคนอายุมากกว่าพ่อผม คงเปลี่ยนยาก!! ที่จริงผมไม่ได้ไปจู้จี้อะไร แค่จัด
ระเบียบในโรงพยาบาล
ใหม่ เช่น บอกฝ่ายธุรการว่า พอ 8 โมงครึ่งให้ขีดเส้นแดงที่สมุดเซ็นชื่อเข้า
งาน แล้วเอาสมุดมาไว้ที่
ห้องผม ใครมาสายให้มาเซ็นกับผมเอง หรืออย่างพื้นโรงพยาบาลสกปรก มีเศษขยะ ผมก็
หยิบไม้กวาด
มาทำเอง เรียกว่าเป็น ผอ.ต้องทำหมดทุกอย่าง ตั้งแต่ตรวจคนไข้, สั่งยา, บริหาร
โรงพยาบาล
เรื่องส้วมตัน หรือกระโถนคนไข้ ก็ต้องดูแลหมด ทำเยอะมากมีปัญหามาก จนช่วง
หนึ่งรู้สึกท้อแท้ คิดว่า
อ.บ้านสร้างมีหมอมาทั้งปีแล้ว ลองไม่มีหมอบ้างก็คงอยู่ได้ เลยตัดสินใจสมัครไป
เป็นแพทย์อาสา ที่
อ.สุคิริน จ.นราธิวาส เป็นติ่งสุดของประเทศไทย อยู่ที่นั่นได้เกือบเดือน ถึง
กลับมาใช้ทุนต่อ
กลับมาปราจีนบุรีรอบสอง สถานการณ์ดีขึ้นไหม
เหมือนเราได้ ไปชาร์จแบต ทำให้ใจเย็นขึ้น ปัญหาเดิมๆก็ยังมีอยู่ แต่เราพยายาม
ทำทุกอย่างให้ลูกน้อง
เห็นความตั้งใจจริงว่าเราอยากพัฒนาโรงพยาบาลจริงๆ จนช่วงปีสุดท้าย พวกเขา
เริ่มเข้าใจ และงาน
โรงพยาบาลก็ไปได้ดี เราได้รางวัลโรงพยาบาลชุมชนดีเด่นภาคตะวันออก เป็นโรง
พยาบาลขวัญใจ
ประชาชน มีแต่คนขอย้ายเข้าไม่มีออก ตอนหลังลูกน้องทุกคนก็แฮปปี้ ช่วงที่ผม
เป็น ผอ.ได้ทำอะไรไว้
เยอะ รวมถึงการเรี่ยไรเงินชาวบ้านได้ 4 ล้านบาท นำมาขยายโรงพยาบาล และซื้อ
อุปกรณ์การแพทย์
ให้ทันสมัยขึ้น
ใช้ทุนเรียบร้อยแล้ว คราวนี้ได้เป็นนักบินสมใจหรือยัง
ยังติดลมอยู่ เลยเลือกเรียนต่อเฉพาะทางด้านผ่าตัดหัวใจ ที่ รพ.จุฬาฯ อยากเป็น
หมอหัวใจ เพราะ
เมืองไทยยังมีน้อย จะได้ช่วยชีวิตคนเยอะๆ ผมเป็นคนที่ 117 ของประเทศ ก่อน
เรียนผ่าตัดหัวใจต้องปู
พื้นด้วยผ่าตัดทั่วไปก่อน 3 ปี จนจบสอบได้ ถึงมาเรียนผ่าตัดหัวใจอีก 2 ปี ใช้
เวลาคลุกคลีกับการผ่าตัด
อยู่หลายปี ก็เริ่มกลับมาถามตัวเองว่า เราจะยืนผ่าตัดนานๆอย่างนี้จน 60 ไหว
ไหม อย่างธรรมดาๆ
ต้องผ่าตัด 5-6 ชม. เคสที่เคยยืนผ่าตัดนานที่สุด ก็ 18 ชม. เลยกลับไปคิดใหม่
ว่า เรามีใบอนุญาตนัก
บินพาณิชย์อยู่แล้ว น่าจะกลับไปสู้อีกครั้ง ลองสอบนักบินการบินไทยดู ถ้าสอบ
ไม่ได้ก็เป็นหมอต่อไป แต่ถ้า
สอบได้ ค่อยมาคิดว่าอยากเป็นหมอหรือไม่เป็น
เผอิญช่วงสอบการบินไทย ใกล้กับสอบวุฒิบัตรผู้เชี่ยวชาญแพทย์ผ่าตัดหัวใจ ตำรา
แพทย์ที่ต้องอ่านกองสูง
ถึงเอว มีเวลาเตรียมตัวแค่เดือนเดียว ก็ต้องตะลุยอ่านหนังสือสลับไปสลับมา
เช้าอ่านเรื่องเครื่องบิน
