<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-1714414528364622293</id><updated>2012-01-03T04:43:08.389-08:00</updated><category term='พอ'/><category term='นิรุตติ์ ศิริจรรยา'/><title type='text'>Life Update</title><subtitle type='html'>Life, Dharma, Ethic, Social Responsibility, Family, Great People</subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://life-update.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1714414528364622293/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://life-update.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><link rel='next' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1714414528364622293/posts/default?start-index=101&amp;max-results=100'/><author><name>pairoj</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>198</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1714414528364622293.post-4501780586222315458</id><published>2011-12-17T10:17:00.001-08:00</published><updated>2011-12-17T10:17:34.189-08:00</updated><title type='text'>การวิเคราะห์จริตมนุษย์ 6 ประเภท</title><content type='html'>การวิเคราะห์จริตมนุษย์ 6 ประเภท	          	     		            &lt;table class="contentpaneopen" border="0" cellpadding="0" cellspacing="1" width="100%"&gt;&lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;     &lt;td align="left" valign="top" width="70%"&gt;       	&lt;br&gt;&lt;/td&gt;     &lt;td align="right" valign="top"&gt; 	    &lt;br&gt;&lt;/td&gt;   &lt;/tr&gt;    &lt;tr&gt; 	&lt;td colspan="2" valign="top"&gt;  	    &lt;br&gt;&lt;/td&gt;   &lt;/tr&gt;   &lt;tr&gt;     &lt;td colspan="2" valign="top"&gt; 	  &lt;font size="4"&gt; &lt;/font&gt;&lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เราคงจะได้ยินกันบ่อยว่า&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; &lt;font color="#0066cc" face="courier new, courier, mono"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;&lt;strong&gt;สามีหรือภรรยา&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt; &lt;/font&gt;ต่างไม่เข้าใจกันแม้จะอยู่ด้วยกันมานับสิบๆปี หรือ &lt;font color="#0066cc"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;&lt;strong&gt;พ่อแม่&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt; &lt;/font&gt;มาบ่นให้ผู้เขียนฟังว่าไม่ค่อยเข้าใจ &lt;font color="#0066cc"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;&lt;strong&gt;ลูก&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt;&lt;em&gt; &lt;/em&gt;&lt;/font&gt;เลย ทำไมถึงมีพฤติกรรมแปลกๆ ส่วนในที่ทำงาน หลายคนกำลังกลุ้มกับ &lt;font color="#0066cc"&gt;&lt;font face="courier new, courier, mono"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;&lt;strong&gt;หัวหน้า&lt;/strong&gt;&lt;/font&gt; &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;ที่ดูเหมือนจะศรศิลป์ไม่กินกัน จนแทบอยากจะลาออกจากงาน ส่วนหัวหน้าก็กลุ้มใจกับ &lt;font color="#0066cc"&gt;&lt;font face="courier new, courier, mono"&gt;ลูกน้อง&lt;/font&gt;&lt;em&gt; &lt;/em&gt;&lt;/font&gt;ที่ ดูเหมือนจะสั่งงานไม่ไป พูดอย่างไปอีกอย่าง  หนังสือเล่มนี้จะช่วยให้เราเข้าใจบุคคลที่อยู่รอบตัวท่านได้ดีขึ้น  ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากการที่ &lt;font face="courier new, courier, mono"&gt;&lt;font color="#0066cc"&gt;&lt;strong&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;คนเรามักมองตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล&lt;/font&gt;&lt;/strong&gt; &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;และ มองออกไปหาคนอื่น เราแทบไม่ได้คิดจากคนอื่นกลับมาหาเรา  หรือถ้าคิดก็มักคิดว่า ทุกคนต้องคิดเหมือนเราทำเหมือนเรา  ถ้าไม่ทำอย่างอย่างที่เราคิดหรือคาดหวังว่าจะทำแล้วก็จะรู้สึกไม่สบอารมณ์ &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;font size="4"&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ที่จริงแล้ว&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; มนุษย์เราแต่ละคนมีระบบความคิด ระบบการมองโลกที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แม้ว่าจะเป็นพี่น้องกัน หรือว่าอยู่ในครอบครัวเดียวกัน &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;การที่เราสามารถเข้าใจระบบการมองโลกและระบบความคิดของเขา&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เราสามารถอ่านใจสามีหรือภรรยา&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  ลูก หัวหน้าหรือลูกน้องได้ เราสามารถคาดว่าถ้าเราพูดอย่างนี้  เขาจะโต้ตอบมาว่าอย่างไร จะไม่มีการแปลกประหลาดใจ  โดยเฉพาะผู้เป็นคุณพ่อคุณแม่จะได้เข้าใจถึงลูกของตัวเองดีขึ้น  หัวหน้าจะได้มอบหมายลูกน้องให้ทำงานตรงกับลักษณะนิสัย  จะได้ไม่ประหลาดใจกับผลที่ได้เมื่อสั่งงานไปแล้ว  ส่วนหากเราเป็นลูกน้องก็จะสามารถเข้าใจนายว่าทำไม่เขาถึงพูดถึงทำเช่นนั้น  และเราจะมีทางหนีทีไล่ได้อย่างไรเมื่อไปเจอกับหัวหน้ารูปแบบแตกต่างๆ&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;หากคนเรามี ความเข้าใจกันแล้ว สามารถคาดคะเนพฤติกรรมของกันละกันแล้ว  รู้ว่าจะพูดอย่างไรทำเช่นไรกับคนประเภทต่างๆ แล้ว  ความขัดแย้งก็จะลดน้อยหายไป ในทางกลับกัน เราจะรู้สึกสงสารเห็นใจ  รู้จักจักประนีประนอม ถนอมน้ำใจคนอื่น เพื่อให้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;&lt;font size="3"&gt;ที่สำคัญที่ สุด เราจะได้รู้จักตัวเองดีขึ้นว่า เราเป็นคนเช่นไร  คนเราส่วนใหญ่มองตัวเองไม่ออก เพราะเรามักจะมองออก  เราไม่คอยได้มองกลับมาหาตัวเอง เราแทบจะเคยสังเกตว่าเราใส่แว่นสีอะไร  เพราะเราใส่มันมาตั้งแต่เกิดแล้ว เราแทบไม่เคยสังเกตระบบการมองโลก  ระบบความคิด และนิสัยว่าเป็นอย่างไร  เพราะเราคุ้นเคยกับมันหรือไม่ก็คิดว่ามันเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกับความเป็น ตัวเราจนแยกไม่ออก  เราไม่เคยคิดจะเปลี่ยนความคิดเพราะคิดว่ามันหมายถึงเปลี่ยนความเป็นตัวของ เรา หรือเพราะคิดว่ามันเป็นธรรมชาติของเรา หนังสือเล่มนี้  จะช่วยให้เราเข้าใจจิตใจ ความรู้สึก เข้าใจอารมณ์พื้นฐาน  และระบบความคิดของตัวเองได้ดีขึ้น &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เมื่อเราเข้าใจตัวเองอย่างถ่องแท้เท่านั้น&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  ท่านจึงจะสามารถเข้าใจผู้อื่น  เมื่อเราเข้าใจและเกิดความเมตาในตัวเองเท่านั้น  เราจึงจะสามารถมีความเมตราต่อผู้อื่นได้  และเราจะต้องรู้และเข้าใจตัวเราเองแล้ว เราถึงจะปรับเปลี่ยนตัวเราเองได้&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;&lt;font size="3"&gt;แนวความคิด เกี่ยวกับประเภทของจิตมนุษย์ในหนังสือเล่มนี้มีรากฐานจากคัมภีร์วิสุทธิมรรค ซึ่งผู้ประพันธ์เป็นพระอรหันต์ชาวลังกา  ในคัมภีร์ดังกล่าวได้อธิบายถึงสภาวจิตของคนเราหรือจริตมีอยู่ด้วยกัน 6  ประเภท ได้แก่ โทสะจริตหรือสภาวจิตที่โกรธง่าย  โมหะจริตหรือจิตที่มักอยู่ในสภาพง่วงนอนซึมเศร้า  วิตกจริตหรือสภาวจิตที่ช่างกังวลสงสัยฟุ้งซ่านเป็นอารมณ์  ราคะจริตคือสภาวจิตที่หลงติดในรูปรสกลิ่นเสียง  ศรัทธาจริตคือสภาวจิตที่มีปรัชญาหรือหลักการของตัวเองและพยายามให้บรรลุถึง จุดนั้น ประการสุดท้าย พุทธิจริตคือสภาวจิตที่  เน้นการใช้ปัญญาในการหาเหตุหาผลแก้ปัญหา&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;&lt;font size="3"&gt;คำว่าจริตใน ที่นี้จึงหมายถึงสภาวจิตของเรา จากการแบ่งจริตมนุษย์เป็น 6 ประเภทใหญ่  ท่านจะสามารถสังเกตได้ว่าตัวท่านเองและคนรอบๆ ตัวท่านเป็นคนประเภทใด  แม้ว่าคนเราอาจมีหลายจริตประสมประสานกันอยู่  แต่จะมีจริตใดจริงหนึ่งที่เด่นกว่าจริตอื่นในแต่ละขณะเวลา&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;/font&gt; &lt;p&gt;&lt;b&gt;&lt;u&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0066cc"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif" size="5"&gt;โทสะจริต&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;&lt;b&gt; &lt;p&gt;&lt;font color="#0066cc" face="arial, helvetica, sans-serif" size="3"&gt;หากเราเป็นโทสะจริต&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;/b&gt; &lt;p&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;&lt;font color="#0066cc" size="3"&gt;คน ที่อยู่กลุ่มโทสะจริต หรือมีสภาวะอารมณ์เป็นอารมณ์โกรธ  คนที่อยู่ในกลุ่มนี้โดยธรรมชาติแล้วเป็นบุคคลผู้มีหลักการของตนเองในการทำ งานและในการกระทำต่างๆ  และมักเป็นผู้เคารพกฎเกณฑ์และมีวินัยสูงกว่าจริตอื่นๆ  และการที่ตัวเองมีหลักเกณฑ์ ระเบียบวินัยค่อนข้างสูง  จึงทำให้ทนไม่ได้เมื่อมาเจอผู้ที่ไม่มีระเบียบวินัย ไม่มีเคารพหลักเกณฑ์  นอกจากนี้จะเป็นคนที่รักษาคำพูดรักษาเวลา  จึงทำให้ทนไม่ได้มาเมื่อกับคนที่ไม่รักษาคำพูดไม่รักษาเวลา&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;&lt;font color="#0066cc" size="3"&gt;กลุ่ม โทสะจริตมักคาดหวังว่าโลกจะเป็นอย่างที่ตัวเอง  และจากการที่ตัวเองมักจะมีระเบียบวินัยสูงกว่าคนปกติ  ก็มักจะคิดว่าโลกควรจะเปลี่ยนไปเหมือนตัวเอง  แต่เมื่อพบว่าโลกไม่ได้เป็นอย่างนั้น และไม่สามารถเปลี่ยนโลกได้  ก็เกิดความขุ่นเคืองลึกๆ อยู่ในใจอยู่เสมอ  และพร้อมจะระเบิดออกมาได้เมื่อเจอกับผู้ที่ไม่มีความเป็นระเบียบวินัย  หรือความไม่ถูกต้อง&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;&lt;font color="#0066cc" size="3"&gt;การ ที่ยึดมั่นในหลักการและกฏเกณฑ์ต่างมากกว่าคนอื่นๆ ทำให้เป็นคนตรงไปตรงมา  ทำให้บุคคลที่เป็นโทสะจริงมีสมาธิแรงมาก  แต่ในทางกลับคนที่มีพื้นฐานจิตเป็นโทสะจริตมักมีสติค่อนข้างอ่อน  เพราะไม่ได้ดูโลกตามความเป็นจริง ไม่ได้ดูว่าคนอื่นเขาคิดอย่างไร  แตกต่างกันเราอย่างไร  อันที่จริงแล้วคนกลุ่มก็แทบไม่สนใจดูคนอื่นหรือดูโลกเท่าไรเลย  เพราะคิดว่าโลกหรือทุกคนควรจะเปลี่ยนตัวเองไปตามหลักการหลักเกณฑ์ที่ถูกต้อง  นั้นคือ ทุกคนควรมีวินัย ควรตรงต่อเวลา ควรเคารพกฏเกณฑ์  โลกของกลุ่มโทสะจริตเป็นโลกที่ควรจะเป็น ไม่ใช่เป็นโลกที่เป็นอยู่จริง  คนที่ไม่สามารถทำได้จะถูกดูว่าไม่มีความสามารถ และมีท่าทางเย้ยหยันโลก  ดูถูกโลก กลุ่มโทสะจริตจึงไม่ค่อยมีความเมตรากับคนอื่นมากนัก เพราะมองว่า  คนพวกนี้ทำตัวของตัวเอง ไม่รักษาคำพูด ไม่มีระเบียบวินัยเอง ดังนั้น  เขาจึงได้รับผลจากกระทำของตัวเองดังกล่าว&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;&lt;font color="#0066cc" size="3"&gt;คน ประเภทโทสะจริตลึกๆ  แล้วก็เป็นคนอ่อนข้างในเพราะไม่ค่อยได้รับความรักความอบอุ่น  จึงมีความน้อยใจหรือต้องการความรักความอบอุ่นอยู่ลึกๆ  แต่เมื่อไม่ได้รับการตอบสนอง  เลยจำต้องยึดกรอบเกณฑ์ระเบียบเป็นเสมือนเป็นเกราะป้องกันความอ่อนแอภายใน  และไม่ต้องการให้ใครได้เห็นความอ่อนแอดังกล่าว  แต่การที่มีเกราะขึ้นมาป้องกันมากทำให้ไม่สามารถแสดงความรักความรู้สึกได้ มากเท่าไร ทำให้จิตใจค่อนข้างขุ่นเคืองเป็นประจำ&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;b&gt; &lt;p&gt;&lt;font color="#0066cc" face="arial, helvetica, sans-serif" size="3"&gt;เราจะสังเกตคนกลุ่มโทสะจริตได้อย่างไร&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;/b&gt; &lt;p&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;&lt;font color="#0066cc" size="3"&gt;คน ที่อยู่ในกลุ่มโทสะจริตจะมีวิธีการพูดที่ตรงๆ ไม่กลัวใคร การพูดจาจะมีพลัง  เสียงดังฟังชัด ฟังแล้วน่าเกรงขาม เพราะมีสมาธิแรง  แต่คำพูดค่อนข้างแรงและหนัก ฟังแล้วไม่รื่นหูคำพูดอาจไม่ไพเราะ  เพราะไม่คำนึงถึงความรู้สึกของคนฟังเท่าไร นอกจากนี้ จะพูดค่อนข้างเร็ว  เพราะไม่ได้ยินเสียงตัวเอง ทำให้ผู้อื่นรับรู้ พฤติกรรมดูหยาบและดูหนัก&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0066cc"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;นอก จากนี้ยังเป็นคนพูดชี้ถูกชี้ผิด  เพราะคนที่เป็นโทสะจริตเป็นคนที่คิดว่าตัวเองมีหลักการ  และยึดกฏเกณฑ์เป็นที่ตั้ง  ดังนั้นจะมีสิ่งที่ตัวเองคิดว่าถูกต้องอยู่ในใจเสมอ  สิ่งไหนที่ไม่เป็นไปตามหลักการและกฏเกณฑ์ของตนเองแล้วย่อมไม่ใช่สิ่งที่ถูก  เนื่องจากคนประเภทนี้มักจะเชื่อว่าตัวเองมีคุณธรรม มีวินัยสูง  มีความเป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นประเภทเจ้าระเบียบ เจ้ากฏเกณฑ์  จึงมักจะใช้หลักเกณฑ์ของตนเองเข้าชี้ผิดชี้ถูกคนอื่นอยู่เสมอ  เป็นคนที่เคารพกฏเกณฑ์จึงมักทนไม่ได้ที่เห็นใครละเมิดกฏเกณฑ์ขององค์กรหรือ ของสังคม &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ทำให้คนอื่นมองว่าเป็นพวกชอบจับผิด&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0066cc"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;หากจะดูวิธีการแต่งกายของคนที่มีลักษณะโทสะจริตจะเห็นได้ว่า&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; ค่อนข้างเป็นระเบียบ การแต่งตัวค่อนข้างประณีต สะอาด สำหรับสีที่ชอบจะเป็นสีฉูดฉาดหรือไม่ก็สีเข้ม เช่น แดง สีส้มสด เหลืองสด &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เพราะทำให้อารมณ์นิ่งสงบและเข้าสู่ภาวะปกติ&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0066cc"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;คนในกลุ่มนี้จะมีการเดินที่รวดเร็วและตรงแน่ว&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; เพราะเขารู้ชัดเจนว่าจะเดินไปทางไหน เนื่องจากเป็นคนที่เคารพเวลาและมีวินัย จึงไม่ค่อยวอกแวก และรู้สักตัดบทเก่ง ไม่เออระเหยลอยชาย &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0066cc"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ดวงตาจะสว่างไสวและเป็นประกาย&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  เพราะสมาธิสูง หน้าจะมีสีสันต์และพลังงาน แต่หน้าตาอาจไม่สวยไม่หล่อนัก  เพราะจิตมีความขุ่นเคืองเป็นอารมณ์ ไม่แจ่มใสเบิกบาน  ประกอบกับไม่มีความเมตราทำให้ไม่มีเสน่ห์และบารมีมากนัก&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;b&gt; &lt;p&gt;&lt;font color="#0066cc" face="arial, helvetica, sans-serif" size="3"&gt;จุดแข็งจุดอ่อนของโทสะจริต&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;/b&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0066cc"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;จุดแข็งของบุคคลที่เป็นโทสะจริตคือ&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  จะผู้อุทิศทุ่มเทให้กับการงานสูง สามารถทำงานได้รวดเร็ว  และเป็นไปตามที่ได้รับมอบหมายไม่ผิดพลาด  เนื่องจากเป็นคนที่มีสมาธิสูงอยู่แล้ว และไม่ปรุงแต่งฟุ้งซ่าน  จึงฟังอะไรไม่ผิดพลาด และทำงานไม่ผิดพลาด  ประกอบกับการเป็นผู้มีระเบียบวินัย  เคารพกฏเกณฑ์ทำให้เป็นใหญ่เป็นโตในหน้าที่การงานได้อย่างไม่ยากเย็นโดยเฉพาะ ในหน้าที่การงานที่เน้นกฏเกณฑ์ ข้อบังคับต่างๆ การตรวจสอบความถูกต้อง  เช่นผู้ตรวจสอบบัญชี ผู้ดูแลด้านปฏิบัติการ (operation) &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;หรืองานของระบบราชการ&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0066cc"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เป็นคนมีระเบียบวินัยสูง&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; ตรงต่อเวลา หากนัดหมายกับคนที่เป็นจริตนี้ ต้องตรงเวลา เพราะเขาจะมาตรงเวลาและจะดูถูกพวกที่ไม่มีวินัยไม่เคารพสัญญา &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;และไม่ตรงเวลา&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0066cc"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เป็นนักวิเคราะห์ที่เก่ง&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; เพราะมองอะไรตรงไปตรงมาไม่ปรุงแต่ง จึงสามารถมองเห็นเหตุมองเห็นผลได้ชัดเจน &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;จึงเหมาะเป็นผู้ร่วมวางแผน&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0066cc"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เป็นผู้ที่สามารถพึ่งพาได้&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; เนื่องจากเป็นผู้มีหลักการ &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ปฏิบัติตามกฏเกณฑ์ไม่มั่วไม่ใช้อารมณ์หรือเล่นพวกเล่นพ้อง&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0066cc"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;มีความจริงใจต่อผู้อื่นพูดอะไรเป็นคำไหนคำนั้น&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  ไม่เป็นคนแทงคนข้างหลัง แต่อาจแทงข้างหน้าเลย  หากจะด่าก็จะด่าต่อหน้าไม่ด่าลับหลัง  