กลางคืนอ่านหัวใจ เป็นอย่างนี้ทุกวัน ไม่ออกไปไหน ปรากฏว่าสอบผ่านทั้ง
สองอย่าง โอ้โฮดีใจมาก!!
เชื่อไหมว่าหน้าเรายิ้มอยู่ประมาณเดือนหนึ่ง เรียกว่าตื่นมาหน้าเมื่อยมากเลย
เพราะยิ้มมีความสุขมาก
ที่สอบนักบินได้
แล้วอาชีพหมอละคะ วางมือไปเลยหรือเปล่า
ถึงจะเป็นนักบินการบินไทย แต่งานผ่าตัดหัวใจก็ไม่ได้ทิ้ง เพราะอาจารย์จะโทรมา
ตามให้ไปช่วยตลอด
ช่วยที่ รพ.จุฬาฯ กับนเรศวร พิษณุโลก และช่วงนี้ยังไปช่วยที่ รพ.เด็กด้วย
เพราะในเมืองไทยมีผู้
เชี่ยวชาญด้านนี้น้อยมาก เดือนหนึ่งก็จะผ่าตัดสัก 5 ราย ใช้เวลาช่วงวันหยุด
หรือถ้าฉุกเฉินจริงๆ จะ
ขอลากิจลาป่วย ซึ่งทางการบินไทยก็เข้าใจดี
ทริปแรกที่ได้เป็นนักบินเต็มตัว รู้สึกตื่นเต้นไหมคะ
ทุกอย่างเหมือนฝัน เวลาไปบินไม่เหมือนไปทำงาน เหมือนพักผ่อนมากกว่า ทริปแรก
จำได้ว่าบินไป
ภูเก็ต วิ่งขึ้นตอนกลางคืน อากาศดี ฝนเพิ่งหยุดตก กรุงเทพฯตอนกลางคืนสวย
มาก...โอ้โฮเราได้ขึ้น
มาบิน เครื่องบินใหญ่จริงๆเหรอเนี่ย มีความสุขมาก!! อีกอย่างที่ประทับใจคือ
ในทริปแรกมีสจ๊วตที่เคย
เป็นคนไข้ของผมร่วมบินด้วย เขามีปัญหาเรื่องกล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง และผมเป็น
คนผ่าตัดซ่อมหัวใจให้
เขา ที่ รพ.จุฬาฯ หลังจากนั้นอีก 2 ปี หัวใจที่ซ่อมไว้ก็ไม่ไหวแล้ว ต้อง
เปลี่ยนใหม่ ผมแนะนำให้คนไข้
รอช่วงปีใหม่ เพราะปีใหม่มีอุบัติเหตุเยอะ และก็ได้จริงๆ อาจารย์ผมโทรมาบอก
ช่วงเช้ามืด วันปีใหม่
ว่า ได้หัวใจแล้ว ตอนนั้นผมต้องบินกรุงเทพ-เชียงใหม่ และต่อด้วยกรุงเทพ-ฮานอย
ก็คิดว่าเอาไงดีละ
เลยโทรไปขอลาป่วย บอกตรงๆว่าจะลาไปผ่าตัดคนไข้เป็น พนักงานการบินไทย เขาก็หา
นักบินมาแทน
ให้ คิดไว้แล้วว่า ถ้าหาคนบินแทนไม่ได้จริงๆ จะเรียกคุณพ่อมาบินแทน
เจอเรื่องตื่น เต้นบนเครื่อง บินบ้างไหม
ส่วนใหญ่ เป็นเรื่องอาการป่วยของผู้โดยสาร อย่างไฟลท์ หนึ่งบินไปญี่ปุ่น เกิด
อะไรขึ้นไม่รู้ มีผู้โดยสาร
นอน ป่วยอยู่ท้ายเครื่อง 4-5 คน แอร์โฮสเตสไปตามผมมาดูอาการ เพราะรู้ว่าเป็น
หมอด้วย ผมยัง
แซวว่า นี่เครื่องบิน หรือโรงพยาบาลกันแน่ โชคดีที่ตรวจดูแล้ว ไม่มีใครเป็น
อะไรมาก ส่วนอีกไฟลท์ไป
ญี่ปุ่นเหมือนกัน มีผู้โดยสารปวดท้องมาก ไม่สบาย ก็ประกาศหาหมอในเครื่อง
ปรากฏว่าเจอแต่นาง
พยาบาลญี่ปุ่น เขาก็มาช่วยดู ตรวจเสร็จเรียบร้อย บอกเขาให้ช่วยฉีดยาคนไข้ แถม
ยังสั่งด้วยว่า ให้วัด
ความดันทุก 15 นาทีในช่วงแรก และช่วงต่อไปวัดทุก 1 ชม. เขาก็พยักหน้างงๆ แต่
ก็เต็มใจทำ พอ
เรากลับเข้าไปบินต่อ ถึงค่อยนึกได้ว่า เขาเป็นผู้โดยสารบิสซิเนสคลาส นะ ไปใช้
เขาได้ยังไง
ตั้งแต่เป็นนักบินมาเคยประสบอุบัติเหตุไหมคะ
เป็นนักบินการบินไทยมา 6-7 ปี ยังไม่เคยเจออุบัติเหตุ เพราะถ้ามีพายุก็จะวน
เครื่องบินรอ ไม่ฝืนเอา
เครื่องบินลง แต่เคยเจออุบัติเหตุใหญ่ ตอนเรียนขับเฮลิคอปเตอร์ ตอนนั้น
อาจารย์ปล่อยให้บินเดี่ยวครั้ง
แรก เรากำลังคึกก็บินออกไปเลยด้วยความมั่นใจ ปรากฏว่าบินออกไปได้ไม่เท่าไหร่
เครื่องบินหมุน
ติ้วๆๆ ไม่หยุด ประมาณสัก 7 วินาที เครื่องก็เสียระยะ ค่อยๆหล่นลงมาเรื่อยๆจน
จะถึงพื้นอยู่แล้ว ด้วย
ความที่ประสบการณ์น้อย ทำให้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น รู้สึกแต่ว่าเราจะตายอยู่
แล้ว สักพักถึงได้ตั้งสติและ
นึกถึงคำพูดครูว่า ถ้าไม่รู้อะไร ให้ลดมุมปะทุหลัก และรีบจูนหัวขึ้นให้มี
ฟอร์เวิร์ด สปีด แล้วจะรอด เรา
ก็ลองทำทีละขั้นตอน ปรากฏว่าหลุดออกมาได้ เป็นครั้งที่เฉียดตายที่สุดแล้ว
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ขนลุก
จนเจ็บไปทั้งตัว!! ตั้งแต่นั้นมา ก็เลยได้บทเรียนว่า จะเป็นนักบินที่ดีต้องมี
สติ, มีไหวพริบ, ไม่แหกกฎ,
มีการตัดสินใจที่ดี ช้าไปก็ไม่ดี เร็วไปก็ไม่ดี ต้องรู้จักประมวลเหตุการณ์
อะไรหลายๆอย่างมาตัดสินใจ
เพื่อหาทางออกดีที่สุด
ความสุขของการเป็นหมอกับนักบินแตกต่างกันอย่างไรคะ
ผมว่าหมอกับนักบินคล้ายคลึงกันนะ ตอนเป็นหมอ เราจะมีความสุขทุกครั้งที่ได้
เห็นคนไข้เดินกลับบ้าน
อย่างปลอดภัย และมีญาติมารับ ส่วนเป็นนักบิน ก็รู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่ได้
เห็นผู้โดยสารเดินลงจากเครื่อง
และถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพ เรียกว่าเป็นความสุขใจที่ได้เห็นคนเดินจากไป
ผมว่าถ้าเราเรียนจบหมอ แล้วคิดอยู่อย่างเดียวว่าต้องผ่าตัดคนไข้ ไม่ยอมทำ
อย่างอื่น วันหนึ่งก็ต้องถึง
ทางตัน เชื่อสิว่า คนเราเกิดมาต้องทำทุกอย่างทุกบทบาทที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม
อย่างตอนนี้ ผมได้นำ
ความรู้ด้านการแพทย์มาช่วยนักบินการบินไทย ในกลุ่มงานติดตามดูแลเวชศาสตร์นัก
บิน มีหน้าที่ให้คำแนะ
นำวิธีรักษาที่ดีที่สุด และติดต่อประสานงานกับสถาบันวิทยาศาสตร์การบิน รวม
ทั้งเตรียมความพร้อมทาง
การแพทย์บนเครื่องบิน และรณรงค์เรื่องการออกกำลังกายของนักบิน
เกิดเป็นคนทั้งที ต้องไม่หายใจทิ้งไปวันๆ!!