และจะด่าทันทีท่ามกลางที่ประชุมหรือสาธารณชนได้โดยไม่หวั่นเกรงหรือหวั่นไหว ต่อสายตาหรือความรู้สึกใดเหมือนคนจริตอื่นๆ  การที่มีลํกษณะดังกล่าวทำให้คนที่เป็นโทสะจริตจะเป็นที่เกรงขามหรือเกรงกลัว ของคนอื่นโดยธรรมชาติ &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0066cc"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เป็นคนตรงไปตรงมา&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; ไม่มีน้ำผึ้งผสม ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม พูดคำไหนเป็นคำนั้น ทำให้เป็นผู้ที่แม้ไม่น่าคบแต่ก็น่าทำธุรกิจด้วย &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0066cc"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เป็นคนไม่ค่อยโลภเพราะอยู่ในโลกของความคิด&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; โลกของความน่าจะเป็น โลกของหลักการและ &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;กฏเกณฑ์มากกว่าโลกของวัตถุสิ่งของ&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0066cc"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;คนที่มีลักษณะเป็นโทสะจริตจะมีจุดอ่อนสำคัญคือ&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; โกรธทั้งวัน อะไรผิดหูนิดๆ หน่อยไม่ได้ ทำให้อารมณ์ขุ่นมัวเป็นนิจ &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ไม่ค่อยไม่เป็นที่น่าคบค้าสมาคมของผู้อื่น&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0066cc"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;อารมณ์ที่ขุ่นมัวขุ่นเคืองอยู่เสมอนำมาสู่ซึ่งโรคภัยไข้เจ็บได้ง่าย&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;จึงทำให้คนจริตนี้มักจะมีโรคภัยไข้เจ็บซึ่งเป็นผลจากอารมณ์โกรธและความไม่ผ่องใสของจิตได้ง่าย&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0066cc"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;การใช้คำพูดที่ก้าวร้าวรุนแรง&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  ตลอดจนเสียดสีจิตใจผู้อื่นเป็นการสร้างวจีกรรมอยู่ตลอดเวลา  สร้างความขุ่นเคืองใจให้กับผู้อื่น เกลียดชัง  และอาจทำไปสู่การทะเลาะวิวาทค่อนข้างบ่อย นอกจากนั้น การชอบจับผิดคนอื่น  หรือมองคนอื่นว่าไม่เก่งหรือมีความสามารถเท่าตัวเอง  มีนิสัยค่อยข้างเหย่อหยิ่งอวดดี ทำให้ความสัมพันธ์กับคนอื่นไม่ค่อยราบรื่น  มักจะต้องอยู่คนเดียวไม่มีเพื่อนหรือต้องอยู่เป็นโสด  ไม่แต่งงานเพราะหาคนที่ดีพอเท่าตัวเองหรือมีระเบียบเท่าตัวเองไม่ได้  ถ้าแต่งงานก็ไม่ค่อยมีความสุขเท่าไร &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เพราะอีกฝ่ายรู้สึกว่าเหมือนเข้าอยู่โรงเรียนประจำ&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0066cc"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;การที่อยู่ในโลกของกรอบ&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; โลกของหลักการและหลักเกณฑ์ทำให้ไม่ค่อยมีความคิดสร้างสรรค์ ไม่มีความคิดริเริ่มอะไรที่แหวกแนว &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;การที่พูดจาตรงไปตรงมาไม่สนใจความรู้สึกคนฟังทำให้แทบไม่มีความถนัดด้านการตลาด&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0066cc"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;นอกจากนี้&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  คนที่มีลักษณะโทสะจริตมักจะตกอยู่ในหลุมกลของนิสัยตัวเอง  เพราะการที่แสดงความโมโหเกรี้ยวกราดมักจะนำมาสู่ความเกรงกลัว  นำมาสู่อำนาจเหนือผู้อื่น และมักจะนำมาสู่สิ่งที่ตัวเองประสงค์อยู่เสมอ  ทำให้เป็นการบ่มเพาะนิสัยช่างโมโหของตัวเองอยู่ตลอดเวลา  และยากที่แก้นิสัยดังกล่าวได้&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;b&gt; &lt;p&gt;&lt;font color="#0066cc" face="arial, helvetica, sans-serif" size="3"&gt;ถ้าท่านเป็นโทสะจริตต้องทำอย่างไร&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;/b&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0066cc"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ถ้าท่านเป็นโทสะจริต&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  จุดเดือดของท่านจะต่ำ ท่านจะโมโหง่าย รำคาญคนง่าย หากท่านเริ่มรู้ตัวว่า  เริ่มโกรธเริ่มโมโหเริ่มรำคาญใจ ให้ทำตัวเป็นขอนไม้ นิ่ง ต้องหยุดมโนกรรม  วจีกรรม และกายกรรมที่เป็นอกุศลก่อน  เพราะจะนำมาซึ่งความเสียหายทั้งต่อตัวเองและคนอื่น  การสร้างความเจ็บปวดให้ผู้อื่นไม่ว่าจะโดยวจีกรรมหรือกายกรรมก็ตาม  ในที่สุดแล้วจะส่งผลกลับมาให้ตัวเราเอง ดังนั้น  หากอารมณ์ท่านเริ่มขยับด้วยความโกรธแล้ว ให้ทำตัวเป็นขอนไม้  มิฉะนั้นจะสร้างกรรมเพิ่มมากขึ้น &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0066cc"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;คนที่เป็นโทสะจริตจะอยู่ในอารมณ์&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  เมื่อเกิดความโกรธหรือโมโหก็มักไม่ค่อยรู้ตัวว่า กำลังโกรธหรือโมโหอยู่  จะรู้อีกทีก็เมื่อหายโมโหแล้ว ซึ่งในขณะนั้น  ท่านอาจจะพูดหรือทำอะไรไปแล้วมากมายโดยไม่ได้ตั้งใจ  และอาจต้องเสียใจภายหลัง  จึงขอให้ท่านหัดลองสังเกตดูอารมณ์ของตัวเองเป็นประจำ ถามตัวเองอยู่เสมอว่า  ตอนนี้รู้สึกอะไร รู้สึกดีใจ รู้สึกเสียใจ รู้สึกรำคาญ รู้สึกโกรธ  ท่านจะสังเกตุเห็นว่า อารมณ์ของทางจะค่อนข้างมีแต่ความขุ่นเคือง รำคาญ  อึดอัด มากกว่าความรู้สึกอื่น  เพราะส่วนหนึ่งเป็นเพราะท่านได้สร้างกรอบตัวเองไว้ขังตัวเองค่อนข้างมากอยู่ แล้ว ท่านได้ขีดเส้นให้ตัวเองเดินซ้ายเดินขวาอยู่ตลอดเวลา  แต่การที่ท่านฝึกถามไปเรื่อยๆ จะทำให้เริ่มเห็นอารมณ์ของท่าน  ในยามที่ความโกรธกำลังจะครอบหงำจิตใจของท่านนั้น  หากท่านเห็นเริ่มเห็นอารมณ์ในยามนั้น  เห็นความโกรธเกรี้ยวของสภาวะอารมณ์ในยามนั้นแล้ว  ก็จะช่วยดึงสติกลับมาก่อนที่ท่านจะทำอะไรรุนแรงไป  เป็นการเตือนสติให้รู้จักความผ่องใส ให้รู้จักการปล่อยวาง  ทำให้อารมณ์ที่กำลังจะเพิ่มระดับความรุนแรง พอคลายลงมาได้บ้าง&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0066cc"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เจริญเมตตาให้มาก&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  คนในจริตนี้มักจะทำร้ายผู้อื่นได้ง่ายกว่าจริตอื่นๆ  คนซึ่งมีการขัดเกลาทางด้านจิตใจน้อยหน่อย ก็อาจจะทำร้ายผู้อื่นทางร่างกาย  แต่ผู้มีการขัดเกลาทางจิตใจมากขึ้นหน่อยก็จะทำร้ายผู้อื่นทางวาจา  แต่ไม่ว่าท่านจะทำร้ายด้วยวิธีใดโดยจะรู้ตัวหรือไม่ หากเริ่มโมโหหรือโกรธ  ขอให้รีบเจริญเมตราต่อผู้อื่น เพราะความโมโหหรือโกรธจะหยุดด้วยความเมตรา  หากโมโหมากๆ ให้เหลือบดูสีหน้าของบุคคลที่อยู่รอบข้าง  ซึ่งมีความทุกข์และความเศร้าพอเพียงอยู่แล้ว  ท่านไม่ควรซ้ำเติมให้เขามีความทุกข์กายทุกข์ใจมากกว่านี้ ให้คิดว่า  การทำร้ายด้วยวจีกรรม ก็ไม่กับต่างกับการทำร้ายด้วยพละกำลัง  การเจ็บกายอาจหายได้ แต่การทำให้คนอื่นเจ็บใจนั้น จะฝังอยู่เนินนาน &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ซึ่งนับว่าเป็นการสร้างกรรมที่รุนแรงกว่าการกระทำเสียอีก&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0066cc"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ฟังเสียงที่ตัวเองพูด&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  ว่าเป็นอย่างไร น้ำเสียงชวนให้เป็นมิตรหรือสร้างศัตรู น่าติดตามฟัง  น่าเชื่อถือ หรือว่าน่าเบื่อ ชวนรำคาญ  และฟังว่าคำพูดที่ออกมาง่ายต่อการเข้าใจหรือเปล่า  ปกติคนที่เป็นโทสะจริตมักไม่ค่อยฟังเสียงตัวเอง  หากเราฟังเสียงของเราที่เปล่งออกมาแล้ว เราก็จะ เลิกสงสัยเสียทีว่า  ทำไมเราพูดอย่างนี้แล้วเขาถึงยังไม่เข้าใจเรา หรือทำไมเขาถึงไม่ชอบเรา &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ทำเขาถึงโกรธหรือโมโหเรา&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0066cc"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ให้เริ่มคิดว่าโลกนี้ไม่ต้องจริงจังมากนัก&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  โลกนี้ก็เป็นอย่างนี้ คนที่เป็นโทสะจริตมักจะพยายามสร้างกรอบ  ขีดเส้นให้กับตัวเอง ในแง่ดีแล้วทำให้เป็นคนมีวินัย แต่ในแง่เสียคือ  มีความอึดอัดเป็นอารมณ์ ไม่สามารถแสดงความรู้สึก ความปรารถนาของตัว  ไม่สามารถทำอะไรอย่างที่ตัวเองต้องการ เพราะโดนจำกัดด้วยความคิดที่ว่า  ควรจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่เพียงแต่จะพยายามวางกรอบให้กับตัวเอง  คนในจริตนี้จะพยายามวางกรอบให้กับคนอื่นไปด้วย กล่าวง่ายๆ  เหมือนกับจะพยายามควบคุมโลกให้เป็นไปอย่างที่ตัวเองต้องการ ดังนั้น  เมื่อบุคคลอื่นเข้าใกล้ผู้เป็นโทสะจริตจะรู้สึกอึดอัดไปด้วยและโดยปกติแล้ว มักพยายามหลีกเลี่ยง หนทางแก้ไขประการหนึ่งก็คือ ขอให้ปล่อยๆ วางๆ  บ้างอย่างไปจริงจังมาก การมีวินัยเป็นสิ่งดี  แต่การสร้างกรอบการขีดเส้นให้กับชีวิต ก็เหมือนการถูกพันธนาการ  เหมือนกับการเอาจิตใจตัวเองล่ามพันธนาการเอาไว้  จิตใจจึงเหมือนถูกบีบถูกกดเอาไว้ตลอดเวลา ทำให้จิตไม่ผ่องใส ไม่เบิกบาน  และทำให้ขาดความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ จะอยู่แต่ในกรอบเก่าๆ &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ของตัวเองตลอดเวลา&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0066cc"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ต้องใจกว้างรับความคิดใหม่ๆ&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  ไปพิจารณา เนื่องจากคนจริตนี้มักมีกรอบมีระเบียบบางประการ  และใช้ชีวิตอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เหล่านั้น  หากกรอบความคิดดังกล่าวถูกต้องก็ดีไป นำพาชีวิตไปสู่ความก้าวหน้า  แต่ถ้ากรอบดังกล่าวไม่ถูกต้องชีวิตก็จะติดหล่มกับดักของความคิดตัวเอง  คนที่เป็นโทสะจริตต้องพยายามพิจารณาทบทวนกฏเกณฑ์ของตัวเองที่ว่าต้องทำนั่น ต้องทำนี่ ว่ามันถูกต้องและใช่ได้เหมาะสมกับกาละและเทศะมากน้อยเพียงใด  และต้องเปิดใจกว้างรับฟังความคิดใหม่ๆ เพื่อนำไปคิดไปพิจารณา มิฉะนั้น &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ชีวิตจะไม่สามารถออกจากวังวนของพฤติกรรมเดิมได้&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0066cc"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ต้องคิดก่อนพูด&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; คิดให้นานๆ เข้าไว้ เพราะโทสะจริตจะเริ่มจากพูดไปก่อนและค่อยมาคิดทีหลัง &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;และมักจะเสียใจภายหลังในสิ่งที่ตัวเองได้พูดได้ทำไปแล้วอยู่เสมอ&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0066cc"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ให้พิจารณาว่าความโกรธทำให้เกิดความเสื่อมโทรมของร่างกาย&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; ส่งผลต่อระบบการย่อยอาหาร ระบบฮอร์โมน และโรคเก๊าท์&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;  &lt;b&gt; &lt;p&gt;&lt;font color="#0066cc" face="arial, helvetica, sans-serif" size="3"&gt;ถ้ามีลูกน้องเป็นจริตนี้จะทำอย่างไร&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;/b&gt; &lt;p&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;&lt;font color="#0066cc" size="3"&gt;คน จริตนี้เป็นลูกน้องที่ดีและเพื่อนร่วมงานที่ดี เชื่อถือได้ ไม่โกง  เป็นคนมีสัมมาคารวะให้การเคารพเชื่อฟังผู้มีอำนาจมากกว่าหรือตำแหน่งสูงกว่า  และถ้าเราสามารถได้ใจเขาก็จะสบายเพราะจะได้แม่ทัพที่ค่อนข้างเข้มแข็ง  มีวินัย คอยรักษากฎเกณฑ์ของสำนักงาน  ทำงานใหญ่ได้เนื่องจากเป็นคนที่อุทิศทั้งแรงกายและแรงใจอยู่แล้วตามธรรมชาติ  งานมักออกมาค่อยข้างเรียบร้อย ไว้วางใจได้ นอกจากนี้ มักมีนิสัยชอบเป็นครู  ชอบแนะนำสอนคนอื่นอยู่เสมอ&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;&lt;font color="#0066cc" size="3"&gt;หาก ท่านมีลูกน้องที่เป็นโทสะจริต ประการแรกท่านต้องมีปิยะวาจา ต้องทำใจ  ลดความเป็นตัวตนลง และพูดด้วยน้ำเสียงเย็นนิ่งในการโน้มน้าวหรือสั่งการ  ท่านอาจต้องพูดแบบมธุรสวาจามากหน่อย เพราะคนที่เป็นโทสะจริตชอบกินขนมหวาน  แม้พูดหวานเขาก็รู้สึกธรรมดา ค่อยๆ พูดอย่างละมุนละไม  แม้ผู้พูดเองจะรู้สึกหวานมาก แต่สำหรับคนที่เป็นโทสะจริตจะดูว่า  เป็นเรื่องธรรมดาและเห็นว่าโลกควรจะปฏิบัติต่อเขาเช่นนี้  ให้คิดถึงนิทานเรื่องโคนันทวิศาล ซึ่งหากใช้คำพูดไม่เพราะหู  นอกจากจะไม่ยอมเดิน อาจจะขวิดท่านได้  การพูดจาไม่ไพเราะจะบีบคั้นจิตใจเขามาก&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font color="#0066cc" face="arial, helvetica, sans-serif" size="3"&gt;ต้อง ใช้กฎ ระเบียบ หลักเกณฑ์เข้าคุยกัน ทุกอย่างทุกเรื่องว่ากันไปตามกฎเกณฑ์  เพราะตัวเขาเป็นคนเคารพหลักการและกฎเกณฑ์อยู่แล้ว  ห้ามใช้อารมณ์อำนาจบาตรใหญ่ไปบีบบังคับเขาให้ทำโน่นทำนี้  เพราะถ้าไม่มีหลักไม่มีเกณฑ์ เขาก็ไม่ทำ หากไปบีบเขา  เขาจะเป็นคนประเภทยอมหักแต่ไม่ยอมงอ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;&lt;font color="#0066cc" size="3"&gt;ต้อง มีความจริงใจ มีความซื่อตรงเป็นอารมณ์ คนจริตนี้มีความตรงไปตรงมาสูง  บางครั้งก็ตรงเสียจนน่าตกใจ  เวลาคุยกับลูกน้องท่านที่เป็นจริตนี้ต้องพูดตรงไปตรงมา ถ้าไม่&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;&lt;font color="#0066cc" size="3"&gt;ต้องไม่ควบคุมเขาทุกขั้นตอน เพราะเขามีความรับผิดชอบสูง มิฉะนั้น หากจะจู้จี้ จะนำไปสู่การทะเลาะความขัดแย้ง&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;b&gt; &lt;p&gt;&lt;font color="#0066cc" face="arial, helvetica, sans-serif" size="3"&gt;ถ้ามีหัวหน้าเป็นโทสะจริตจะรับมืออย่างไร&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;/b&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0066cc"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;หากมีหัวหน้าที่เป็นโทสะจริต&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  เราจะต้องให้ความเคารพนอบน้อม ระวังกริยา ระวังคำพูดเป็นพิเศษ  เพราะพูดผิดหรือทำผิดนิดหนึ่งก็เป็นการจุดชนวนระเบิดได้ ดังนั้น  ต้องพูดนิ่มนวล เอาน้ำเย็นเข้าลูบ อย่าทำให้เขาโกรธ  และห้ามใช้โทสะเป็นอันขาด ถึงแม้ว่าเขาจะมีเสียงดังมา  เราต้องระงับอารมณ์ของเราไว้ก่อน อาจต้องทำหน้าเศร้าๆ นิดหนึ่ง  จะช่วยให้เขาสงบเร็ว  เราต้องทราบว่าหัวหน้าที่เป็นโทสะจริตแทบจะควบคุมตัวเองไม่ได้เวลาโกรธ &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;แต่พอเหตุการณ์ผ่านไปแล้วจะเสียใจในสิ่งที่ตัวเองได้พูดหรือได้ทำลงไป&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0066cc"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;คนที่มีลักษณะโทสะจริตจะมีสมาธิแรงอยู่แล้ว&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  และยิ่งอยู่ในอารมณ์โกรธแล้วความรุนแรงจะเพิ่มพูนขึ้น ดังนั้น  เราต้องเตรียมสติและเร่งสมาธิให้ดี ที่สำคัญคือ ต้องพูดจาด้วยเหตุด้วยผล  ต้องคิดไตร่ตรองมาก่อนให้ละเอียดรอบคอบ  มีการคิดอย่างดีก่อนพูดแต่ละคำแต่ละประโยค  เจ้านายประเภทนี้จะถือว่าเป็นการไม่ให้เกียรติหากมาพูดโดยไม่คิดให้ถี่ถ้วน ล่วงหน้า นอกจากนี้ เราต้องมีการเตรียมประเด็น  พูดให้ตรงประเด็นเพราะเขาไม่มีความอดทนพอจะฟังความคิดที่วกวนไม่ตรงประเด็น  และมีเหตุผลหนักแน่น มาก่อน มิฉะนั้นจะยิงทันที และห้ามใช้เหตุผลอย่างข้างๆ  คู ๆ เพราะหัวหน้าที่เป็นโทสะจริตจะดูถูกคนไม่มีเหตุผล  และเราจะถูกสับเป็นชิ้นเล็กๆ &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0066cc"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เวลาคุยกับหัวหน้าประเภทนี้&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  ห้ามทำท่ากลัวหรือประหม่า  เพราะเขาจะมีน้ำเสียงติเตียนอยู่แล้วเป็นนิสัยและมักจะมีความโกรธเป็นควัน หลงจากเรื่องอื่นในอดีตอยู่บ้าง  แต่ถ้าเรายิ่งไปทำท่าทางกลัวจะทำให้เขาดูถูกมากกว่าสงสาร  ต้องทำใจให้เสมือนเป็นน้ำ มีความสงบ พูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ  ยิ้มแย้มแจ่มใส&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font color="#0066cc" face="arial, helvetica, sans-serif" size="3"&gt; &lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif" size="3"&gt; &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;b&gt;&lt;u&gt; &lt;p&gt;&lt;font color="#006633" face="arial, helvetica, sans-serif" size="5"&gt;โมหะจริต&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;/u&gt;&lt;/b&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#006633"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;คน ที่มีลักษณะโมหะจริตจะเป็นคนที่ง่วง ๆ ซึมๆ ประเภทง่วงเหงางาวนอนเป็นอาจิณ  อ่านหนังสือหรือฟังบรรยายประเดี๋ยวเดียวก็ตาปรอยหรือหลับไปเลย เป็นคนซึมๆ  งงๆ ไม่รู้จะทำอะไร ปกติจะไม่ชอบทำอะไรถ้าไม่มีใครหรือสถานการณ์มาบังคับ  