Wednesday, November 5, 2008

ฝึกสุนัขขั้นพื้นฐาน เพื่อการอยู่ร่วมกัน

ฝึกสุนัขขั้นพื้นฐาน เพื่อการอยู่ร่วมกัน

ความ สำคัญในการเลี้ยงสุนัขอีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ การฝึกหัด เพื่อให้สุนัขมีระเบียบวินัยในการอยู่ร่วมกับคนอย่างมีความสุข การฝึกสุนัขมีหลายอย่าง เช่น การฝึกใช้งานต่างๆ ฝึกประกวด ฝึกให้เรียนรู้เรื่องที่จำเป็น การฝึกประการหลังสุดน่าจะมีความหมายและจำเป็นมาก เนื่องจากการฝึกประการแรกๆ เป็นการฝึกเพื่อวัตถุประสงค์บางอย่าง แต่การฝึกประการสุดท้ายที่กล่าวเป็นการฝึกเพื่อให้สุนัขกับคนอยู่ด้วยกัน และยังเป็นพื้นฐานในการฝึกชั้นสูงต่อไปอีกด้วย

สุนัขที่มีความ สามารถรับการฝึกต่างๆ ได้ตั้งแต่การใช้งานขั้นพื้นฐานนั้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นสุนัขสายการใช้งาน เสมอไป สุนัขอื่นก็สามารถรับการฝึกสอนได้เช่นกัน ขึ้นอยู่ที่ผู้ฝึกจะมีทักษะการฝึกมากน้อยประการใด การฝึกสุนัขจึงต้องเริ่มที่ผู้ฝึกก่อนเป็นประการแรก คุณสมบัติของผู้ฝึกสุนัขจะต้องเป็นคนที่ใจเย็น มีความสุขุมรอบคอบ รู้จักเหตุและผล ไม่วู่วามโหดร้ายและที่สำคัญไม่ควรลงโทษสุนัขเมื่อสุนัขไม่สามารถทบทวนบท เรียนได้ดังใจ เข้าใจการทำงาน รู้จักใช้จิตวิทยาในการฝึกสอน และรู้ความต้องการของสุนัขในบางขณะที่ฝึกหัด

อุปกรณ์ในการฝึกสุนัข ก็เป็นสิ่งจำเป็นรองลงมา ได้แก่ โซ่คอ สายจูง สำหรับสุนัข ส่วนที่จำเป็นใช้สำหรับผู้ฝึกได้แก่ หมวกกันความร้อน รองเท้าผ้าใบ เสื้อผ้าที่รัดกุม ผ้าขนหนูสำหรับเช็ดเหงื่อ น้ำดื่ม และช่วงเวลาที่เหมาะสม

การ ฝึกสุนัข ท่านสามารถฝึกสอนสุนัขได้ทุกสายพันธุ์ ทั้งพันธุ์เล็ก และพันธุ์ใหญ่ พันธุ์ต่างประเทศหรือพันธุ์ไทย แม้กระทั่งพันทาง โดยไม่มีข้อจำกัดเรื่องเพศ แต่ส่วนที่ต้องคำนึงถึง ได้แก่ อายุของสุนัข กล่าวคือ ถ้าสุนัขอายุอ่อน หรือแก่เกินไปก็ไม่สามารถรับการฝึกได้เต็มประสิทธิภาพ สุนัขที่จะรับการฝึกสอนได้เป็นอย่างดี ได้แก่ สุนัขที่อยู่ในวัยรุ่น และวัยเจริญพันธุ์หรืออยู่ในวัยที่มีอายุระหว่าง 6-7 เดือน และสูงสุดไม่ควรเกิน 8-9 ปี แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมเรื่องสุขภาพของสุนัขด้วย สุนัขจะต้องมีสุขภาพที่แข็งแรง ร่าเริง แจ่มใส และมีขนาดตัวที่พอเหมาะจึงจะทำการฝึกได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งนี้รวมถึงตัวผู้ฝึกด้วยที่ต้องมีร่างกายที่แข็งแรง และอยู่ในวัยฉกรรจ์ มีใจรักสุนัข รักการฝึกสุนัข ได้รับการฝึกสอนเกี่ยวกับการฝึกสุนัขมาก่อน ทั้งจากการเรียนรู้ด้วยตนเองและมีผู้แนะนำ

เริ่มต้นการฝึก ให้ท่านเลือกวันที่มีอากาศแจ่มใส ช่วงเวลาบ่ายๆ ที่แดดไม่ร้อนจัด สนามฝึกควรเป็นสนามหญ้า หรือสนามดินที่ปรับให้เรียบไม่ขรุขระเป็นหลุ่มเป็นบ่อ มีพื้นที่กว้างขวางพอที่จะวิ่งหรือเดินวนรอบๆ ได้เป็นอย่างดี นำสุนัขมาใส่โซ่คอ และสายจูงให้เรียบร้อย การฝึกสุนัขต้องให้สุนัขอยู่ทางด้านซ้ายของผู้ฝึก โดยให้ใช้คำพูดว่า "ชิด" พร้อมกับตบมือซ้ายกับขากางเกงด้านซ้ายให้สุนัขรู้ตัว ถ้าสุนัขยังไม่รู้ ให้จัดให้สุนัขยืนชิดทางด้านซ้ายให้เรียบร้อย เมื่อเรียบร้อยดีแล้วให้ผู้ฝึกก้าวขาออกเดินไปข้างหน้าพร้อมกล่าวคำว่า ชิด ไปตลอดทาง หรือตลอดเวลา และให้ตบมือกับกางเกงไปพร้อมกันด้วย ให้ทำซ้ำๆ กันหลายๆ ครั้ง จนแน่ใจว่าสุนัขเข้าใจ และทำได้ด้วยตนเองจึงฝึกในขั้นตอนต่อไป