ชอบนั่งเฉยๆ&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#006633"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;อารมณ์ พื้นฐานคือความเบื่อและความเซ็ง ทำอะไรรู้สึกว่ายากไปหมด  รู้สึกเกินความสามารถ แต่ตัวเองก็มักใช้ความพยายามน้อย  เพราะมีสมาธิค่อนข้างต่ำ พลังเลยไม่ค่อยมี  ทำอะไรจะรู้สึกว่าเบื่อก่อนที่งานนั้นจะเสร็จ และลึกๆ  จะมีความเศร้าอยู่ในใจ เพราะมักคิดถึงตัวเองในทางไม่ดีอยู่เสมอ  มักจะคิดว่าตัวไม่มีคุณค่า น้อยเนื้อต่ำใจ รู้สึกตัวเองต่ำต้อย  ไร้ความสามารถ ไร้วาสนา &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เป็นคนที่น่าสงสารตรงที่ได้วางโปรแกรมที่ทำลายตัวเองไว้ในความคิดตั้งแต่ต้น&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#006633"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;คนที่เป็นโมหะจริตมักจะมองเข้าข้างใน&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  ไม่ค่อยมองออกข้างนอก คือ ถ้าจะคิด มักจะนึกคิดเฉพาะเรื่องของตัวเอง  กลุ้มใจกับเรื่องของตัวเอง เสียใจกับปัญหาของตัวเอง  จนแทบไม่ได้คิดว่าคนอื่นเขามีปัญหาอะไรบ้าง จะช่วยเขาได้อย่างไร  การที่หมกหมุ่นกับเฉพาะเรื่องตัวเองทำให้คนที่เป็นโมหะจริตดูเหมือนจะมีจิต ใจค่อนข้างคับแคบ และไม่ค่อยสนใจโลก ไม่สนใจคนอื่นๆ มากนัก  การที่สนใจเฉพาะปัญหาตัวเองทำให้ไม่ได้มีเป้าหมายชีวิตอะไรที่สูงส่งมากนัก  ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงหรือปรับปรุงอะไรเพื่อผู้อื่นผู้สังคม  ทำให้แรงขับเคลื่อนพลอยต่ำลงไปด้วย &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#006633"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;แต่เป็นคนดี&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อสังคม เพราะไม่คิดอิจฉาริษยาใคร ไม่คิดทำร้ายใคร  ไม่คิดจะทำให้ใครเดือนร้อน ที่จริงแล้วไม่อยากไปยุ่งเกี่ยวกับใคร  หรือเปลี่ยนแปลงใครอยู่แล้วด้วยซ้ำ และตัวเองมักจะคิดว่าตัวเองเป็นคนดี  แต่ก็ไม่เข้าใจว่า การที่เป็นคนดีจึงไม่ก้าวหน้าหรือประสบความสำเร็จ  ทำให้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ รู้สึกไร้โชคไร้วาสนาอยู่ในใจลึกๆ &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#006633"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เป็นคนที่อยู่ในสมองด้านขวา&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  ชอบสบายๆ ไม่ชอบคิดอะไรอย่างเป็นระบบ ละเอียด ซับซ้อน แต่ชอบฝันไปเรื่อยๆ  ฝันไม่เป็นเรื่องเป็นราว  และไม่สามารถเอาความฝันไปทำประโยชน์ได้เพราะสมาธิไม่มากพอ  การที่คิดไม่เป็นระบบและคิดสะเปะสะปะทำให้ไม่สามารถแสดงความคิด  หรือพูดจาอะไรออกมาได้ ดังนั้น มักจะเป็นคนเงียบไม่ค่อยพูด &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#006633"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เป็นคนที่จิตใจอ่อนไหว&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; แตะนิดแตะน้อยจะเสียใจ ใจน้อย &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;จึงไม่ชอบคนประเภทโทสะจริตเพราะจะรู้สึกถูกคำพูดทิ่มแทงใจ&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#006633"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;จะมีดวงหน้าที่ดูเศร้าๆ&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; ซึ้งๆ โรแมนติก ดวงตาค่อนข้างมืดดำไม่เป็นประกาย &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#006633"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;มักเป็นคนพูดจาเบาๆ&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  นุ่มนวล อ่อนโยน อารมณ์ไม่ค่อยเสีย ไม่ค่อยโกรธใคร  ช่างยิ้มแต่ยิ้มแบบเบื่อๆ ไม่ชอบเข้าสังคม  จะรู้สึกเคอะเขินไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไร จะพูดอย่างไร  เหมือนไม่มีอะไรอยู่ในหัวเลย  เพราะฉะนั้นจึงไม่อยากทำตัวให้เป็นจุดเด่นจุดสนใจของคนอื่นมากนั้น  หากไปนั่งขอบๆ หรือหลังๆ &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ก็จะรู้สึกอบอุ่น&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#006633"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;สำหรับการเดิน&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  คนในจริตนี้ปกติแล้วจะเดินแบบขาดจุดมุ่งหมาย ขาดความมุ่งมั่น  ไร้เรี่ยวไร้แรง ในวิสุทธิมรรคได้เปรียบเทียบการพูดเหมือนคนกวาดบ้าน  สำหรับผู้เป็นโทสะจริตจะรีบกวาดให้เสร็จๆ อย่างรวดเร็วและมีพลัง  แต่บุคคลที่เป็นโมหะจริตจะกวาดเป็นวงกลม &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ไม่เสร็จเสียที&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#006633"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;การแต่งกาย&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; จะชอบสีอ่อนๆ หรือไม่ก็สีเศร้าๆ ทึมๆ เช่น เทา น้ำเงิน &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เขียวเข็ม&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#006633"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;บ้านของคนในกลุ่มนี้&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; ไม่ชอบแสงสว่างมากนัก ชอบปิดม่าน เปิดเพลงค่อยๆ เบาๆ บ้านไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนโทสจริต แต่ก็ไม่รกรุงรัง&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;  &lt;b&gt; &lt;p&gt;&lt;font color="#006633" face="arial, helvetica, sans-serif" size="3"&gt;ข้อดีข้อเสียของผู้เป็นโมหะจริต&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;/b&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#006633"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ผู้ที่มีลักษณะโมหะจริตมีข้อดี&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  คือ เนื่องจากไม่ค่อยคิดฟุ้งซ่านมากนัก จึงเข้าใจอะไรได้ค่อนข้างชัดเจน  โดยไม่ปรุงแต่ง เมื่อมองอะไรเห็นได้ชัดเจนก็มักจะมีการตัดสินที่ดี &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ถ้าคิดออก&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#006633"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เป็นคนที่หนักใช้สมองด้านขวา&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  จึงมีความรู้สึก และมักใช้ความรู้สึกในการตัดสินใจ  ทำให้มักตัดสินไม่ค่อยพลาด ดังนั้นแม้เหตุผลจะเถียงสู้คนอื่นไม่ได้มากนัก  หรือพูดไม่ทันจริตอื่นๆ &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;แต่มักมีญาณสังหรณ์ที่ถูกต้องในการตัดสินใจ&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#006633"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;อีกประการหนึ่ง&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; เนื่องจากมักใช้สมองด้านขวา จึงไม่ค่อยทุกข์เหมือนจริตอื่น ไม่ค่อยเป็นโรคจิตโรคประสาท ไม่เครียด &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;แต่จะซึมเศร้าแต่ไม่มีอะไรมากระตุ้น&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#006633"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เป็นคนที่ทำงานเก่งโดยเฉพาะงานที่เป็นงานประจำไม่ใช่งานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์มากนัก&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; เพราะไม่คิดฟุ้งซ่าน งานจึงเสร็จตามเวลา &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#006633"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เป็นคนดี&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  เป็นเพื่อนที่น่าคบ น่ารัก ไม่สร้างกรรมชั่ว ทั้งในด้านความคิด การพูด  และการกระทำ คือ ไม่คิดร้าย ไม่โกง ไม่หลอกลวง ไม่เพ้อเจ้อ ไม่ส่อเสียด  ไม่พูดจาให้คนเสียใจ มีสติสูง เป็นคนที่วางใจได้ &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#006633"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;แม้จริตนี้ไม่สร้างปัญหาให้กับคนอื่นและสังคม&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  แต่จริตนี้มีข้อเสียสำคัญคือ การใส่ซอฟแวร์ในความคิดที่ทำลายตัวเอง  โดยมองตัวเองไม่ตรงความเป็นจริง แต่ต่ำกว่าความเป็นจริง  รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่ง ทำไม่ได้ ไม่มีความสามารถ สู้คนอื่นไม่ได้  ไม่ทันโลก เมื่อไปเจอคนจริตอื่นๆ เช่น  โทสะจริตหรือวิตกจริตที่มักจะดูถูกจริตนี้ว่า ไม่มีหลักการ เหตุผล  หรือความคิด เป็นการย้ำความคิดที่ไม่ค่อยดีเกี่ยวกับตัวเองให้มากยิ่งขึ้น  และทำให้มองว่า โลกนี้โหดร้ายไม่ยุติธรรม  ทำไมคนดีโลกไม่สนับสนุนแต่กลับกลั่นแกล้งซ้ำเติม &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#006633"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;การที่รู้สึกขาดความมั่นใจอยู่ตลอดเวลาและเมื่อเกิดอะไรจะโทษตัวเองอยู่เรื่อยๆ&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  ทำให้ต้องการกำลังใจเป็นสายน้ำเกลืออยู่เสมอ หากไม่มีก็จะไม่เจริญเติบโต  ทำให้ไม่สามารถยืนได้ตัวเองตามลำพังเท่าไร  ยิ่งถ้าไปอยู่ท่ามกลางคนเป็นโทสะจริตและวิตกจริตซึ่งเต็มไปด้วยคำพูดที่ ตำหนิติเตียนด้วยแล้วจะรู้สึกเฉาไปเลย &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เพราะเป็นการซ้ำเติมความรู้สึกไม่มั่นใจของตัวเองอยู่แล้ว&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#006633"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;นอกจากนี้&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  การที่รู้สึกเบื่อและเซ็งง่าย เพราะสมาธิค่อนอ่อนและสั้น ไม่ชอบทำงานหนัก  ไม่ชอบอ่านหนังสือ ทำให้ไม่ค่อยมีข้อคิดหรือความรู้  จึงทำให้ยากที่จะสามารถทำการใหญ่ได้สำเร็จ &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#006633"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;การขาดสมาธิทำให้ไม่มีพลัง&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; ประกอบกับขาดความมั่นใจในตัวเองทำให้ไม่มีความเป็นผู้นำ และตัวเองก็ไม่อยากจะนำใครอยู่แล้ว แต่จะมีปัญหาหากมีตำแหน่งสูงขึ้น &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เพราะไม่สามารถปกครองลูกน้องได้&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#006633"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ชอบโรแมนติก&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; ใช้อารมณ์มากกว่าความคิด มักใจน้อย อย่าไปพูดแรงเพราะอารมณ์อ่อนไหว เจ็บปวดใจได้ง่าย &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;  &lt;b&gt;&lt;font color="#006633" face="arial, helvetica, sans-serif" size="3"&gt; &lt;p&gt;หากท่านเป็นโมหะจริต&lt;/p&gt;&lt;/font&gt; &lt;/b&gt;&lt;p&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;&lt;font color="#006633" size="3"&gt;ตั้ง เป้าหมายในชีวิตให้ชัดเจน โดยพยายามมองออกไปจากตัวเองให้มากขึ้น  คิดถึงคนอื่นๆ ให้มากๆ ไม่ว่าจะลูก สามีหรือภรรยา และเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน  ว่าจะทำอะไรให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างไร  การมีเป้าหมายที่ชัดเจนจะทำให้ชีวิตมีทิศทาง  เกิดมีพลังว่าเราจะต้องไปบรรลุเป้าหมาย นอกจากนี้  ทำให้ตัวเองมีคุณค่ามีบทบาทต่อชีวิตคนอื่น&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font color="#006633" face="arial, helvetica, sans-serif" size="3"&gt;ฝึก สมาธิ ไม่ว่าจะสวดมนต์ หรือนั่งสมาธิ  เพื่อเสริมสร้างจิตให้มีพลังมากขึ้นเมื่อไปเจอกับโลกข้างนอกหรือสถานการณ์ ที่ไม่เป็นไปตามที่ตัวเองคาดหวังจะได้รับมือได้ทัน  ลดความหวั่นไหวของจิตใจของอารมณ์ตัวเอง ฝึกความรู้เนื้อรู้ตัว  เพราะจิตอยู่ในอารมณ์ ควรกระตุ้นด้วยการเอาจิตไปจับฐานกาย  ว่าประสาทสัมผัสรู้สึกอย่างไร นอกจากนี้  อาจฝึกโดยเล่นกีฬาเพราะต้องควบคุมกล้ามเนื้อและอวัยวะส่วนต่างๆ  หรือไม่หัดฝึกสมองด้านซ้ายในการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย เช่น  การเต้นรำลีลาศเพราะมีระบบระเบียบ &lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font color="#006633" face="arial, helvetica, sans-serif" size="3"&gt;อ่านหนังสือมากไว้เพื่อให้สมองด้านซ้ายทำงาน&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;&lt;font color="#006633" size="3"&gt;คิด ว่าเราอาจไม่ได้ทำการณ์ใหญ่ ต้องพิจารณาเรื่องความตาย  เพื่อใส่สัมมาดำริเรื่องมรณานุสติ เพื่อตั้งเป้าหมายในชีวิตให้ชัดเจน  เพราะชีวิตไม่จีรังยั่งยืน อาจจะตายวันนี้พรุ่งนี้ก็ได้  เพราะฉะนั้นจะต้องไม่ประมาท มีอะไรก็ต้องรีบกระทำ จะได้ลดแรงเฉื่อย  ขจัดความเบื่อความเซ็งในชีวิต&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;font color="#006633" face="arial, helvetica, sans-serif" size="3"&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;/font&gt;&lt;b&gt; &lt;p&gt;&lt;font color="#006633" face="arial, helvetica, sans-serif" size="3"&gt;ถ้ามีหัวหน้าเป็นโมหะจริต&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;/b&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#006633"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;มักจะสั่งงานไม่เป็น&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  ลูกน้องจะทำอะไรมาก็ได้ ไม่ใส่ใจงานมากนัก  มีพลังความเฉื่อยชากระจายไปทั่วสำนักงาน เป็นคนค่อนข้างใจอ่อน  แต่ลูกน้องพึ่งพามากไม่ได้  เพราะหากมีการประชุมและต้องเผชิญกับพวกวิตกจริตแล้ว จะคิดไม่ทัน  เถียงไม่ทัน ประกอบกับเป็นคนมีความอ่อนไหวสูง จะคิดเล็กคิดน้อย &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#006633"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ต้องคอยพยายามชี้แนะหัวหน้าว่า&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; ควรจะทำอะไรด้วยเหตุด้วยผล หัวหน้าจะรัก&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;  &lt;b&gt; &lt;p&gt;&lt;font color="#006633" face="arial, helvetica, sans-serif" size="3"&gt;ถ้ามีลูกน้องเป็นโมหะจริต&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;/b&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#006633"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ถ้าลูกน้องเป็นโมหะจริตต้องชี้แนะอย่างสม่ำเสมอ&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  ต้องบอกกำหนดเวลา ต้องทวงงาน และบอกขั้นตอนว่าจะให้ทำอะไรซ้ายขวาหน้าหลัง  เพราะคิดไม่ค่อยเป็น แต่เมื่องานเดินเป็นระบบแล้ว จะสามารถทำงานได้ดี &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#006633"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ไม่ควรใช้อารมณ์ดุ&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  เพราะถ้าไปดุจะทำให้หมดกำลังใจ  เพราะไม่ค่อยมีความมั่นใจอยู่แล้วให้นึกเหมือนกับเป็นน้อยหน่าสุก  ถ้าไปบีบแรงๆ อาจเละได้ง่าย หรือเป็นแก้วเปราะบาง ถ้าไปแตะแรงจะแตกได้ง่าย&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font color="#006633" face="arial, helvetica, sans-serif" size="3"&gt; &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;u&gt; &lt;p&gt; &lt;/p&gt;&lt;b&gt; &lt;p&gt;&lt;font color="#660000" face="arial, helvetica, sans-serif" size="5"&gt;ราคะจริต&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;/b&gt;&lt;/u&gt; &lt;p&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;&lt;font color="#660000" size="3"&gt;คน ที่มีลักษณะราคะจริตจะเป็นผู้ที่ชอบรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส  เป็นคนจิตประณีตละเอียดอ่อน จิตจะเกาะอยู่ในสัมผัสทั้งห้าอยู่ตลอดเวลา &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660000"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เป็นคนที่ชอบในเรื่องของรูปลักษณ์&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  จะเป็นคนแต่งตัวเก่งออกมาดูสวยงาม ดูเก๋และเท่ น่าชวนมองชวนดู  เป็นคนยิ้มแย้มแจ่มใส มีบุคลิกดี มีมาด เพราะมีสติค่อนข้างสูง  จึงสามารถควบคุมอิริยาบถของร่างกายตัวเองได้ค่อนข้างถ้วน อย่างเช่น  ถ้ายืนอยู่ ก็จะรู้ว่าจะต้องวางตำแหน่งเท้าเช่นไร  ตำแหน่งมือจะสูงต่ำมากน้อยแค่ไหน หลังต้องเหยียดตรง  จะยิ้มประมาณไหนถึงจะออกมาดูดี จะออกมาดูน่ารัก และดูมีมาดในทางกลับกัน  ก็จะชอบคนที่มีบุคลิกดีเป็นสิ่งสำคัญ ชอบความสวยงามของสิ่งของ และสถานที่  จะชอบไปสถานที่ที่สวยงามและหรูหรา  ส่วนจะมีสาระหรือประเทืองปัญญาหรือไม่ไม่ใช่เรื่องสำคัญ  พยายามหลีกเลี่ยงความสกปรกความไม่สวยงามของรูปลักษณ์ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสถาน ที่&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660000"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;แต่ คนกลุ่มนี้มักสติหลุดควบคุมจิตใจไม่ค่อยได้มากกว่าจริตอื่นๆ  หากไปเจอเพศตรงข้ามที่มีรูปลักษณ์ดี จะมีอาการยิ้มหวาน ตาเยิ้ม  หรือไม่ก็มีจริตจะก้านต่างๆ &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;อย่างเห็นได้ชัด&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660000"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เวลาพูดก็จะสามารถควบคุมน้ำเสียงให้ออกมาไพเราะนุ่มนวล&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  ที่สำคัญคือ คำพูดที่ออกมาจะเต็มไปด้วยมธุรสพจนา มีคำหวานหูเต็มไปไปหมด  ระมัดระวังคำพูดมาก จะหลีกเลี่ยงคำพูดที่จะทำร้ายความรู้สึกคน  สามารถพูดออกมาได้หวานแต่ใจอาจคิดอีกอย่างได้เป็นนิสัย  ในขณะเดียวกันชอบคำพูดหวานหูเช่นเดียวกัน ชอบคำพูดเอาอกเอาใจ  จะจริงใจหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ขอให้ได้ยินคำหวานเอาไว้ก่อน  สิ่งที่คนในจริตนี้ทนไม่ได้คือ คำพูดเสียงดัง ตะคอก หยาบ  ซึ่งได้ยินแล้วหัวใจเสมือนจะแตกสลาย พร้อมจะสู้ตาย &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660000"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เป็นคนชอบแสวงหาของอร่อยทาน&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  ไม่ว่าจะอยู่ไกลแสนไกลแค่ไหนก็จะต้องไปแสวงหามาทาน  เนื่องจากจิตไปเกาะตรงรูปรส ซึ่งจะต้องได้รับการสนองตอบ  รวมทั้งสิ่งของต่างๆ ที่สวยงาม ไม่ว่าเสื้อผ้าหรือสิ่งประดับ  ต้องไปซื้อไปหามาครอบครอง &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660000"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เป็นคนชอบจินตนาการ&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; ช่างฝัน อยากจะได้โน่นได้นี่ อยากจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ และมักชอบอ่านนวนิยาย &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ซึ่งช่วยจรรโลงความฝัน&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660000"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;โดยสรุป&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  เป็นคนที่ติดอยุ่สัมผัสทั้งห้าและต้องกอบโกยแสวงหาสิ่งต่างๆ  มาเพื่อสนองตอบรูปรสกลิ่นเสียง กล่าวสั้นๆ เป็นคนโลภ ติดวัตถุ  ไม่สนใจเรื่องอะไรที่นอกเหนือจากสัมผัสทั้งห้า ไม่คิดอะไรลึกซึ้ง  ท่าทางดูดี คำพูดดูหรูหราพอหลอกตาคนได้  แต่แท้จริงแล้วภายในกลวงไม่มีสาระหรือแก่นสารอะไรลึกซึ้ง&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;b&gt; &lt;p&gt;&lt;font color="#660000" face="arial, helvetica, sans-serif" size="3"&gt;จุดแข็งจุดอ่อนของราคะจริต&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;/b&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660000"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เป็นคนที่มีความประณีต&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; จิตใจอ่อนไหว ละเอียดอ่อน จะสนใจเรื่องเล็กเรื่องน้อย อาจจะติดหยุมหยิม ดังนั้น จึงเหมาะกับทำงานประณีต ผลงานจะประณีต เรียบร้อย &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660000"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;แต่เป็นคนช่างสังเกต&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; สามารถเก็บข้อมูลต่างๆ &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ได้หมด&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660000"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;มีความเมตราสูง&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เพราะราคะกับเมตราอยู่ในคลื่นค่อนข้างใกล้เคียงกัน&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660000"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;มีความสามารถในการติดต่อประสานงานได้ดี&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; เพราะสามารถเข้ากับทุกคนได้ดี พูดจาดี มีบุคลิกดี น่าดูน่าชมเป็นที่ชอบของคนที่พบเห็น เหมาะนักการทูต ประชาสัมพันธ์ &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660000"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;จุดอ่อนสำคัญของคนกลุ่มนี้คือ&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; จิตเป็นสมาธิยาก ที่จริงแล้วเขาจะไม่สนใจการฝึกจิต ทำสมาธิ &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;การขาดสมาธิทำให้ทำงานใหญ่ยาก&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660000"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ไม่มีเป้าหมายสำคัญในชีวิต&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; นอกจากจะมุ่งเน้นการแสวงหาสิ่งต่างๆ มาสนองต่อสัมผัสต่างๆ ทำให้เสียเวลากับเรื่องไร้สาระและไม่มีความสำคัญหรือจำเป็น&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;&lt;font color="#660000" size="3"&gt;เป็น คนชอบอิจฉาริษยา ใจน้อย และช่างปรุงแต่งเป็นเรื่องเป็นราว  ได้ยินคำพูดอะไรนิดอะไรหน่อยก็นำมาปรุงแต่งเสียเป็นเรื่องใหญ่โต  บางครั้งปรุงแต่งมากเสียจนไม่รู้ว่าอันไหนเป็นเรื่องจริงอันไหนเป็นเรื่อง ที่ตัวเองได้ปรุงแต่งขึ้นมา  และที่เป็นปัญหาก็เพราะว่าคนในจริตนี้มักจะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองปรุงแต่งว่า เป็นจริง ทำให้สามารถอยู่ในชีวิตแห่งความฝัน  แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะอยู่ท่ามกลางความเสียใจปวดร้าวใจ ความเครียดได้&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;&lt;font color="#660000" size="3"&gt;เป็นคนขี้เกรงใจจนเป็นคนขาดหลักการ ทำให้ไม่มีความเป็นผู้นำ แต่ชอบทำตัวเป็นผู้นำ แต่ด้วยความไม่มีหลักการ จึงมักสร้างปัญหาในองค์กร&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;&lt;font color="#660000" size="3"&gt;เป็น คนชอบพูดหวาน ทำให้ค่อนข้างพูดไม่ตรงกับความจริงค่อนข้างเก่ง และแนบเนียน  จึงกลายเป็นคนมีเหลี่ยมจัดไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม  คำพูดฟังดูดีดูเพราะ แต่ยอกย้อน ไม่ตรงไปตรงมา&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;&lt;font color="#660000" size="3"&gt;เมื่อ เบรกแตก ไม่ได้ดังใจ ความนุ่มนวลจะเปลี่ยนเป็นอารมณ์รุนแรง  ทำได้ทุกอย่างตามอารมณ์ เพราะไม่มีหลักการหรืออะไรอยู่ในตัวแน่นอน  สิ่งที่เป็นกรอบอยู่คือการรักษาภาพลักษณ์  หากไม่สนใจภาพลักษณ์ตัวเองเหมือนไร ก็สามารถทำได้ทุกอย่าง  ในแง่นี้จึงต่างจากโทสะจริตที่เป็นคนที่มีหลักเกณฑ์ หลักการเต็มไปหมด  แม้จะโกรธง่ายแต่จะหลักเกณฑ์ต่างๆ ค่อยยั้งยั้งพฤติกรรมไว้ตลอด&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;b&gt; &lt;p&gt;&lt;font color="#660000" face="arial, helvetica, sans-serif" size="3"&gt;ถ้าท่านเป็นราคะจริต&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;/b&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660000"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;พิจารณาให้เห็นโทษของการที่จิตขาดสมาธิ&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; ทำให้เกิดผลเสียต่อตัวท่านอย่างไร &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;และกระทบต่อภาพลักษณ์ของท่านอย่างไร&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660000"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;กำหนดเป้าหมายที่สำคัญและแน่นอน&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; มิฉะนั้นแล้ว จะเสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ เช่นขับรถไปไกลเพื่อทานของอร่อย &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เสียเวลาทะเลาะกับแฟน&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660000"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;หมั่นสวดมนต์&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  พวกนี้ไม่ชอบสวดมนต์ ไม่ชอบสมาธิ ถ้าทำก็ทำแบบฉาบฉวย เหมือนแมวกลัวน้ำ  ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมีสมาธิเพราะมีแต่สติ ไม่เชื่อในศาสนา  เพราะยึดในรูปรสกลิ่นเสียง&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;&lt;font color="#660000" size="3"&gt;ควรพิจารณามรณานุสติ พิจารณาสิ่งสกปรก&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;b&gt; &lt;p&gt;&lt;font color="#660000" face="arial, helvetica, sans-serif" size="3"&gt;ถ้ามีหัวหน้าเป็นราคะจริต&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;/b&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660000"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เนื่องจากเป็นคนไม่ตรง&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  มองไม่ตรง ทำให้ปกครองด้วยความไม่ยุติธรรม เพราะมักชอบคนสวยหล่อ  ทำให้จิตใจเอนเอียงไม่เป็นธรรมอยู่แล้ว ดังนั้น หากเจอหัวหน้ามีจริตนี้  ต้องพยายามแต่งตัวให้ดี ทำงานให้ออกมาดูประณีต สวยงาม เป็นระเบียบเรียบร้อย  &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660000"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;พูดจาไพเราะหวานหู&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; และให้ความเคารพเพราะถ้าไม่เคารพจะทำให้เขาไม่พอใจ อย่าไปวิจารณ์หัวหน้าในที่สาธารณะ หรือทำให้เสียหน้า จะโกรธอย่างไม่ให้อภัย&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;  &lt;b&gt; &lt;p&gt;&lt;font color="#660000" face="arial, helvetica, sans-serif" size="3"&gt;ถ้ามีลูกน้องเป็นราคะจริต&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;/b&gt; &lt;p&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;&lt;font color="#660000" size="3"&gt;ไว้ วางใจได้ เพราะเป็นคนละเอียดรอบคอบ ตั้งอกตั้งใจทำงานละเอียดอ่อน  ต้องการเอาใจ สอนมากไม่ได้พูดมากไม่ได้ แต่ถ้าชมแล้วจะเป็นปลื้มและจะสู้ตาย&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;&lt;font color="#660000" size="3"&gt;มอบหมายให้ทำงานที่ประณีตได้ ผลงานจะออกมาเรียบร้อย โดยเฉพาะหากมีระบบต่างๆ วางไว้ชัดเจนอยู่แล้ว &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660000"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ชอบงานที่ได้หน้า&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; เช่นประชาสัมพันธ์ ที่ต้องโชว์รูปโชว์หน้า หรืองานตกแต่ง งานที่ติดต่อออกไปข้างนอก แต่เกลียดงานที่ต้องคิดอะไรลึกซึ้ง &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;อย่าไปบังคับให้คิดเพราะเหมือนไปรีดเลือดจากปู&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660000"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ชอบเป็นผู้นำ&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; แต่บ่อยครั้งจะคอยปกป้องลูกน้องในส่วนในฝ่ายตัวเอง &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;จนบางครั้งกระทบผลประโยชน์ขององค์กร&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660000"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เนื่องจากเป็นคนที่ชอบพูดคำหวาน&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  หลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่เพราะหู  ทำให้หัวหน้าอาจจะได้รับฟังได้ยินแต่เรื่องที่สวยงาม  และอาจมีการปกปิดสิ่งที่ไม่น่าฟังเอาไว้ค่อนข้างเก่ง&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660000"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;u&gt;&lt;b&gt; &lt;p&gt;&lt;font color="#660099" face="arial, helvetica, sans-serif" size="5"&gt;วิตกจริต&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;/b&gt;&lt;/u&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ลักษณะพื้นฐานคือ&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  พูดไม่หยุด ประเภทน้ำไหลไฟดับ ชอบแสดงความคิดเห็น มีคำถามเยอะแยะไปหมด  เพราะได้ยินเสียงพูดตลอดเวลา สมองเต็มไปด้วยความคิด ฟุ้งซาน สับสนวุ่นวาย  มีหลายความคิดซ้อนกันอยู่ แต่มักสรุปประเด็นสำคัญหรือจัดระบบไม่ได้  อย่างไรก็ตาม คนทั่วไปมักมองว่า  คนที่วิตกจริตมีปัญญาสูงเพราะเป็นคนที่สามารถคิดได้เร็ว พูดได้มาก  ประเด็นเต็มไปหมด ฟังเผินๆ &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;แล้วน่าประทับใจถ้าไม่คิดอะไรมาก&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;วิตกไม่สามารถหยุดความคิดของตัวเองได้&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  และไม่สามารถเลือกว่าจะคิดอะไรได้ การคิดมักจะย้ำคิดในทางลบ  มองโลกในแง่ร้าย มักคิดว่าโลกชั่วร้าย คนอื่นจะพยายามเอารัดเอาเปรียบตัวเอง  ไม่สามารถเชื่อใจใครได้ มักคิดในทางลบ เช่น การคิดอิจฉา คิดเรื่องต่างๆ  ในแง่ไม่ดี และความคิดดังกล่าวจะผุดขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้  เป็นการย้ำคิดในทางลบ คนที่เป็นจริตอื่นๆ อาจไม่เข้าใจว่าคิดไปทำไม  แต่ผู้เป็นวิตกจริตไม่อาจปิดความคิด  เหมือนอยู่ในน้ำทะเลโดนคลื่นกระชากไปเรื่อย &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;หน้าตาปกติจะบึ้ง&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  ยิ้มไม่ออก ไม่มีความรู้สึก แต่มีอารมณ์รุนแรง คำพูดจะรุนแรง  เพราะอยู่ในความคิด  เช่นเวลาวิจารณ์คนมักใช้คำพูดรุนแรงทำให้คนชอกช้ำเกิดกรรมเวร  คนทั่วไปมักไม่ค่อยชอบหน้า และมักถูกทำร้ายทางกายวาจาและใจ  เป็นการย้ำการมองว่าโลกชั่วร้ายมากยิ่งขึ้น และจะเป็นคนร้อนรุม  แต่ในอีกด้านหนึ่งการพูดมาก คิดมาก ใช้พลังงานทำให้ดูเหนื่อยโทรม &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;คนที่เป็นวิตกจริตจะมีปากกับใจไม่ตรงกัน&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  เวลาพูดนัยน์ตาจะกรอกไปกรอกมา พูดอย่างคิดอย่าง  และยังไม่ค่อยชอบรักษาสัญญา เพราะมีความคิดแยะผุดขึ้นมาตลอด  คิดกลับไปกลับมา ประกอบกับมีอัตตาสูง มักกลัวเสียเปรียบ  ถ้าเปลี่ยนสิ่งที่ได้สัญญาไว้ ก็เปลี่ยนตลอดเวลา  มักซ่อนสิ่งตัวเองต้องการเวลาติดต่อกับคนอื่น แม้ในระยะสั้น  จะสร้างความประทับใจให้กับคนที่พบเห็นได้ก็ตาม แต่ในระยะยาว  พฤติกรรมการไม่รักษาคำพูด ทำให้ไม่ค่อยเป็นคนมีศักดิ์ศรี คนไม่เชื่อถือ &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เป็นคนที่แยกโลกแห่งความจริงและโลกที่ตัวเองคิดขึ้นมาไม่ค่อยได้&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; หลายครั้งหลายเรื่องเป็นสิ่งที่ตัวเองคิดไปเองโดยไม่มองข้อเท็จจริง &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เป็นคนขยันขันแข่งหนักเอาเบาสู้&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  แต่ผลที่ออกมาน้อยหรือไม่ค่อยได้ประโยชน์เพราะคิดมากฟุ้งซ่านอยู่ตลอด  ทำให้ไม่สามารถรักษาความสนใจในเรื่องหนึ่งเรื่องใดไว้ได้นาน  และไม่สามารถรักษาสมาธิไว้ได้ &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เป็นคนเจ้ากี้เจ้าการ&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  มีอัตตาสูง หลงกับความคิด คิดว่าตัวเองเก่งกาจ  โดยเฉพาะถ้าเจอกับคนที่เป็นโมหะจริตที่นิ่งๆ สงบ คิดน้อย เศร้าสร้อย  อยู่กับอารมณ์ พูดไม่ทันแล้ว &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;คนที่เป็นโมหะจริตจะรู้สึกสะบักสบอม&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;อยากรู้อยากเห็น&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; ไม่รู้จักเลือกว่าควรจะรู้สิ่งใดสนใจสิ่งใด จึงมักจะสอดรู้สอดเห็นในสิ่งไม่มีประโยชน์ &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ใช้เวลาไม่ค่อยมีประโยชน์&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ชอบผัดวันประกันพรุ่ง&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; ชอบสัญญาแต่ไม่อาจรักษา &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เพราะมีความคิดเต็มไปหมด&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ทำงานรวดเร็วแต่ค่อนข้างหยาบ&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; อาจปวดหัวไมเกรน &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;การแต่งกาย&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; จะจับโน่นประสมนี้ ให้ออกมาดูเด่นฉูดฉาด แต่ไม่สวยงาม เพราะไม่มีความรู้สึก มีแต่ความคิด &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;  &lt;b&gt; &lt;p&gt;&lt;font color="#660099" face="arial, helvetica, sans-serif" size="3"&gt;จุดแข็งจุดอ่อน&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;/b&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ข้อดีของจริตนี้คือ&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; มีความคิดมากสามารถเอาความคิดที่เป็นประโยชน์มาใช้ ถ้าคุณเป็นจริตอื่นๆ &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;โดยเฉพาะโมหะจริตก็ควรหาเพื่อนหรือคู่ครองเป็นวิตกจะได้ฟังความคิดมากมายที่อาจใช้เป็นประโยชน์ได้&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เป็นนักพูดที่เก่ง&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; สามารถจูงใจคนได้เก่ง