เริ่มต้นด้วยการให้สุนัข อยู่ทางด้านซ้ายของผู้ฝึก โดยให้ใช้คำว่า ชิด เหมือนเดิม เมื่อเห็นว่าเรียบร้อยดีแล้วให้ออกคำสั่งใหม่ว่า "นั่ง" สุนัขต้องนั่งลงต่อจากท่ายืนทางด้านซ้ายของผู้ฝึก ถ้าสุนัขยังไม่สามารถทำได้ ให้ผู้ฝึกดึงสายจูงให้สูงขึ้นพร้อมกดสะโพกส่วนที่อยู่เหนือโคนหางลง เพื่อให้สุนัขนั่งลงให้ได้ พร้อมทั้งออกคำสั่งนั่งไปด้วยกัน เมื่อสุนัขนั่งลงแล้วให้กล่าวชมว่าดี ดีมาก โปรดจำไว้ว่าเมื่อสุนัขทำได้ตามคำสั่งทุกครั้งให้ผู้ฝึกกล่าวชมเชยสุนัขว่า ดี ดีมาก พร้อมกับตบเบาๆ ที่บ่าหน้าของสุนัขเพื่อเป็นการให้กำลังใจ สุนัขจะเข้าใจและภูมิใจในการกระทำของตน ให้ทำซ้ำๆ อย่างนี้หลายๆ ครั้ง จนกว่าสุนัขจะเข้าใจ และสามารถทำได้ด้วยตนเองเมื่อผู้ฝึกออกคำสั่ง

ท่าน ผ่านมาได้ครึ่งทางแล้ว และสามารถทำให้สุนัขของท่านฝึกมาได้สองคำสั่งแล้ว ให้ทบทวนใหม่ โดยเริ่มด้วยคำสั่ง "ชิด" แล้วตามด้วยคำสั่ง "นั่ง" เมื่อสุนัขทำได้ทั้งสองคำสั่งเป็นอย่างดีแล้วให้กล่าวชมเชยว่าดี ดีมาก แล้วเริ่มฝึกคำสั่งต่อไป ได้แก่ คำสั่งว่า "หมอบ" โดยให้เริ่มด้วยคำสั่งชิด และนั่ง

สุนัขอยู่ในท่านั่งด้านซ้ายของ ผู้ฝึกให้ผู้ฝึกออกคำสั่งว่า "หมอบ" สุนัขต้องหมอบลงทางด้านซ้ายของผู้ฝึกทันที ถ้าสุนัขยังไม่ปฏิบัติตามให้ผู้ฝึกดึงสายจูงลงกับพื้นพร้อมทั้งกดตัวสุนัข ให้หมอบลงแล้วจัดท่าทางให้ดี เมื่อเรียบร้อยแล้วให้ชมสุนัขว่าดี ดีมาก ทำซ้ำๆ กัน เพื่อให้สุนัขเข้าใจและสามารถทำได้เอง ให้ฝึกต่อโดยเริ่มใหม่ในขั้นตอนเดิมว่า ชิด นั่ง และหมอบ ซึ่งเป็นคำสั่งชุดเดียวกัน ให้สุนัขเข้าใจและทำได้โดยไม่ติดขัด ผู้ฝึกต้องกล่าวชมเชยสุนัขทุกครั้งที่มันสามารถทำได้อย่างดี

ท่าน ผ่านมาแล้วสามคำสั่ง และสุนัขก็สามารถทำได้ด้วยดี ทำให้ทั้งสุนัขและผู้ฝึกมีกำลังใจมากขึ้น เมื่อฝึกมาถึงขั้นนี้แล้วให้พักได้ระยะหนึ่ง จำไว้ว่าการพักระหว่างการฝึกเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นมาก ให้ผู้ฝึกพิจารณาว่าสมควรพักเมื่อไร ก็ให้พักได้ตามอัธยาศัย โดยให้สังเกตสุนัขที่กำลังฝึกอยู่ด้วยว่ามีอาการเหนื่อยหรือเบื่อบ้างหรือ ไม่ ถ้าเห็นว่าเหนื่อยแล้วก็ให้พักทันที หลังพักแล้วให้เริ่มฝึกใหม่โดยให้เริ่มใหม่ในขั้นตอนแรกและจบลงที่ขั้นตอน สุดท้ายที่ฝึกค้างไว้ สังเกตให้ดีว่าสุนัขทำได้เรียบร้อยดีแล้ว ก็ให้เริ่มฝึกในขั้นตอนต่อไป ได้แก่ คำสั่งว่า "คอย"

การฝึกในคำ สั่ง "คอย" ให้ท่านเปลี่ยนสายจูงให้ยาวขึ้นอีก 2-3 เท่า ของสายเดิม โดยให้สุนัขเริ่มต้นจากท่าหมอบที่อยู่ทางด้านซ้ายของผู้ฝึก และออกคำสั่งว่า "คอย" ให้ผู้ฝึกก้าวเท้าซ้ายไปข้างหน้า 1 ก้าว พร้อมกลับหลังหันมาทางสุนัขที่หมอบอยู่ ออกคำสั่งว่า คอย ให้ทำมือในท่าห้ามยื่นไปข้างหน้าสุนัข ซึ่งอยู่ในท่าหมอบและแหงนหน้ามองผู้ฝึกตาแป๋ว เมื่อสุนัขทำได้แล้วให้กล่าวชมว่าดี ดีมาก พร้อมทั้งก้าวถอยหลังไปสัก 1-2 ก้าว และทำมือในทางห้ามไปข้างหน้าด้วยกล่าวคำว่า คอย ไปด้วย ปกติแล้วสุนัขมักจะขยับเพื่อจะลุกตามไป ให้ท่านกล่าวคำว่าคอยๆ ซ้ำๆ กัน และพยายามจัดให้สุนัขคอยอยู่ที่เดิมในท่าหมอบ เมื่อสุนัขทำได้ดีแล้วให้กล่าวชมว่า ดี ดีมาก และให้เพิ่มระยะคอยให้มากขึ้นเป็นลำดับ พร้อมทั้งให้ก้าวให้ห่างออกไปจนสุดสายจูง และทำมือในท่าห้ามไปพร้อมกันด้วย