ทำให้หลายคนกลายเป็นผู้นำในวงการต่างๆ &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;หรือนักการเมือง&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เป็นคนละเอียด&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; รอบคอบ &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เนื่องจากโดยนิสัยของคนจริตนี้&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; จะลงประเด็นเล็กประเด็นน้อยอยู่แล้วโดยธรรมชาติ จึงสามารถเห็นความผิดเล็กความผิดน้อยที่คนจริตอื่นไม่เห็น หรืออาจไม่สนใจจะมอง &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;กล่าวอีกนัยหนึ่งจริตนี้เป็นนักจับผิดเก่ง&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;จุดอ่อนของคนจริตนี้ที่สำคัญคือ&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  มองไม่เห็นภาพใหญ่ เห็นแต่ภาพเล็กๆ เพราะจิตชอบใจประเด็นเล็กประเด็นน้อย  หยุมหยิมมากจนบ่อยครั้งลืมภาพใหญ่หรือประเด็นสำคัญ  แม้กระทั่งอาจจะลืมเป้าหมายที่ตัวเองกำลังกระทำอยู่เพราะมุ่งให้ความสำคัญ กับกระบวนการจนเกินไป คิดมากเกินความจำเป็น ไม่สร้างสรรค์  ชีวิตเหนื่อยหน่าย ทำงานหนัก &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;แต่ไม่มีผลตามที่ต้องการ&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;การที่คนจริตนี้มักมองจุดเล็กจุดน้อยทำให้เห็นปัญหาได้ตลอดแต่หาทางแก้ไม่ได้&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ทำให้เกิดความทุกข์กลายทุกข์ใจอยู่เป็นประจำ&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เป็นคนลังเลสังสัย&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  มีความคิดมาก แต่ไม่กลั่นกรอง มักจะพูดออกมาได้เร็ว แต่ไม่ค่อยจะมีระบบ  เป็นลักษณะฟุ้งซ่าน ไม่ตรงประเด็น เปลี่ยนแปลงความคิดตลอด  เปลี่ยนจุดยืนตลอด ไม่ทำตามสัญญา เชื่อถือไม่ค่อยได้ แยกแยะความจริงไม่ได้  ในสังคมไทย อาจได้รับการยกย่องเพราะเป็นเจ้าความคิด ช่างพูดช่างเจรจา  แม้ว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่พูดออกมามักจะไม่ได้คิด &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;กลั่นกรองเท่าไรก็ตาม&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;นอกจากนี้&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  เป็นคนไม่ค่อยมีความรู้สึก ความรู้สึกแตกต่างจากอารมณ์  ความรู้สึกเกี่ยวกับวิจารณญาน การมีญาณสังหรณ์  แม้คนที่มีลักษณะวิตกจริตแม้จะมีความคิดมากมาย แต่จะไม่สามารถเลือกได้  ไม่มีวิจารณญานว่า อะไรถูกไม่ถูก เหมาะสมไม่เหมาะสม เพราะสมองไปติดด้านซ้าย  จึงมักไม่รู้สึกว่า อะไรถูกอะไรผิด ไม่เข้าใจความรู้สึกคนอื่น &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;และไม่ค่อยสนใจสิ่งแวดล้อม&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ชอบคิดซ้ำในเรื่องอดีต&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; เมื่ออยู่คนเดียว แต่เมื่ออยู่กับคนอื่นจะคิดเรื่องโน่นเรื่องนี้ จะมีความสุขเพราะคิดว่า ตัวเองสามารถคิดได้เร็วกว่า ดีกว่าคนอื่น&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;  &lt;b&gt; &lt;p&gt;&lt;font color="#660099" face="arial, helvetica, sans-serif" size="3"&gt;ถ้าท่านเป็นวิตกจริต&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;/b&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ค่อนข้างยากที่ปรับเปลี่ยน&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  เพราะมักมีอัตตาสูง คิดว่าตัวเองเก่ง มีความคิดพิสดารกว่าคนอื่น  จึงรู้สึกว่าไม่ต้องการจะเปลี่ยนหรือปรับปรุงอะไร  และไม่ได้เสียใจกับสิ่งต่างๆ ที่ได้ทำไปในอดีต ไม่ค่อยรู้ตัว  เพราะตัวเองอยู่ในความคิดเกือบตลอดเวลา  แตกต่างจากพวกโทสะจริตที่จะมีช่วงเวลาเสียใจในสิ่งที่ได้ทำไป &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;และเห็นปัญหาของตัวเอง&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ประการแรก&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  ท่านที่มีลักษณะวิตกจริตต้องเลือกความคิด อย่าให้ความคิดลากพาท่านไป  ต้องเลือกคิดว่า ควรคิดไหม ควรทำไหม  ถามตัวเองว่าคิดไปแล้วมีประโยชน์หรือไม่ ต้องรีบวางแผนชีวิตว่า  ในชีวิตเราต้องการบรรลุอะไร &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ต้องฝึกนั่งสมาธิมากๆ&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; เพราะคิดมากจิตเหนื่อย ไม่มีพลัง &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;การนั่งสมาธิต้องนั่งแบบสมถภาวนา&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;สร้างวินัย&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  ต้องสร้างกรอบเวลา เพราะจิตใจไม่มีกรอบเวลา จึงต้องสร้างกำหนดการ  มิฉะนั้นแล้วจะไม่สามารถทำงานให้สำเร็จตาม deadline  อาจต้องการเพื่อนที่เป็นโทสะจริตเพื่อสร้างระเบียบวินัย&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ต้องฝึกการมองภาพรวม&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  คิดทุกอย่างครบวงจร ไม่คิดเป็นจุดๆ เนื่องจากจิตจะลงลึกและลงรายละเอียดมาก  จนมองไม่เห็นภาพรวมภาพใหญ่ ดังนั้น จะไม่สามารถหาทางแก้ปัญหาต่างๆ  ที่กำลังประสบได้ &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;b&gt; &lt;p&gt;&lt;font color="#660099" face="arial, helvetica, sans-serif" size="3"&gt;ถ้ามีเจ้านายเป็นวิตกจริต&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;/b&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;หากมีเจ้านายเป็นวิตกจริต&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  มักจะมีพฤติกรรมทำให้ลูกน้อยกลุ้มใจ ที่เห็นเด่นชัดก็คือ  การที่เป็นคนมีความคิดมาก จึงมีหลายโครงการ ทำให้สั่งงานมากไปด้วย  แต่ไม่รู้ว่าอะไรสำคัญก่อนหลัง แต่จะเร่งลูกน้องตลอดเวลา  ไม่ทันที่เรื่องแรกจะเสร็จ ก็มีความคิดใหม่ผลุดขึ้นมาอีกแล้ว เรียกได้ว่า  ลูกน้องต้องทำงานตัวเป็นเกลียวเหมือนมีเทียนลนก้นตลอดเวลา  แต่ความคิดหรือโครงการนั้นจะเป็นประโยชน์หรือสร้างสรรค์ต่อองค์กรมากน้อยแค่ ไหนก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;แต่ลูกน้องคงต้องเหนื่อยก่อน&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เป็นคนที่มองว่าตัวเองเก่ง&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  ถ้าลูกน้องความสามารถไม่ถึง จะถูกกด ดูถูกทำให้เจ็บช้ำน้ำใจได้เสมอ  ประกอบกับเป็นคนที่พูดไว คำพูดรุนแรง สามารถกล่าวคำเสียดแทงใจได้ง่ายๆ &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;มีความคิดที่แปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆ&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; ตามแต่ปัจจัยใหม่เข้ามาได้เห็นได้ยิน ดังนั้น อาจต้องระวังว่า สิ่งที่เคยทำถูกในอดีตกลายเป็นสิ่งไม่ถูกต้องไม่ชอบใจไปแล้ว &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ปากกับใจไม่ตรงกันเพราะต้องการแสวงหาประโยชน์ความมีหน้ามีตาเข้าตัวมากที่สุด&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  ไม่สนใจว่าใครจะชอบใครจะเกลียด และพร้อมจะโยนความผิดให้ลูกน้อง  หากมีความเป็นวิตกจริตในระดับสูงจะมีความเจ้าเล่ห์ สามารถเอาผลงานลูกน้องไป  &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font color="#660099" face="arial, helvetica, sans-serif" size="3"&gt;เป็นคนมองโลกในแง่ร้าย&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ในยามวิกฤตไม่อาจตัดสินในได้&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;หากเจอหัวหน้าประเภทนี้&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  และท่านไม่ใช้วิตกจริตด้วย หากหลบได้ก็ควรหลบ แต่ถ้าหลบไม่ได้  เมื่อเผชิญหน้ากับหัวหน้าจริตนี้ต้องพูดห้ามนิ่ง  เพราะถ้านิ่งเขาจะดูถูกว่าเขลา ไม่มีปัญญา  การทำตัวเป็นที่น่าสงสารมักใช้ไม่ได้ผล เพราะไม่มีความรู้สึก  เมื่อยามพูดควรใช้คำน้อย คมและตรงประเด็น จิตเขาจะตกใจ  ต้องพยายามหาเหตุผลหักล้างให้ได้ เพราะเขาอยู่ในโลกความคิด ไม่มีความรู้สึก  หากไม่อาจหักล้างความคิดเขาได้เป็นเปลาะๆ เขาก็จะเชื่อมั่นว่า เขาถูกต้อง  ในส่วนนี้ต้องตั้งสติและสมาธิให้ดี  เพราะน้ำเสียงของวิตกจริตจะรุนแรงเย้ยหยันอยู่แล้ว  ประกอบความคิดของเขาจะมากมายพร้อมที่จะถลมถลายความคิดของคนจริตอื่นๆ  ได้อย่างสบาย &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;หากเจอเจ้านายเป็นวิตกจริต&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  เราต้องพยายามศึกษาว่าเขาสนใจอะไร แล้วหาข้อมูลในเรื่องนั้นให้ดี  และพยายามพูดในเรื่องที่เขาสนใจ เขาจะติดในประเด็นนั้น และมักจะลงดิ่งไปเลย&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;&lt;font color="#660099" size="3"&gt;ถ้าคนยอมรับคุณเป็นลูกน้อง เขาจะใช้วิธีการช่วยเหลือได้ในทุกรูปแบบ&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;b&gt; &lt;p&gt;&lt;font color="#660099" face="arial, helvetica, sans-serif" size="3"&gt;หากมีลูกน้องเป็นวิตก&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;/b&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;การที่เป็นคนเจ้าความคิดและคิดละเอียดจนเกินไป&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  ถ้างานยากใช้ความละเอียดมากก็เป็นเรื่องดี  เพราะเขาสามารถคิดได้ลึกซึ้งและมีแง่คิดที่คนส่วนใหญ่นึกไม่ถึง  แต่คนจริตนี้มักไม่สามารถแยกความแตกต่างหรือจัดลำดับความสำคัญได้ดีนัก  ผลก็คือ จะลงละเอียดไปหมดในทุกเรื่อง และเนื่องจากจะฟุ้งซ่านอยู่โดยนิสัย  จึงมองว่าทุกอย่างเกี่ยวข้องโยงใยกันไปหมดโดยไม่คำนึงว่าจำเป็นหรือสำคัญมาก น้อยแค่ไหน ทำให้ทำงานล่าช้า ไม่มีผลงานออก  แม้ส่งงานสายแต่ไม่รู้สึกเพราะหาเหตุหาผลว่า มีงานต้องทำมากมาย  แต่ทำไม่เสร็จจึงแนวโน้มจะชอบหมกงาน  หากมีลูกน้องวิตกจริตต้องแก้ด้วยการให้ทำในกรอบแคบ แต่ให้ลงลึก  อย่าให้ทำหลายอย่างพร้อมกัน ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนแต่ละวัน  และต้องหมั่นตรวจสอบบ่อยๆว่าได้บรรลุเป้าหมายนั้นแล้วหรือยัง  ไม่ควรสั่งงานสำคัญกับลูกน้องที่เป็นวิตกจริต  และควรกรอบว่าให้ทำอะไรและจะให้เสร็จเมื่อไร  และต้องแนะนำว่าจะต้องทำอะไรในแต่ละวัน ควรทำอะไร &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;อย่างปล่อยให้ว่างเพราะจะฟุ้งซ่าน&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ต้องคอยระวังในเรื่องการทำลายความสามัคคี&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; เพราะชอบวิเคราะห์วิจารณ์ พูดในทางไม่ค่อยสร้างสรรค์ทำให้คนจริตอื่นไม่สบายใจไม่อยากร่วมงานด้วย &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;และยิ่งผู้ที่เป็นวิตกจริตมาเจอกันเองแล้วโอกาสทะเลาะวิวาทกันก็มีสูง&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ไม่เคารพกฎเกณฑ์หากมีช่องทางก็จะหาทางละเมิดกฎระเบียบต่างๆ&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; โดยหาเหตุผลต่างๆนาเข้าข้างตัวเองเก่ง ดังนั้น ต้องคอยปรามตักเตือนไว้ทันทีที่ทำไม่ถูกต้อง และถ้าไม่ตักเตือน &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;จะใช้การที่ไม่ตักเตือนมาเล่นงานหัวหน้าได้&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#660099"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เป็นคนมีอัตตาสูงในด้านความคิด&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; แต่ไม่มีความรู้สึก ไม่รักตัวเอง คิดจะทำลายตัวเอง และพร้อมจะดึงหัวหน้าตามไปด้วย&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt; &lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="5"&gt;&lt;b&gt;&lt;u&gt;&lt;font color="#0000ff" face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ศรัทธาจริต&lt;/font&gt;&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0000ff"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เชื่อมั่นว่าตัวเองมีหลักการอุดมการณ์&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  คิดว่าตนเองเป็นคนดีน่าศรัทธาประเสริฐมากกว่าพุทธิ  เพราะคิดอย่างมีหลักการและพูดอย่างมีหลักการตลอด  แต่คนที่มีศรัทธาจริตพระพุทธเจ้ากล่าวว่า เป็นคนมีปัญญาต่ำ  เพราะมีความเชื่ออย่างรุนแรงว่าจะเป็นอย่างนั้น  และจะไม่ยอมรับความคิดของคนอื่น  หากคนอื่นมีความคิดแตกต่างจากเราก็ไม่ยอมรับ ไม่ได้พิจารณาเหตุผล  ไม่พิจารณา ต้องคิดถึงหลักกาลามสูตร อย่าเชือเพราะตามกันมา  อย่าเชื่อเพราะเป็นศาสดา อย่าเชื่อเพราะเป็นครูบาอาจารย์  อย่าเชื่อเพราะเห็นว่ามีเหตุมีผลสอดคล้องกับความคิดของเรา  โดยธรรมชาติเวลาเราสั่งสอนคนก็อยากให้คนอื่นเชื่อ คนพูดก็ให้รับฟังก่อน  แต่หลังจากนั้น ให้ดูเหตุดูผล ตามสติปัญญาอำนวย พิจารณาให้เต็มที่ &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ถ้าเชื่อคนก็ไม่ใช่พุทธศาสนิกชน&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0000ff"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ไม่รู้จักประนีประนอม&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  ความจริงมีอยู่หนึ่งเดียว คนไม่เห็นด้วยเป็นฝ่ายผิด  ทำให้คนมีศรัทธาไม่มีเมตรา เพราะคนมีความคิดไม่ตรงกันเราเป็นคนเลว  ศรัทธาแรงๆ จะแยกแยะขาวดำ ไม่มีสีเทา &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;คนคิดไม่เหมือนกันจะเอาเป็นเอาตาย&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0000ff"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;มักจะทำกิจการโดยไม่คิดถึงผลที่จะตามมา&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; จะต่อต้านการทำแท้งโดยใช้ระเบิดบอมม์ &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0000ff"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;มีจุดบวก&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; ถ้ามีพุทธิด้วยจะเป็นพลังที่แรง แต่ถ้าไม่มีก็เหมือนมีเครื่องแรง แต่อาจวิ่งไปในทางผิดได้&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;  &lt;b&gt; &lt;p&gt;&lt;font color="#0000ff" face="arial, helvetica, sans-serif" size="3"&gt;หากมีเจ้านายเป็นศรัทธาจริต&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;/b&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0000ff"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;มีกฏมระเบียบมากมาย&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; เช่นต้องมาตรงเวลา แต่ตอนเย็นอาจอยู่ช่วย &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เอารัดเอาเปรียบ&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0000ff"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;พร้อมลงโทษด้วยความรวดเร็ว&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; โดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า ไม่มีความเมตตา&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;  &lt;b&gt; &lt;p&gt;&lt;font color="#0000ff" face="arial, helvetica, sans-serif" size="3"&gt;ถ้าลูกน้องเป็นศรัทธาจริต&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;/b&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#0000ff"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เป็นบุญ&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  เพราะตั้งใจทำงาน อยากเป็นคนดี อยากเป็นลูกน้องที่ดี มีคาวมเคารพเจ้านาย  แต่อาจไม่ยอมรับคำตำหนิเพราะคิดว่าตัวเองดี  และการที่คิดว่าตัวเองดีจึงชอบตัดสินคนรองข้างและวิพากวิจารณ์  หากคิดไม่เหมือนก็มองว่าเป็นคนเลว&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font color="#0000ff" face="arial, helvetica, sans-serif" size="3"&gt; &lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="5"&gt;&lt;b&gt;&lt;u&gt;&lt;font color="#330000" face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;พุทธิจริต&lt;/font&gt;&lt;/u&gt;&lt;/b&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#330000"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;จะเรียนรู้เร็ว&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  พูดอะไรเป็นเหตุเป็นผล ตัวกูของกูไม่สูงต่ำกว่าวิตก  พร้อมจะรับความคิดเห็นเพื่อพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นสูงขึ้น  จึงยอมรับความคิดใหม่ซึ่งมีเหตุผล จิตปักอยู่ในเหตุผลจึงตรงประเด็น  ไม่เอาเปรียบ มีความเมตราท่วมจิต เพราะคิดตามความเป็นจริง และไม่คิดในทางลบ  ต้องการพัฒนาขัดเกลาจิตใจ ตลอดเวลา จึงเห็นปัญหาและทางแก้  เมื่อเห็นผู้อื่นจึงเกิดความเมตราไปด้วย ในคนพูดเต็มไปด้วยสติและปัญญา  แตกต่างวิตกที่พูดแยะทำแยะแต่ผิดๆถูก &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เป็นคนที่เชื่อถือได้&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#330000"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;หน้าตาผ่องใส&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; แตกต่างกับวิตกเพราะฟุ้งซ่านจึงเหี่ยวย่นเหนื่อยอเน็จอนารถ &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;พุทธิจึงหน้าไม่ทุกข์&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#330000"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;มีสมาธิเข็มแข็ง&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; มองโลกตามความเป็นจริง มีพลังซึ่งแตกต่างจากโมหะซึ่งไม่เบิกบาน เศร้า ถึงเวลาพูดก็ไม่พูด &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ไม่มีพลัง&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#330000"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ตา&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; สว่างไสว รู้ โทสะ ตาแข็งโปน เป็นประกายแห่งความเหี้ยมดุ โมหะ ตาเยิ้มแต่เศร้า ราคะจะเปล่งปลั่ง วิตกตาจะหลอก แหลก &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#330000"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;จะรู้จักสังเกตุสิ่งต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไป&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; เช่นสีหน้า เพื่อที่จะปรับความคิด การพูด การกระทำของตัวเอง หาได้ลำบากในสังคม &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#330000"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เป็นกัลยาณมิตร&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  ต้องการให้คนอื่นก้าวหน้า คบคนประเภทก็เป็นคนประเภทนั้น  ควรคบคนที่สูงกว่าดีกว่าเรา ถ้าเลือกได้  แต่การให้ความช่วยเหลือต้องให้กับทุกคน  การให้ความช่วยเหลือต้องทำโดยไม่ให้ตัวเองเดือนร้อน &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;หากเรามีกำลังจิตไม่พอจะถูกครอบหงำโดยคนรอบข้าง&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#330000"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;น้อยคนที่จะเป็นเพราะต้องมีเหตุผล&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; ต้องมีพลังศรัทธาตามด้วย ความอยากที่จะรู้ &lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;จิตใจเป็นอย่างไร&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p&gt;&lt;font color="#330000" face="arial, helvetica, sans-serif" size="3"&gt;ถ้านายเป็น&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#330000"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;ควรทำงานด้วย&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; เพราะชอบแนะนำชอบสอน ไม่ได้ตำหนิ เปิดให้ก้าวหน้าพัฒนา และพึ่งพาได้ และสามารถช่วยเหลือได้ เพราะเป็นคนมีธรรม และต้องการพัฒนา &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;  &lt;b&gt; &lt;p&gt;&lt;font color="#330000" face="arial, helvetica, sans-serif" size="3"&gt;ถ้ามีลูกน้องเป็นพุทธิจริต&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;/b&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#330000"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;สามารถพัฒนาได้&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; ให้เป็นมือขวา รู้สูงต่ำ อะไรควรไม่ควร &lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#330000"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;เลิกเอาตัวเราเป็นที่ตั้ง&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt; ควรดูคนที่เราคุยด้วยเป็นประเภทอะไร จะทำให้เราเข้าใจเขา เพราะวิธีในการพูดคุยกับคนประเภทหนึ่งย่อมแตกต่างจากคนอีกประเภทหนึ่ง&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;  &lt;b&gt; &lt;p&gt;&lt;font color="#330000" face="arial, helvetica, sans-serif" size="3"&gt;ข้อเสียของพุทธิจริต&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;/b&gt; &lt;p&gt;&lt;font size="3"&gt;&lt;font color="#330000"&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;มีความมั่นใจมาก&lt;/font&gt;&lt;font face="arial, helvetica, sans-serif"&gt;  จิตใจราบรื่น เป็นสุขดี ทำให้มีแรงเฉี่อย  ทำให้ไม่ต้องการพัฒนาจิตใจด้านธรรม ไม่ต้องปรับปรุงเมื่อเจอพลังด้านลบ  อาจเอาตัวไม่รอด หรืออาจจบลงด้วยความเครียด มึนงงว่าจะแก้ได้อย่างไร  ไม่เข้าใจคนอยู่ในมุมมืดมุมอับ ต้องพึ่งธรรมว่าจะฝ่าฟันโลกไปได้&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;&lt;/td&gt;&lt;/tr&gt;&lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt; &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1714414528364622293-4501780586222315458?l=life-update.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://life-update.blogspot.com/feeds/4501780586222315458/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1714414528364622293&amp;postID=4501780586222315458' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1714414528364622293/posts/default/4501780586222315458'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1714414528364622293/posts/default/4501780586222315458'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://life-update.blogspot.com/2011/12/6.html' title='การวิเคราะห์จริตมนุษย์ 6 ประเภท'/><author><name>pairoj</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1714414528364622293.post-2437601986002922193</id><published>2011-11-27T10:08:00.001-08:00</published><updated>2011-11-27T10:08:52.962-08:00</updated><title type='text'>ความสุข ๕ ชั้น</title><content type='html'>&lt;b&gt;         &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: center" align="center"&gt; 		&lt;span style="font-family: CordiaUPC; color: teal" lang="TH"&gt; 		&lt;a name="ความสุข_๕_ชั้น_"&gt;&lt;font size="6"&gt;ความสุข ๕ ชั้น&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; 		&lt;p class="MsoNormal" style="text-align: center" align="center"&gt; 		&lt;span lang="en-us"&gt;&lt;font color="#008080" size="6"&gt; 		&lt;span style="font-family: CordiaUPC"&gt;Happiness  5 Levels&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; 		&lt;p class="MsoNormal" align="right"&gt; 		&lt;span style="font-family: CordiaUPC; color: teal"&gt;&lt;font size="5"&gt; 		                                                                        		&lt;span lang="TH"&gt;พระธรรมปิฏก (ป.อ.ปยุตฺโต)&lt;/span&gt; &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;         &lt;/b&gt;&lt;h1 align="right"&gt;&lt;b&gt;&lt;span lang="en-us"&gt; 		&lt;font color="#FF00FF" size="5" face="CordiaUPC"&gt;2&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;font face="CordiaUPC"&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="5"&gt;&lt;span lang="en-us"&gt;3&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH"&gt;    		กรกฎาคม  254&lt;/span&gt;&lt;span lang="en-us"&gt;9&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;font size="5"&gt;&lt;span style="color: fuchsia"&gt;         &lt;br&gt;         Font : CordiaUPC          &lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/b&gt;&lt;font size="1"&gt;&lt;span style="font-size: 18.0pt; font-family: CordiaUPC" lang="TH"&gt;           &lt;/span&gt;         &lt;/font&gt;         &lt;/h1&gt; 		&lt;p class="MsoNormal" style="margin-left:36.0pt"&gt;&lt;b&gt; 		&lt;span style="font-family: CordiaUPC" lang="TH"&gt;&lt;font size="5"&gt; 		ฝึกตนยิ่งขึ้นไป ดำเนินชีวิตให้ถูก ความสุขยิ่งเพิ่มพูน&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;span style="font-family: CordiaUPC"&gt;&lt;font size="5"&gt; 		&lt;br&gt; 		&lt;br&gt; 		              &lt;span lang="TH"&gt; 		เมื่อทำตัวเป็นพระพรหมได้ครบถ้วนสมบูรณ์แล้วก็มาทำชีวิตให้เข้าถึงความสุข  		ในทีนี้ขอพูดคร่าว ๆ ถึงความสุข ๕ ชั้นขอพูดอย่างย่อ  		ในเวลาที่เหลืออันจำกัดดังนี้&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 		&lt;br&gt; 		&lt;b&gt;&lt;span lang="TH"&gt;ขั้นที่ ๑ &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;span lang="TH"&gt;คือ  		ความสุขจากการเสพวัตถุ หรือสิ่งบำรุงบำเรอภายนอกที่นำมาปรนเปรอ ตา หู จมูก  		ลิ้น กาย ของเรา ข้อนี้เป็นความสุขสามัญที่ทุกคนในโลกปรารถนากันมาก&lt;/span&gt; 		&lt;br&gt; 		              &lt;span lang="TH"&gt;ความสุขประเภทนี้ขึ้นต่อสิ่งภายนอก  		เพราะว่าเป็นวัตถุ หรืออามิสภายนอก เมื่อเป็นสิ่งภายนอก อยู่นอกตัว  		ก็ต้องหา ต้องเอา  		เพราะฉะนั้นสภาพจิตของคนที่หาความสุขประเภทนี้จึงเต็มไปด้วยความคิดที่จะได้จะเอา  		แล้วก็ต้องหา และดิ้นรนทะยานไป เมื่อได้มาก ก็มีความสุขมาก  		แล้วก็เพลิดเพลินไปกับความสุขเหล่านั้น พอได้มาก ๆ เข้า  		ต่อมาก็นึกว่าตัวเองเก่งมาก ๆ ไป ๆ มา ๆ  		โดยไม่รู้ตัวก็มีภาวะอย่างหนึ่งเกิดขึ้น คือ  		ชีวิตและความสุขของตัวเองต้องไปขึ้นกับวัตถุเหล่านั้น อยู่ลำพังง่าย ๆ  		อย่างเก่า ไม่สุขเสียแล้ว ตอนที่เกิดมาใหม่ ๆ นี้  		ไม่ต้องมีอะไรมากก็พอจะมีความสุขได้ ต่อมามีวัตถุมาก เสพมาก  		ทีนี้ขาดวัตถุเหล่านั้นไม่ได้เสียแล้ว กลายเป็นว่าสูญเสียอิสรภาพ  		ชีวิตและความสุขต้องไปขึ้นกับวัตถุภายนอก แต่เข้าใจผิดคิดว่าตัวเองเก่ง  		อันนี้เป็นข้อสำคัญที่คนเราหลงลืมไป ทางธรรมจึงเตือนไว้เสมอว่าเรา  		อย่าสูญเสียอิสรภาพนี้ไป พร้อมทั้งอย่าสูญเสียความสามารถที่จะเป็นสุข&lt;/span&gt; 		&lt;br&gt; 		              &lt;span lang="TH"&gt;สิ่งที่คนเราจะพัฒนากันมากก็คือ  		การพัฒนาความสามารถที่จะหาสิ่งเสพมาบำเรอความสุข แม้แต่การศึกษา  		ทำไปทำมาก็ไม่รู้ตัวว่ากลายเป็นการพัฒนาความสามารถที่จะหาสิ่งเสพบำเรอความสุข  		แต่อีกด้านหนึ่งของชีวิตที่ลืมไปคือการพัฒนาความสามารถที่จะมีความสุข  		ถ้าเราไม่พัฒนาความสามารถที่จะมีความสุข  		หรือแม้แต่ไม่รักษามันไว้เราก็สูญเสียความสามารถที่จะมีความสุข&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 		              &lt;span lang="TH"&gt; 		อาการของคนที่สูญเสียความสามารถที่จะมีความสุข  		ก็คือยิ่งอยู่ในโลกนานไปก็ยิ่งกลายเป็นคนที่สุขยากขึ้น  		คนจำนวนมากสมัยนี้มีลักษณะอย่างนี้ คืออยู่ในโลกนานไป เติบโตขึ้น  		กลายเป็นคนที่สุขได้ยากขึ้น ต่างจากคนที่รักษาดุลยภาพของชีวิตไว้ได้  		โดยพัฒนาความสามารถที่จะมีความสุขควบคู่ไปด้วย  		จะเป็นคนที่มีมีลักษณะตรงข้าม คือยิ่งอยู่ในโลกนานไป  		ก็ยิ่งเป็นคนที่สุขได้ง่ายขึ้น&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 		              &lt;span lang="TH"&gt;ถ้าเป็นคนที่สุขได้ง่ายขึ้น ก็ดี ๒ ชั้น คือ  		เราพัฒนาสองด้านไปพร้อมกัน  		ทั้งพัฒนาความสามารถที่จะหาสิ่งเสพบำเรอความสุขด้วย  		และพัฒนาความสามารถที่จะมีความสุขด้วย ผลก็คือ  		เราหาสิ่งมาบำเรอความสุขได้เก่ง ได้มากด้วย  		และพร้อมกันนั้นเราก็เป็นคนทีสุขได้ง่ายด้วย เราก็เลยสุขซ้อนทวีคูณ&lt;/span&gt; 		&lt;br&gt; 		              &lt;span lang="TH"&gt;ส่วนคนที่สูญเสียความสามารถที่จะมีความสุข  		แม้จะหาสิ่งเสพบำเรอความสุขได้มาก แต่ความสุขก็ที่เดิมเรื่อยไป  		เพราะข้างนอกได้มา ๑ แต่ข้างในก็ลดลงไป ๑ เลยเหลือ &lt;/span&gt;0 		&lt;span lang="TH"&gt;ที่เดิม กระบวนการวิ่งหาความสุขจึงดำเนินไปไม่รู้จักจบสิ้น  		เพราะความสุขวิ่งหนีเราไปเรื่อย ๆ&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 		              &lt;span lang="TH"&gt;เพราะฉะนั้น  		จะต้องพัฒนาความสามารถที่จะมีความสุขไว้ด้วยคู่กัน  		เป็นคนที่สุขได้ง่ายก็เป็นอันว่าสบาย อย่างน้อยก็ฝึกตัวเองไว้  		อย่าให้ความสุขต้องขึ้นกับวัตถุมากเกินไป&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 		              &lt;span lang="TH"&gt;ศีล ๕  		เป็นตัวอย่างของวิธีฝึกไม่ให้เราสูญเสียอิสรภาพ  		โดยไม่เอาความสุขไปขึ้นต่อวัตถุมากเกินไป แปดวันก็รักษาศีล ๘ ครั้งหนึ่ง  		ลองหัดดูซิว่าให้ความสุขของเราไม่ต้องขึ้นกับการบำรุงบำเรอทางกายด้วยวัตถุ  		เริ่มด้วยข้อวิกาลโภชนาฯ ไม่ต้องบำเรอลิ้นด้วยอาหารอร่อยอยู่เรื่อย  		ไม่คอยตามใจลิ้น กินแค่เที่ยง เพียงที่ที่ร่างกายต้องการเพื่อให้มีสุขภาพดี  		แข็งแรง ตลอดจนข้อ อุจจาสยนะฯ ไม่บำเรอตัวด้วยการนอน ไม่ต้องนอนบนฟูก  		ลองนอนง่าย ๆ บนพื้น บนเสื่อธรรมดา ลองไม่ดูการบันเทิงซิ ทุก ๘ วัน  		เอาครั้งเดียว จะเป็นการรักษาอิสรภาพของชีวิตไว้  		และฝึกให้เรามีชีวิตอยู่ดีได้โดยไม่ต้องขึ้นกับวัตถุมากเกินไป&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 		              &lt;span lang="TH"&gt; 		พอฝึกได้แล้วต่อมาเราจะพูดถึงวัตถุหรือสิ่งบำรุงความสุขเหล่านั้นว่า  		&amp;quot;มีก็ดี ไม่มีก็ได้&amp;quot; ต่างจากคนที่ไม่พัฒนาความสามารถที่จะมีความสุข  		ซึ่งจะเอาความสุขไปขึ้นต่อวัตถุ ถ้าไม่มีวัตถุเหล่านั้นเสพแล้วอยู่ไม่ได้  		รุรนทุราย ต้องพูดถึงวัตถุหรือสิ่งเสพเหล่านั้นว่า &amp;quot;ต้องมีจึงจะอยู่ได้  		ไม่มีอยู่ไม่ได้&amp;quot; คนที่เป็นอย่างนี้จะแย่ ชีวิตนี้สูญเสียอิสรภาพ  		คนยิ่งอายุมากขึ้นสถานการณ์ก็ไม่แน่นอน ถึงเวลาเจ็บไข้ได้ป่วย  		ร่างกายเสพความสุขจากสิ่งเหล่านั้นไม่ได้ เช่น ลิ้นไม่รับรู้รส  		กินอาหารก็ไม่อร่อย ถ้าไม่ฝึกไว้ ความสุขของตัว  		ไปอยู่ที่วัตถุเหล่านั้นเสียหมดแล้ว และตัวก็เสพมันไม่ได้  		จิตใจก็ไม่มีความสามารถที่จะมีความสุขด้วยตนเอง ก็จะลำบากมาก ทุกข์มาก  		เพราะฉะนั้นท่านจึงสอนให้ฝึกไว้ รักษาศีล ๘ นี้แปดวันครั้งหนึ่ง  		จะได้ไม่สูญเสียอิสรภาพนี้ไป&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 		              &lt;span lang="TH"&gt;เพราะฉะนั้นเอาคำว่า &amp;quot;มีก็ดี ไม่มีก็ได้&amp;quot;  		นี้ไว้ ถามตัวเอง เป็นการตรวจสอบอยู่เสมอว่า เราถึงขั้นนี้หรือยัง  		หรือต้องมีจึงจะอยู่ได้ ถ้ายังพูดได้ว่า มีก็ดีไม่มีก็ได้ ก็เบาใจได้ว่า  		เรายังมีอิสรภาพอยู่ ต่อไปถ้าเราฝึกเก่งขึ้นไปอีก  		อาจจะมาถึงขั้นที่พูดได้ในบางเรื่องว่า &amp;quot;มีก็ได้ ไม่มีก็ดี&amp;quot;  		ถ้าได้อย่างนี้ก็ยิ่งดีขึ้นไปอีก&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 		              &lt;span lang="TH"&gt;คนที่พูดได้อย่างนี้  		จะมีความรู้สึกว่าของพวกนี้เกะกะ เราอยู่ของเราง่าย ๆ ดีแล้ว  		มีก็ได้ไม่มีก็ดี ไม่มีเราก็สบาย  		ชีวิตเป็นอิสระโปร่งเบาความสุขเริ่มไม่ขึ้นต่อวัตถุอามิสสิ่งเสพภายนอก  		ความสุขเริ่มไม่ต้องหา&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 		              -&lt;span lang="TH"&gt;ความสุขที่ต้องหา แสดงว่าเราขาด  		คือยังไม่มีความสุขนั้นเราหาได้ที เสพทีก็มีสุขที  		แต่ระหว่างนั้นต้องอยู่ด้วยการอ อยู่ด้วยความหวัง บางทีก็ถึงกับทุรนทุราย  		กระวนกระวาย เพราะฉะนั้น จะต้องทำตัวให้มีความสุขด้วยตนเองสำรองไว้ให้ได้  		ด้วยวิธีฝึกรักษาอิสรภาพของชีวิต และรักษาความสามารถที่จะมีความสุขไว้&lt;/span&gt; 		&lt;br&gt; 		&lt;br&gt; 		&lt;b&gt;&lt;span lang="TH"&gt;ขั้นที่ ๒ &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;span lang="TH"&gt;พอเจริญคุณธรรม  		เช่น มีเมตตากรุณา มีศรัทธา เราก็มีความสุขเพิ่มขึ้นอีกประเภทหนึ่ง  		แต่ก่อนนี้ชีวิตเคยต้องได้วัตถุมาเสพต้องได้ ต้องเอา  		เมื่อได้จึงจะมีความสุข ถ้าคือเสียก็ไม่มีความสุข แต่คราวนี้  		คุณธรรมทำให้ใจเราเปลี่ยนไป เหมือนพ่อแม่ที่มีความสุขเมื่อให้แก่ลูก  		เพราะรักลูก ความรักคือเมตตา  		ทำให้อยากให้ลูกมีความสุขพอให้แก่ลูกแล้วเห็นลูกมีความสุข  		ตัวเองก็มีความสุข เมื่อพัฒนาเมตตากรุณาขยายออกไปถึงใคร ให้แก่คนนั้น  		ก็ทำให้ตัวเองมีความสุขศรัทธาในพระศาสนาในการทำความดี  		และในการบำเพ็ญประโยชน์เป็นต้น ก็เช่นเดียวกัน เมื่อให้ด้วยศรัทธา  		ก็มีความสุขจากการให้นั้น ดังนั้นคุณธรรมที่พัฒนาขึ้นมาในใจ เช่น  		เมตตากรุณา ศรัทธา จึงทำให้เรามีความสุขจากการให้ การให้กลายเป็นความสุข&lt;/span&gt; 		&lt;br&gt; 		&lt;br&gt; 		&lt;b&gt;&lt;span lang="TH"&gt;ขั้นที่ ๓ &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;span lang="TH"&gt; 		ความสุขเกิดจากการดำเนินชีวิตถูกต้องสอดคล้องกับความเป็นจริงของธรรมชาติ  		ไม่หลงอยู่ในโลกของสมมติ ที่ผ่านมานั้นเราอยู่ในโลกของสมมติมาก  		และบางทีเราก็หลงไปกับความสุขในโลกของสมมตินั้น แล้วก็ถูกสมมติ ล่อหลอกเอา  		อยู่ด้วยความหวังสุขจากสมมติที่ไม่จริงจังยั่งยืน  		และพาให้ตัวแปลกแยกจากความจริงของธรรมชาติ  		และขาดความสุขที่พึงได้จากความเป็นจริงในธรรมชาติเหมือนคนทำสวนที่มีวหวังความสุขจากเงินเดือน  		