ท่านฝึกสุนัขของท่านครบกระบวนท่าของการฝึกขั้นพื้นฐานไปเรียบร้อย แล้ว ได้กล่าวไว้แต่ต้นแล้วว่า การฝึกขั้นพื้นฐานนี้เป็นการฝึกเริ่มต้นของการฝึกในขั้นสูงต่อไป เนื่องจากไม่ว่าจะเป็นการฝึกใช้งานประเภทไหน สุนัขต้องผ่านการฝึกขั้นพื้นฐานนี้มาก่อนด้วยกันทั้งสิ้น เพราะการเชื่อฟังคำสั่งขั้นพื้นฐานนี้จะทำให้สุนัขเข้าใจคำสั่งต่างๆ ที่จะต้องนำมาปฏิบัติอย่างต่อเนื่องต่อไปในการฝึกชั้นสูงเพื่อการใช้ งานอย่างมีระบบ และระเบียบวินัยที่ดี

นอกจากการฝึกขั้นพื้นฐานดัง กล่าวแล้ว สุนัขที่ดีและจะสามารถอยู่ร่วมกับคนเลี้ยงหรือเจ้าของได้อย่างมีความสุข ต้องผ่านการฝึกให้อยู่ตามลำพังได้อีกด้วย เช่น การอยู่ในกรง การกินอาหาร การถ่ายให้เป็นที่เป็นทาง เนื่องจากในบางขณะผู้เลี้ยงอาจต้องการความเป็นส่วนตัวและต้องการให้สุนัขของ เขาอยู่ให้เป็นที่เป็นทาง เช่น อยู่ในกรงได้โดยไม่เห่าเสียงดัง หรือร้องโหยหวนให้เป็นที่น่ารำคาญทั้งตัวเองและเพื่อนบ้านใกล้เคียง ดังนั้น การฝึกให้สุนัขได้อยู่ในกรงอย่างมีความสุขจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

สุนัขปกติชอบอยู่ใกล้เจ้าของ การให้อยู่ในกรงตามลำพังแรกๆ อาจร้องกวนและไม่ยอมที่จะอยู่ง่ายๆ จนบางคนใจอ่อนไม่กล้าขังสุนัขไว้ในกรงตามลำพัง ทำให้สุนัขเสียนิสัย ดังนั้น ต้องฝึกให้สุนัขอยู่ในกรงให้ได้ จิตวิทยาอย่างหนึ่งของการฝึกให้สุนัขอยู่ในกรง ได้แก่ ต้องให้สุนัขมีความรู้สึกว่ากรงนั้นเป็นที่ปลอดภัย และดีที่สุดสำหรับตัวสุนัขเองให้มากที่สุด และที่สำคัญตัวท่านเองต้องใจแข็งไม่ใจอ่อนให้สุนัขหลอกได้ว่าไม่มีความสุข เมื่ออยู่ในกรง สุนัขที่อยู่ในกรงตามเวลาที่กำหนดจะเป็นสุนัขที่มีระเบียบวินัยที่ดี มันจะรู้ว่าตอนไหนต้องอยู่ในกรง เวลาไหนจะได้ออกจากกรง ทั้งนี้ อยู่ที่ท่านเป็นผู้กำหนดและตัวท่านเองจะต้องตรงต่อเวลาให้มาก ถึงเวลาต้องขังก็ขัง ถึงเวลาปล่อยก็ปล่อย การขังสุนัขให้อยู่ในกรงตามเวลายังทำให้ท่านได้สิ่งที่ท่านต้องการอีกมากมาย เช่น การได้อยู่อย่างเป็นส่วนตัว สุนัขจะขับถ่ายเป็นเวลาไม่ทำความสกปรกให้ท่านต้องเช็ดล้าง สุนัขได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ รวมทั้งตัวท่านเองด้วย แรกๆ สุนัขอาจไม่ยอม แต่พอเวลาผ่านไปสักระยะสุนัขจะเริ่มเห็นว่ากรงของมันนั้นน่าอยู่ และจะชอบอยู่ในกรง สุนัขที่บ้านผม ประมาณ 50-60 ตัว จะเลี้ยงไว้ในกรงเป็นส่วนใหญ่ และทุกตัวมีกรงเป็นของตนเองเฉพาะทุกตัว พร้อมทั้งมีชื่อให้เรียกด้วย ถึงเวลาปล่อยให้ออกมาวิ่งเล่นและถ่ายทุกข์ พอได้เวลาเรียกเข้ากรงทีละตัวทุกตัวจะรู้ว่ากรงของตนนั้นอยู่ที่ไหน จะวิ่งไปรอหน้ากรง ผมเพียงแต่เปิดประตูกรงและปิดเวลามันเข้าไปแล้วเท่านั้น หลังจากนั้น ผมก็จะมีเวลาทำอย่างอื่นได้อย่างสบาย ไม่มีสุนัขมาคอยจ้อง พอถึงเวลาก็ไปเปิดกรงให้ออกมาทำอย่างนี้เป็นประจำทุกวัน เช้าเย็นสุนัขทุกตัวจะทราบดี พอถึงเวลาไม่ไปเปิดกรงมันจะเห่าเรียกและร้องกวนทันที ท่านทนได้ไหมเสียงสุนัขร้องพร้อมกันทีเดียว 50-60 ตัว ท่านก็คิดดูเองว่ามันจะดังระบบไฮไฟสักขนาดไหน บางครั้งก็มีมิติซ้ายขวาไม่ต่างไปจากเสียงสเตอริโอของเครื่องเสียงชั้นดีสัก เท่าไหร่