เลยมองข้ามผลที่แท้จริงตามธรรมชาติจากการทำงานของตัว  		คือความเจริญงอกงามของต้นไม้ ทำให้ทำงานด้วยความฝืนใจเป็นทุกข์  		ความสุขอยู่ที่การได้เงินเดือนอย่างเดียว ได้แต่รอความสุขที่อยู่ข้างหน้า  		แต่พอใจมาอยู่กับความเป็นจริงของธรรมชาติ  		อยากเห็นผลที่แท้จริงตามธรรมชาติของการทำงาน ของตน คือ  		อยากเห็นต้นไม้เจริญงอกงาม หายหลงสมมติ ก็มีความสุขในทำสวน และได้ความสุข  		จากการชื่นชมความเจริญงอกงามของต้นไม้อยู่ตลอดเวลา ดังนั้น  		คนที่ปรับชีวิตได้ เข้าถึงความจริงของธรรมชาติ  		จึงสามารถหาความสุขจากการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องตามความเป็นจริงของธรรมชาติ  		ได้เสมอ พอปัญญามาบรรจบให้วางใจถูก ชีวิตและความสุขก็ถึงความสมบูรณ์&lt;/span&gt; 		&lt;br&gt; 		&lt;br&gt; 		&lt;b&gt;&lt;span lang="TH"&gt;ขั้นที่ ๔ &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;span lang="TH"&gt; 		ความสุขจากความสามารถปรุงแต่ง คนเรานี้มีความสามารถในการปรุงแต่ง  		ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษของมนุษย์ ปรุงแต่งทุกข์ก็ได้ ปรุงแต่งสุขก็ได้  		โดยเฉพาะที่เห็นเด่นชัดก็คือปรุงแต่งความคิดมาสร้างสิ่งประดิษฐ์  		จนมีเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมาย&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 		              &lt;span lang="TH"&gt;ที่สำคัญก็คือในใจของเราเอง  		เรามักจะใช้ความสามารถในทางที่เป็นผลร้ายแก่ตนเอง แทนที่จะปรุงแต่งความสุข  		เรามักจะปรุงแต่งทุกข์ คือเก็บเอาอารมณ์ที่ไม่ดี ที่ขัดใจ ขัดหู ขัดตา  		เอามาครุ่นคิดให้ไม่สบายใจ ขุ่นมัว เศร้าหมอง โดยเฉพาะคนที่สูงอายุนี่  		ต้องระวังมาก ใจคอยจะเก็บอารมณ์ที่กระทบกระเทือน ไม่สบาย แล้วก็มาปรุงแต่ง  		ให้เกิดความกลุ้มใจ ว้าเหว่ เหงา เรียกใช้ความสามารถไม่เป็น&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 		              &lt;span lang="TH"&gt; 		พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เรารู้จักใช้ความสามารถในการปรุงแต่งแทนที่จะปรุงทุกข์  		ก็ปรุงสุข เก็บเอาแต่อารมณ์ที่ดีมาปรุงแต่งใจให้สบาย แม้แต่หายใจ  		ที่ยังให้ปรุงแต่งความสุขไปด้วย ลองฝึกดูก็ได้เวลาหายใจเข้า  		ก็ทำใจให้เบิกบาน เวลาหายใจออก ก็ทำใจให้โปร่งเบาทานสอนไว้ว่าสภาพจิต 		&lt;/span&gt;5 &lt;span lang="TH"&gt;อย่างอย่างนี้ ควรปรุงแต่งให้มีในใจอยู่เสมอ คือ&lt;/span&gt; 		&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; 		&lt;p class="MsoNormal" style="margin-left:72.0pt"&gt; 		&lt;span style="font-family: CordiaUPC" lang="TH"&gt;&lt;font size="5"&gt;๑.  		ปราโมทย์ ความร่าเริงเบิกปานใจ&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family: CordiaUPC"&gt;&lt;font size="5"&gt;&lt;br&gt; 		&lt;span lang="TH"&gt;๒. ปีติ ความอิ่มใจ&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 		&lt;span lang="TH"&gt;๓. ปัสสัทธิ ความสงบเย็น ผ่อนคลายกายใจ ไม่เครียด&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 		&lt;span lang="TH"&gt;๔. ความสุข ความโปร่งโล่งใจ คล่องใจ สะดวกใจ  		ไม่มีอะไรมาบีบคั้น หรือติดขัดคับข้อง และ&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 		&lt;/font&gt;&lt;span lang="TH"&gt;&lt;font size="5"&gt;๕. สมาธิ  		ภาวะที่จิตอยู่กับสิ่งที่ต้องการ ได้ตามาต้องการ ไม่มีอะไรมารล[กวน  		จิตอยู่ตัวของมัน&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; 		&lt;p class="MsoNormal" style="margin-left:36.0pt"&gt; 		&lt;span style="font-family: CordiaUPC"&gt;&lt;font size="5"&gt;&lt;br&gt; 		              &lt;span lang="TH"&gt;ขอย้ำว่า ๕ ตัวนี่สร้างไว้ประจำใจให้ได้  		เป็นสภาพจิตที่ดีมาก ผู้เจริญในธรรมจะมีคุณสมบัติของจิตใจ ๕ ประการนี้  		พระพุทธเจ้าตรัสว่า&lt;/span&gt; &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; 		&lt;p class="MsoNormal" style="margin-left:72.0pt"&gt; 		&lt;span style="font-family: CordiaUPC" lang="TH"&gt;&lt;font size="5"&gt;ตโต  		ปาโมชฺชพหุโล ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสติ&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; 		&lt;p class="MsoNormal" style="margin-left:72.0pt"&gt; 		&lt;span style="font-family: CordiaUPC" lang="TH"&gt;&lt;font size="5"&gt;แปลว่า  		ภิกษุปฏิบัติถูกต้องแล้ว มากด้วยปราโมทย์ มีจิตใจร่าเริงเบิกบานอยู่เสมอ  		จักทำทุกข์ให้หมดสิ้นไป ท่านพูดไว้ถึงอย่างนี้&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; 		&lt;p class="MsoNormal" style="margin-left:36.0pt"&gt; 		&lt;span style="font-family: CordiaUPC"&gt;&lt;font size="5"&gt;&lt;br&gt; 		              &lt;span lang="TH"&gt;ฉะนั้น ท่านผู้เกษียณอายุนั้น ถึงเวลาแล้ว  		ควรจะใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ ถือเป็นโอกาสดี มาปรุงแต่งใจ  		แต่ก่อนนี้ปรุงแต่งแต่ทุกข์ทำให้ใจเครียด ขุ่นมัว เศร้าหมอง  		ตอนนี้ปรุงแต่งใจให้มีธรรม &lt;/span&gt;5 &lt;span lang="TH"&gt;อย่างนี้ คือ ปราโมทย์  		มีความร่าเริงเบิกบานใจ ปีติ ความอิ่มใจ ปัสสัทธิ ความผ่อนคลาย  		สงบเย็นกายใจ สุข โล่งโปร่งใจ สมาธิ สงบใจตั้งมั่น ไม่มีอะไรมารบกวน  		อยู่ตัว สบายเลย ทำใจให้ได้อย่างนี้อยู่เสมอ ท่องไว้เลย &lt;/span&gt;5 		&lt;span lang="TH"&gt;ตัวนี้ คือ ปราโมทย์ ปีติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิ  		พระพุทธเจ้าประทานไว้แล้ว ทำไมเราไม่เอามาใช้  		นี่แหละความสามารถในการปรุงแต่งจิต เอามาใช้ สบายแน่  		และก็เจริญงอกงามในธรรมด้วย&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 		              &lt;span lang="TH"&gt;โดยเฉพาะ  		ที่นผู้สูงอายุนั้นก็เป็นธรรมดาว่าจะต้องมีเวลาพักและเวลาว่างที่ว่างจากกิจกรรม  		มากกว่าคนหนุ่มสาวและคนวัยทำงานที่เขายังมีกำลังร่างกายแข็งแรงดี  		ว่างจากงานเขาก็ไปเล่นไปทำกิจกรรมอื่น ๆ ได้มาก แต่ท่านที่สูงอายุ  		นอกจากออกกำลังบริหารร่างกายบ้างแล้ว ก็ต้องการเวลาพักผ่อนมากหน่อย  		จึงมีเวลาว่าง ซึ่งไม่ควรปล่อยให้กายว่างแต่ใจวุ่น&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 		              &lt;span lang="TH"&gt;เพราะฉะนั้น ในเวลาที่ว่าง ไม่มีอะไรทำ  		และก็ยังไม่พักผ่อนนอนหลับ หรือนอนแล้วก่อนจะหลับ ก็พักผ่อนจิตใจให้สบาย  		ขอเสนอวิธีปฏิบัติง่าย ๆ ไว้อย่างหนึ่งว่า ในเวลาที่ว่างอย่างนั้น  		ให้สูดลมหายใจเข้าและหายใจออกอย่างสบาย ๆ สม่ำเสมอ  		ให้ใจอยู่กับลมหายใจที่เข้าและออกนั้น พร้อมกันนั้นก็พูดในใจไปด้วย  		ตามจังหวะลมหายใจเข้าและออกว่า&lt;/span&gt; &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; 		&lt;p class="MsoNormal" style="margin-left:72.0pt"&gt; 		&lt;span style="font-family: CordiaUPC" lang="TH"&gt;&lt;font size="5"&gt; 		จิตใจเบิกบานหายใจเข้า&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family: CordiaUPC"&gt;&lt;font size="5"&gt;&lt;br&gt; 		&lt;/font&gt;&lt;span lang="TH"&gt;&lt;font size="5"&gt;จิตใจโล่งเบาหายใจออก&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; 		&lt;p class="MsoNormal" style="margin-left:36.0pt"&gt; 		&lt;span style="font-family: CordiaUPC"&gt;&lt;font size="5"&gt;&lt;br&gt; 		              &lt;span lang="TH"&gt;ในเวลาที่พูดในใจอย่างไร  		ก็ทำใจให้เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ด้วย หรืออาจจะเปลี่ยนเป็นสำนวนใหม่ก็ได้ว่า&lt;/span&gt; 		&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; 		&lt;p class="MsoNormal" style="margin-left:72.0pt"&gt; 		&lt;span style="font-family: CordiaUPC" lang="TH"&gt;&lt;font size="5"&gt;หายใจเข้า  		สูดเอาความสดชื่น&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family: CordiaUPC"&gt;&lt;font size="5"&gt;&lt;br&gt; 		&lt;/font&gt;&lt;span lang="TH"&gt;&lt;font size="5"&gt;หายใจออก ฟอกใจให้สดใส&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; 		&lt;p class="MsoNormal" style="margin-left:36.0pt"&gt; 		&lt;span style="font-family: CordiaUPC"&gt;&lt;font size="5"&gt;&lt;br&gt; 		              &lt;span lang="TH"&gt;ถูกกับตัวแบบไหน ก็เลือกเอาแบบนั้น  		หายใจพร้อมกับทำใจไปด้วยอย่างนี้ตามแต่จะมีเวลาหรือพอใจ  		ก็จะได้การพักผ่อนที่เสริมพลังทั้งร่างกายและจิตใจ ชีวิตจะมีความหมาย  		มีคุณค่า และมีความสุขอยู่เรื่อยไป&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 		&lt;br&gt; 		&lt;b&gt;&lt;span lang="TH"&gt;ขั้นที่ ๕ &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;span lang="TH"&gt;สุดท้าย  		ความสุขเหนือการปรุงแต่ง คราวนี้ไม่ต้องปรุงแต่ง คืออยู่ด้วยปัญญา  		ที่รู้เท่าทันความจริงของโลกและชีวิต การเข้าถึงความจริงด้วยปัญญาเห็นแจ้ง  		ทำให้วางจิตวางใจลงตัวสนิทสบาย กับทุกสิ่งทุกอย่าง อยู่อย่างผู้เจนจบชีวิต&lt;/span&gt; 		&lt;br&gt; 		              &lt;span lang="TH"&gt; 		สภาพจิตนี้จะเปรียบเทียบได้เหมือนสารถีที่เจนจบการขับรถสารถีผู้ชำนาญในการขับรถนั้น  		จะขับม้าให้นำรถเข้าถนน และวิ่งด้วยความเร็วพอดี ตอนแรกต้องใช้ความพยายาม  		ใช้แซ่ ดึงบังเหียนอยู่พักหนึ่ง แต่พอรถม้านั้นวิ่งเข้าที่เข้าทางดี  		ความเร็วพอดี อยู่ตัวแล้ว สารถีผู้เจนจบ ผู้ชำนาญแล้วนั้น จะนั่งสงบสบายเลย  		แต่ตลอดเวลานั้นเขามีตลอดเวลานั้นเขาไม่มีความประหวั่น ไม่มีความหวาด  		จิตเรียบสนิท ไม่เหมือนคนที่ยังไม่ชำนาญ จะขับรถนี่ ใจคอไม่ดี หวาดหวั่น  		ใจคอยกังวลโน่นนี่ ไม่ลงตัว แต่พอรู้เข้าใจความจริงเจนจบดี  		ด้วยความรู้นี่แหละ จะปรับความรู้สึกให้ลงตัว  		เป็นสภาพจิตที่เรียบสงบสบายที่สุด&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 		              &lt;span lang="TH"&gt; 		คนที่อยู่ในโลกด้วยความรู้เข้าใจโลกและชีวิตตามเป็นจริง  		จิตเจนจบกับโลกและชีวิต วางจิตลงตัวพอดี  		ทุกอย่างเข้าที่อยู่ตัวสนิทอย่างนี้ ท่านเรียกว่าเป็นจิตอุเบกขา  		เป็นจิตที่สบาย ไม่มีอะไรกวนเลยเรียบสนิท เป็นตัวของตัวเอง ลงตัว  		เมื่อทุกสิ่งเข้าที่ของมันแล้ว คนที่จิตลงตัวเช่นนี้  		จะมีความสุขอยู่ประจำตัวอยู่ตลอดเวลา เป็นสุขเต็มอิ่มอยู่ข้างใน  		ไม่ต้องหาจากข้างนอก  		และเป็นผู้มีชีวิตที่พร้อมที่จะทำเพื่อผู้อื่นได้เต็มที่  		เพราะไม่ต้องห่วงกังวลถึงความสุขของตนและไม่มีอะไรที่จะต้องทำเพื่อตัวเองอีกต่อไป  		จะมองโลกด้วยปัญญาที่รู้ความจริง และด้วยใจที่กว้างขวางและรู้สึกเกื้อกูล&lt;/span&gt; 		&lt;br&gt; 		              &lt;span lang="TH"&gt;คนที่พัฒนาความสุขมาถึงขึ้นสุดท้ายแล้วนี้  		เป็นผู้พร้อมที่จะเสวยความสุขทุกอย่างใน ๔ ข้อแรก ไม่เหมือนคนที่ไม่พัฒนา  		ได้แต่หาความสุขประเภทแรกอย่างเดียว  		เมื่อหาไม่ได้ก็มีแต่ความทุกข์เต็มที่และในเวลาที่เสพความสุขนั้น  		จิตใจก็ไม่โปร่งไม่โล่ง มีความหวั่นใจหวาดระแวงขุ่นมัว มีอะไรรบกวนอยู่ในใจ  		สุขไม่เต็มที่ แต่พอพัฒนาความสุขขึ้นมา ยิ่งพัฒนาถึงขั้นสูงขึ้น  		ก็มีโอกาสได้รับความสุขเพิ่มขึ้นหลายทาง กลายเป็นว่า  		ความสุขมีให้เลือกได้มากมาย และจิตใจที่พัฒนาดีแล้ว  		ช่วยให้เสวยความสุขทุกอย่างได้เต็มที่ โดยที่ในขณะนั้น ๆ  		ไม่มีอะไรรบกวนให้ขุ่นข้องหมองมัว&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 		              &lt;span lang="TH"&gt;เป็นอันว่าธรรมะ  		ช่วยให้เรารู้จักความสุขในการดำเนินชีวิตมากยิ่ง ๆขึ้นไป  		สู่ความเป็นผู้เต็มเปี่ยมสมบูรณ์  		จนกระทั่งความสุขเป็นคุณสมบัติของชีวิตอยู่ภายในตัวเองตลอดทุกเวลา  		ไม่ต้องหาไม่ต้องรออีกต่อไป ความสุข ๕ ขั้นนี้  		ความจริงแต่ละข้อต้องอธิบายกันมาก แต่วันนี้พูดไว้พอให้ได้หัวข้อก่อน  		คิดว่าคงจะเป็นประโยชน์พอสมควร&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 		              &lt;span lang="TH"&gt;ขออนุโมทนา ท่านผู้เข้าร่วมประชุมทุกท่าน  		ขอตั้งจิตส่งเสริมกำลังใจ ขอให้ทุกคนประสบจตุรพิธพรชัย  		มีปีติอิ่มใจอย่างน้อยว่า ชีวิตส่วนที่ผ่านมาได้ทำประโยชน์  		ได้ทำสิ่งที่มีค่าไปแล้ว ถือว่าได้บรรลุจุดหมายของชีวิตไปแล้วส่วนหนึ่ง&lt;/span&gt; 		&lt;br&gt; 		              &lt;span lang="TH"&gt;เพราะฉะนั้นจึงควรตั้งใจว่า  		เราจะเดินหน้าต่อไปอีกสู่จุดหมายชีวิตที่ควรจะได้ต่อไป  		เพราะยังมีสิ่งที่จะทำชีวิตให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นไปอีกไม่ใช่แค่นี้  		ชีวิตนั้นยังเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เป็นประโยชน์  		ที่จะทำให้เต็มเปี่ยมได้ยิ่งกว่านี้  		 จึงขอให้ทุกท่านเข้าถึงความสมบูรณ์ของชีวิตนั้นสืบต่อไปและขอให้ทุกที่นมี ความร่มเย็นเป็นสุขในพระธรรมขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยทั่วกันตลอดกาล ทุกเมื่อ.&lt;/span&gt; 		&lt;br&gt; 		&lt;br&gt; 		/&lt;/font&gt;&lt;span lang="TH"&gt;&lt;font size="5"&gt;คู่มือชีวิต/พระธรรมปิฎก  		(ป.อ.ปยุตฺโต)&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;font size="5"&gt; &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; 		&lt;p class="MsoNormal" style="text-align:justify;text-justify:inter-cluster"&gt; 		&lt;span style="font-size: 18.0pt; font-family: CordiaUPC"&gt;           &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;         &lt;center&gt;         &lt;dl&gt;&lt;dt&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue"&gt;&lt;span lang="TH"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;พุทธวิธีบริหาร&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;&lt;span style="mso-bidi-font-family:AngsanaUPC;color:blue"&gt;&lt;br&gt;             &lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;&lt;span style="mso-bidi-font-family: AngsanaUPC"&gt;&lt;font color="#FF0000"&gt;Buddhist             Style in Management&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/b&gt;&lt;/dt&gt;&lt;/dl&gt;&lt;/center&gt; &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1714414528364622293-2437601986002922193?l=life-update.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://life-update.blogspot.com/feeds/2437601986002922193/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1714414528364622293&amp;postID=2437601986002922193' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1714414528364622293/posts/default/2437601986002922193'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1714414528364622293/posts/default/2437601986002922193'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://life-update.blogspot.com/2011/11/blog-post_3457.html' title='ความสุข ๕ ชั้น'/><author><name>pairoj</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1714414528364622293.post-1433166212574808828</id><published>2011-11-27T10:04:00.001-08:00</published><updated>2011-11-27T10:04:53.390-08:00</updated><title type='text'>รัก 4 แบบ</title><content type='html'>&lt;p class="MsoTitle" align="center"&gt;&lt;span lang="TH"&gt;&lt;b&gt;&lt;a name="รัก 4 แบบ"&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="6" face="CordiaUPC"&gt;รัก         4 แบบ&lt;/font&gt;&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;         &lt;h1 align="right"&gt;&lt;span lang="TH"&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="5" face="CordiaUPC"&gt;สมหวัง          วิทยาปัญญานนท์&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/h1&gt;         &lt;h1 align="right"&gt;&lt;span lang="TH"&gt;&lt;font face="CordiaUPC"&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="5"&gt;16          ตุลาคม 2545&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;font face="CordiaUPC"&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="font-size:18.0pt;color:fuchsia"&gt;         &lt;br&gt;         Font : CordiaUPC&lt;/span&gt;&lt;span style="color: fuchsia"&gt;&lt;font size="5"&gt;                  &lt;/font&gt;         &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/font&gt;&lt;/h1&gt;         &lt;p class="MsoNormal" style="text-align:justify"&gt;&lt;span style="font-size:18.0pt"&gt;&lt;font face="CordiaUPC"&gt;&lt;b&gt;	เราลองมาพิจารณาเรื่องความรัก ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 4 แบบ ดังนี้ &lt;br&gt; 	1. รักใฝ่กามหา เป็นความรักในเชิงกามรส เชิงเพศ เช่นความรักของหนุ่มสาวที่รักไม่จริง หวังสนุกอย่างเดียว&lt;br&gt; 	2. รักเพื่อแบ่งปันความรัก เป็นความรักที่เผื่อแผ่ไปยังคนอื่น