การฝึกสุนัขให้ได้ดีมีเคล็ดลับอยู่อีกอย่าง ถ้าไม่นำมาเล่าผู้รู้อาจหาว่าผมโมเมไปลอกเขามาก็ได้ ที่จริงต้องขอเรียนให้ทราบไว้ ณ ที่นี้เสียเลยว่า บทความของผมทุกบทความที่เขียนขึ้นมานี้ ไม่มีวันไปซ้ำกับของใคร เนื่องจากไม่ได้ลอกเลียนมาจากที่ไหน ผมเขียนขึ้นมาจากประสบการณ์จริง ที่ผมได้สัมผัสมาด้วยตนเองทั้งสิ้น และก็เชื่ออีกว่าประสบการณ์ของผมนั้นคงไม่ไปซ้ำกับของใครเป็นแน่ เนื่องจากต่างกันทั้งตัวบุคคล ต่างกันทั้งช่วงเวลา และที่สำคัญเหตุการณ์ที่ผมนำมาเล่า ถ้ายังไปซ้ำกันอีก ผมว่าคงถูกรางวัลที่ 1 เป็นแน่ หรือรางวัลที่ 1 ยังอาจถูกง่ายกว่าเสียอีกก็เป็นได้ครับ

เคล็ด ลับของการฝึกสุนัข ได้แก่ การกล่าวคำชม และแสดงความเมตตากับสุนัขที่สามารถทำตามคำสั่งได้ เช่น ดี ดีมาก แล้วใช้มือลูบหน้าลูบหลัง การให้รางวัลอย่างอื่นนั้นท่านทำได้บ้างแต่ต้องอยู่ในดุลพินิจ เนื่องจากระหว่างฝึกถ้าท่านให้รางวัลเป็นอย่างอื่น เช่น อาหาร เมื่อท่านไม่มีอาหารสุนัขก็จะไม่ทำตาม แต่การให้รางวัลด้วยคำพูดว่า ดี ดีมากนั้น ไม่มีวันหมด และสามารถให้ได้ทุกเวลาที่สุนัขทำได้ตามคำสั่ง การใช้เสียงในการชมหรือดุ ท่านต้องใช้ให้ถูกต้องด้วย การกล่าวชมปกติต้องเป็นเสียงสูง เช่น ดี ดีมาก เมื่อสุนัขทำได้ตามคำสั่ง การดุสุนัขเมื่อสุนัขดื้อ หรือทำผิด ปกติต้องใช้เสียงต่ำ ได้แก่ อย่า ไม่ เป็นต้น ส่วนคำสั่งให้ทำตาม เช่น ชิด นั่ง หมอบ คอย ต้องใช้เสียงปกติ สุนัขทุกตัวไม่สามารถฟังภาษาคนได้รู้เรื่อง แต่ที่มันปฏิบัติตามคำสั่งได้ไม่ผิดเพี้ยนนั้น มันฟังจากน้ำเสียงในการสั่งมากกว่า มันรู้ว่าถ้าเป็นเสียงสูงเป็นการกล่าวชม ได้แก่ ดี ดีมาก เสียงต่ำเป็นการตำหนิหรือคำดุ ได้แก่ อย่า ไม่ และถ้าเป็นเสียงธรรมดาเสียงปกติก็จะเป็นคำสั่งให้ปฏิบัติ ได้แก่ ชิด นั่ง หมอบ และคอย ประกอบด้วยท่าทางที่สุนัขคุ้นเคย

ถ้าท่านสามารถทำได้ เช่นที่ว่านี้ เชื่อว่าสุนัขของท่านจะต้องเป็นสุนัขแสนรู้ได้ไม่ยาก และคนที่ไม่รู้ก็จะกล่าวว่าสุนัขตัวนี้มันรู้ภาษาคน ทำให้ท่านภูมิใจและยิ้มแก้มแทบปริได้ไม่ยาก ไม่แน่ถ้าร่ำลือกันมากๆ ต่อๆ ไปไม่นาน สุนัขของท่านอาจกลายเป็นสุนัขวิเศษเหาะได้ในพริบตา จำไว้ครับ เลี้ยงสุนัขต้องฝึกให้มันรู้เรื่อง รู้จักคำสั่ง และสามารถปฏิบัติได้ สวัสดีครับ...



**ขอขอบคุณ สุนัขนายแบบจาก ทรงไทยทัวร์ฟาร์ม จังหวัดปทุมธานี โทร. (081) 331-8004, (087) 088-7910 หรือ (02) 998-3961

 

Monday, November 3, 2008

ปริศนาว่าด้วยที่มา... ประเพณีลอยกระทง

ปริศนาว่าด้วยที่มา... ประเพณีลอยกระทง

[Image]

วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำนองเต็มตลิ่ง นี่คือสัญญาณบอกว่า เราทั้งหลายชายหญิงไปลอยกระทงกัน เถิดจ้า

ก่อนที่จะลอยกระทง เคยสงสัยกันไหมว่า ประเพณีนี้มีความเป็นมาอย่างไร เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อใด ?

วัน ลอยกระทงจะตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตาม ปฏิทินจันทรคติไทย มักอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายนตามปฏิทินสุริยคติ ประเพณีนี้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ และขอขมาต่อพระแม่คงคา มีบางความเชื่อเชื่อกันว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทที่ริมฝั่งแม่น้ำนัม ทามหานที มีบางความเชื่อที่เชื่อว่าเพื่อบูชาพระเป็นเจ้าทั้งสาม คือพระอิศวร พระ นารายณ์ และพระพรหม ตามประเพณีพราหมณ์ และก็มี บางความเชื่อเชื่อว่า เป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์หรือ พระมหาสาวก

สำหรับ ราชอาณาจักรไทยเชื่อกันว่า ประเพณีลอยกระทงเริ่มขึ้นครั้งแรกในสมัยกรุงสุโขทัย เรียกว่า พิธีจองเปรียง ซึ่งเป็นการลอยพระประทีป ต่อมานางนพมาศ สนมเอก ของพระร่วง ได้นำดอกโคทมซึ่งเป็นดอกบัวที่บานเฉพาะ วันเพ็ญเดือนสิบสองมาใช้ใส่เทียนประทีป ดัดแปลงเป็นรูปกระทงดอกบัวแทนการลอยโคม เพื่อเป็นการสักการะรอยพระพุทธบาทที่แม่น้ำนัมทามหานทีซึ่งเป็นแม่น้ำสาย หนึ่ง ของประเทศอินเดีย

พระร่วงทรงให้ลอยกระทงไปตามสายน้ำ ในหนังสือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ พระร่วงตรัสว่า "แต่นี้สืบไปเบื้องหน้า โดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศ ถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน 12 ให้ทำโคมลอย เป็นรูปดอกบัวอุทิศสักการะบูชาพระพุทธบาทนัมทามหานทีตราบเท่ากัลปาวสาน" กาลต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์มีการทำกระทงขนาดใหญ่และสวยงาม ดังพระราชพงศาวดารของเจ้าพระยาทิพาราชวงศ์ว่าไว้ "ครั้นมาถึงเดือน 12 ขึ้น 14 ค่ำ 15 ค่ำ แรมค่ำหนึ่งพิธีจองเปรียงนั้น เดิมได้โปรดให้ขอแรงพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้า ฝ่ายใน และข้าราชการที่มีกำลังพาหนะมาทำกระทงใหญ่ ผู้ถูกเกณฑ์ต่อเป็นถังบ้าง ทำเป็นแพหยวกบ้าง กว้าง 8 ศอกบ้าง 9 ศอกบ้าง กระทงสูงตลอดยอด 10 ศอก 11 ศอก ทำประกวด ประขันกันต่างๆ ทำอย่างเขาพระสุเมรุทวีปทั้ง 4 บ้าง และทำเป็นกระจาดชั้นๆ บ้าง วิจิตรไปด้วยเครื่องสด คนทำก็นับร้อย คิดในการลงทุนทำกระทงทั้งค่าเลี้ยงคนและพระช่าง เบ็ดเสร็จก็ถึง 20 ชั่งบ้าง ย่อมกว่า 20 ชั่งบ้าง"

ถ้าศึกษาจากภาพจิตรกรรมการสร้าง กระทงแบบต่างๆ ในสมัยรัชกาลที่ 3 ก็จะเห็นภาพตรงกันว่า ประเพณีนี้ ได้รับความนิยมมาตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์จวบจนมาถึงปัจจุบัน (หน้าพิเศษ Amazing Thailand)