แบ่งๆ กันไป  สุขด้วยกัน ไม่ถึงกับขาดทุน เช่นความรักระหว่างเพื่อนฝูง  ญาติมิตรที่สนิทกัน&lt;br&gt; 	3. รักเพื่อทุกข์ และให้สุขแก่เขา เป็นความรักของผู้เสียสละ  เช่นความรักของพ่อ แม่ ที่มีต่อลูก เป็นการให้ความรักจนหมดตัว  จนถึงระดับขาดทุนจนตนเองเป็นทุกข์ เพราะคิดว่าสุขของคนที่เรารัก  เป็นความสุขของผู้เสียสละ&lt;br&gt; 	4. รักเพื่อตนเองเป็นสุข เป็นความรักที่เห็นแก่ตัว คนอื่นทุกข์ไม่เป็นไร  ขอให้ตนเองสมหวังก็แล้วกัน เช่นนักเที่ยว นักหว่านเสน่ห์ และนักปล้นสวาท  ทั้งหลาย&lt;/b&gt;         &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;         &lt;p class="MsoNormal" style="text-align:justify"&gt;&lt;span style="font-size:18.0pt"&gt;&lt;font face="CordiaUPC"&gt;&lt;b&gt;&lt;br&gt; 	ในทางพุทธนั้น อยากให้เปลี่ยนความรัก ที่คิดหวังจะเอาหรืออยากได้รับ เป็นความเมตตา ที่คิดหวังจะให้&lt;br&gt; 	อย่าลืม &amp;quot;ความรักที่ขาดปัญญา จะเหมือนคนตาบอด&amp;quot;  &amp;quot;ความรักเป็นพลังขับที่ทำให้ทำอะไรที่เหลือเชื่อ&amp;quot; และ  &amp;quot;ความรักเป็นดาบสองคม&amp;quot; ดังนั้นจงพึงระวังเรื่องความรัก         &lt;/b&gt;         &lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;         &lt;p class="MsoNormal" style="margin-left:21.3pt;text-align:justify;text-indent: 49.6pt"&gt;&lt;font face="CordiaUPC"&gt;&lt;span style="font-size:18.0pt" lang="TH"&gt;&lt;b&gt;หวังว่าคงเป็นประโยชน์บ้างตามสมควร&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="font-size:18.0pt"&gt;                  &lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;         &lt;font size="5"&gt;&lt;center&gt;         &lt;dl&gt;&lt;dt&gt;&lt;b&gt;&lt;font face="CordiaUPC"&gt;&lt;span style="color: blue"&gt;&lt;span lang="TH"&gt;พุทธวิธีบริหาร&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:13.5pt; mso-bidi-font-family:AngsanaUPC;color:blue"&gt;&lt;br&gt;             &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="mso-bidi-font-family: AngsanaUPC"&gt;&lt;font color="#FF0000" size="5"&gt;Buddhist             Style in Management&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/b&gt;&lt;/dt&gt;&lt;/dl&gt;&lt;/center&gt;&lt;/font&gt; &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1714414528364622293-1433166212574808828?l=life-update.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://life-update.blogspot.com/feeds/1433166212574808828/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1714414528364622293&amp;postID=1433166212574808828' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1714414528364622293/posts/default/1433166212574808828'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1714414528364622293/posts/default/1433166212574808828'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://life-update.blogspot.com/2011/11/4.html' title='รัก 4 แบบ'/><author><name>pairoj</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1714414528364622293.post-7877431194838830231</id><published>2011-11-27T10:03:00.001-08:00</published><updated>2011-11-27T10:03:37.457-08:00</updated><title type='text'>เรียน 7 วิชาพ้นจากการเป็นทาส</title><content type='html'>&lt;p align="center"&gt;&lt;font color="#FF0000" size="6" face="CordiaUPC"&gt;&lt;b&gt;&lt;a name="เรียน 7 วิชาพ้นจากการเป็นทาส"&gt;เรียน         7 วิชาพ้นจากการเป็นทาส&lt;/a&gt;&lt;/b&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;         &lt;p align="left"&gt;&lt;b&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;Font : CordiaUPC&lt;/font&gt;&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;         &lt;p align="left"&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="5" face="CordiaUPC"&gt;&lt;b&gt;กรีกโบราณ&lt;/b&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;         &lt;div align="center"&gt;           &lt;center&gt;           &lt;table border="0"&gt;             &lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;               &lt;td&gt;&lt;font color="#0000FF" size="5" face="CordiaUPC"&gt;&lt;b&gt;1.         พละ         &lt;/b&gt;         &lt;/font&gt;&lt;/td&gt;               &lt;td&gt;&lt;font color="#0000FF" size="5" face="CordiaUPC"&gt;&lt;b&gt; 2.         ดนตรี           &lt;/b&gt;         &lt;/font&gt;&lt;/td&gt;               &lt;td&gt;&lt;font color="#0000FF" size="5" face="CordiaUPC"&gt;&lt;b&gt;         3. เลขคณิต         &lt;/b&gt;         &lt;/font&gt;&lt;/td&gt;             &lt;/tr&gt;             &lt;tr&gt;               &lt;td&gt;&lt;font color="#0000FF" size="5" face="CordiaUPC"&gt;&lt;b&gt;         4.         เรขาคณิต         &lt;/b&gt;         &lt;/font&gt;&lt;/td&gt;               &lt;td&gt;&lt;font color="#0000FF" size="5" face="CordiaUPC"&gt;&lt;b&gt; 5.         ดาราศาสตร์          &lt;/b&gt;         &lt;/font&gt;&lt;/td&gt;               &lt;td&gt;&lt;font color="#0000FF" size="5" face="CordiaUPC"&gt;&lt;b&gt;         6.         ภาษาศาสตร์             &lt;/b&gt;         &lt;/font&gt;&lt;/td&gt;             &lt;/tr&gt;             &lt;tr&gt;               &lt;td&gt;&lt;br&gt;&lt;/td&gt;               &lt;td&gt;&lt;font color="#0000FF" size="5" face="CordiaUPC"&gt;&lt;b&gt; 7. ปรัชญา         &lt;/b&gt;         &lt;/font&gt;&lt;/td&gt;               &lt;td&gt;&lt;br&gt;&lt;/td&gt;             &lt;/tr&gt;           &lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;           &lt;/center&gt;         &lt;/div&gt;         &lt;p align="left"&gt;&lt;font color="#0000FF" size="5" face="CordiaUPC"&gt;&lt;b&gt;                                                                                                          &lt;/b&gt;         &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;         &lt;p align="left"&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="5" face="CordiaUPC"&gt;&lt;b&gt;โรมัน&lt;/b&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;         &lt;div align="center"&gt;           &lt;center&gt;           &lt;table border="0"&gt;             &lt;tbody&gt;&lt;tr&gt;               &lt;td&gt;&lt;font color="#0000FF" size="5" face="CordiaUPC"&gt;&lt;b&gt;1. ตรรกวิทยา          &lt;/b&gt;         &lt;/font&gt;&lt;/td&gt;               &lt;td&gt;&lt;font color="#0000FF" size="5" face="CordiaUPC"&gt;&lt;b&gt; 2.         ดนตรี              &lt;/b&gt;         &lt;/font&gt;&lt;/td&gt;               &lt;td&gt;&lt;font color="#0000FF" size="5" face="CordiaUPC"&gt;&lt;b&gt;         3. เลขคณิต          &lt;/b&gt;         &lt;/font&gt;&lt;/td&gt;             &lt;/tr&gt;             &lt;tr&gt;               &lt;td&gt;&lt;font color="#0000FF" size="5" face="CordiaUPC"&gt;&lt;b&gt;         4.         เรขาคณิต         &lt;/b&gt;         &lt;/font&gt;&lt;/td&gt;               &lt;td&gt;&lt;font color="#0000FF" size="5" face="CordiaUPC"&gt;&lt;b&gt; 5.         ดาราศาสตร์         &lt;/b&gt;         &lt;/font&gt;&lt;/td&gt;               &lt;td&gt;&lt;font color="#0000FF" size="5" face="CordiaUPC"&gt;&lt;b&gt;6.         ภาษาศาสตร์           &lt;/b&gt;         &lt;/font&gt;&lt;/td&gt;             &lt;/tr&gt;             &lt;tr&gt;               &lt;td&gt;&lt;br&gt;&lt;/td&gt;               &lt;td&gt;&lt;font color="#0000FF" size="5" face="CordiaUPC"&gt;&lt;b&gt; 7. ปรัชญา         &lt;/b&gt;         &lt;/font&gt;&lt;/td&gt;               &lt;td&gt;&lt;br&gt;&lt;/td&gt;             &lt;/tr&gt;           &lt;/tbody&gt;&lt;/table&gt;           &lt;/center&gt;         &lt;/div&gt;         &lt;p align="left"&gt;&lt;font color="#0000FF" size="5" face="CordiaUPC"&gt;&lt;b&gt;                                                                                                &lt;/b&gt;         &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;         &lt;p align="left"&gt;&lt;font color="#008000" size="5" face="CordiaUPC"&gt;&lt;b&gt;ผู้ที่เรียนแล้ว          จะพ้นจากการเป็นทาส&lt;/b&gt;&lt;/font&gt;&lt;/p&gt;         &lt;p align="left"&gt;&lt;font face="CordiaUPC"&gt; &lt;/font&gt;&lt;/p&gt;         &lt;font size="5"&gt;&lt;center&gt;         &lt;dl&gt;&lt;dt&gt;&lt;font size="4" face="CordiaUPC"&gt;&lt;b&gt;&lt;font size="5"&gt;&lt;span style="color: blue"&gt;&lt;span lang="TH"&gt;พุทธวิธีบริหาร&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size:13.5pt; mso-bidi-font-family:AngsanaUPC;color:blue"&gt;&lt;br&gt;             &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;span style="mso-bidi-font-family: AngsanaUPC"&gt;&lt;font color="#FF0000" size="5"&gt;Buddhist             Style in Management&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/font&gt;&lt;/dt&gt;&lt;/dl&gt;&lt;/center&gt;&lt;/font&gt; &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1714414528364622293-7877431194838830231?l=life-update.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://life-update.blogspot.com/feeds/7877431194838830231/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1714414528364622293&amp;postID=7877431194838830231' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1714414528364622293/posts/default/7877431194838830231'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1714414528364622293/posts/default/7877431194838830231'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://life-update.blogspot.com/2011/11/7.html' title='เรียน 7 วิชาพ้นจากการเป็นทาส'/><author><name>pairoj</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1714414528364622293.post-9213853987675732723</id><published>2011-11-27T10:02:00.001-08:00</published><updated>2011-11-27T10:02:59.413-08:00</updated><title type='text'>มงคลชีวิต ๓๘ ประการ</title><content type='html'>&lt;font face="CordiaUPC"&gt;&lt;b&gt;&lt;font color="#FF0000" size="7"&gt;&lt;a name="มงคลชีวิต ๓๘ ประการ"&gt;มงคลชีวิต ๓๘ ประการ&lt;/a&gt;&lt;/font&gt;&lt;/b&gt;&lt;/font&gt;     &lt;p align="right"&gt;     &lt;b&gt;     &lt;font color="#008080" size="5" face="CordiaUPC"&gt;     ศาลาธรรม&lt;br&gt;     Font : CordiaUPC&lt;/font&gt;     &lt;/b&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="right"&gt;&lt;font face="CordiaUPC"&gt;&lt;b&gt;&lt;font color="#008080" size="5"&gt;Copy From     &amp;gt;&amp;gt;&amp;gt;&amp;gt;   &lt;a href="http://salatham.com/do-donts/38virtues.htm"&gt;http://salatham.com/do-donts/38virtues.htm&lt;/a&gt;&lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/b&gt;&lt;font size="5"&gt;     &lt;br&gt;     มงคล     คือเหตุแห่งความสุข     ความก้าวหน้าในการดำเนินชีวิต     ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ให้พุทธศาสนิกชนได้พึงปฏิบัติ&lt;br&gt;     นำมาจากบทมงคลสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสตอบปัญหาเทวดาที่ถามว่า     คุณธรรมอันใดที่ทำให้ชีวิตประสบความเจริญหรือมี &lt;/font&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;     &lt;b&gt;     &lt;font color="#008080" size="5" face="CordiaUPC"&gt;     &amp;quot;มงคลชีวิต&amp;quot; ซึ่งก็มี ๓๘     ประการได้แก่&lt;br&gt;     &lt;br&gt;     ๑. การไม่คบคนพาล                             ๒. การคบบัญฑิต                                  ๓.     การบูชาบุคคลที่ควรบูชา  &lt;br&gt;     ๔.     การอยู่ในถิ่นอันสมควร                       ๕. เคยทำบุญมาก่อน                                   ๖. การตั้งตนชอบ &lt;br&gt;      ๗. ความเป็นพหูสูต                             ๘. การรอบรู้ในศิลปะ                              ๙. มีวินัยที่ดี  &lt;br&gt;     ๑๐.กล่าววาจาอันเป็นสุภาษิต                      ๑๑.การบำรุงบิดามารดา                             ๑๒.การสงเคราะห์บุตร&lt;br&gt;     ๑๓.การสงเคราะห์ภรรยา                          ๑๔.ทำงานไม่ให้คั่งค้าง                               ๑๕.การให้ทาน&lt;br&gt;     ๑๖.การประพฤติธรรม                             ๑๗.การสงเคราะห์ญาติ                              ๑๘.ทำงานที่ไม่มีโทษ&lt;br&gt;     ๑๙.ละเว้นจากบาป                            ๒๐.สำรวมจากการดื่มน้ำเมา                         ๒๑.ไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย&lt;br&gt;     ๒๒.มีความเคารพ                              ๒๓.มีความถ่อมตน                               ๒๔.มีความสันโดษ&lt;br&gt;     ๒๕.มีความกตัญญู                             ๒๖.การฟังธรรมตามกาล                        ๒๗.มีความอดทน&lt;br&gt;     ๒๘.เป็นผู้ว่าง่าย                                ๒๙.การได้เห็นสมณะ                            ๓๐.การสนทนาธรรมตามกาล&lt;br&gt;     ๓๑.การบำเพ็ญตบะ                           ๓๒.การประพฤติพรหมจรรย     ์                 ๓๓.การเห็นอริยสัจ&lt;br&gt;     ๓๔.การทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน                  ๓๕.มีจิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม                       ๓๖.มีจิตไม่เศร้าโศก&lt;br&gt;     ๓๗.มีจิตปราศจากกิเลส                          ๓๘.มีจิตเกษม&lt;/font&gt;     &lt;/b&gt;     &lt;/p&gt;      &lt;p align="center"&gt;&lt;b&gt;     &lt;font color="#FF00FF" size="6" face="CordiaUPC"&gt;     ๑. การไม่คบคนพาล&lt;/font&gt;     &lt;/b&gt;     &lt;/p&gt; &lt;blockquote&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     ท่านว่าลักษณะของคนพาลมี     ๓ ประการคือ &lt;br&gt;     ๑.คิดชั่ว     คือการมีจิตคิดอยากได้ในทางทุจริต     มีความพยาบาท     และมิจฉาทิฏฐิ     คือเห็นผิดเป็นชอบ &lt;br&gt;     ๒.พูดชั่ว     คือคำพูดที่ประกอบไปด้วยวจีทุจริตเช่น     พูดเท็จ พูดส่อเสียด     พูดคำหยาบ     และพูดเพ้อเจ้อ &lt;br&gt;     ๓.ทำชั่ว     คือทำอะไรที่ประกอบด้วยกายทุจริตเช่น     การฆ่าสัตว์ ลักขโมย     ฉ้อโกง ฉุดคร่าอนาจาร     ประพฤติผิดในกาม&lt;br&gt;     &lt;br&gt;     รูปแบบของคนพาล     มีข้อควรสังเกตุคือ &lt;br&gt;     ๑.     ชอบแนะนำไปในทางที่ผิด     หรือที่ไม่ควรแนะนำ     อาทิเช่น     แนะนำให้ไปเล่นการพนัน     ให้ไปลักขโมย     ให้กินยาบ้า&lt;br&gt;     ให้เสพยา     ชวนไปฉุดคร่าอนาจารเป็นต้น     เหล่านี้ถือว่าเป็นพาล     &lt;br&gt;     ๒.     ชอบทำในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ     อาทิเช่น     ไม่ทำงานตามหน้าที่ของตนให้เรียบร้อย&lt;br&gt;     แต่กลับชอบจะไปก้าวก่ายยุ่งกับหน้าที่การงานของผู้อื่น     หรือไปจับผิดเพื่อนร่วมงาน     แกล้ง ยุยง&lt;br&gt;     นินทาว่าร้ายกันและกันเป็นต้น     &lt;br&gt;     ๓.     ชอบทำผิดโดยเห็นสิ่งผิดเป็นของดี     อาทิเช่น     การสูบยาได้เป็นฮีโร่     เห็นคนที่ซื่อสัตย์เป็นคนโง่ไม่กินตามน้ำ     &lt;br&gt;     ชอบรับสินบน     ทุจริตในหน้าที่     หรือช่วยพวกพ้องให้พ้นจากความผิดเป็นต้น     &lt;br&gt;     ๔.     จะโกรธเคืองเมื่อพูดเตือน     อาทิเช่น     การเตือนเรื่องการเที่ยวเตร่     เตือนเรื่องการดื่มเหล้า     กลับบ้านดึก&lt;br&gt;     เตือนเรื่องการคบเพื่อนเป้นต้น     คนพวกนี้จะโกรธเมื่อได้รับการตักเตือน     และไม่รับฟัง &lt;br&gt;     ๕. ไม่มีระเบียบวินัย     อาทิเช่น     ไม่เข้าคิวตามลำดับก่อนหลัง     แต่ชอบแซงคิวอย่างหน้าด้านๆ     ทิ้งขยะลงคลอง     หรือข้างทาง&lt;br&gt;     ไม่เคารพกฏหมายของบ้านเมือง     หรือของท้องถิ่นเป็นต้น&lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;font face="CordiaUPC"&gt;&lt;font size="5"&gt;     &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="6"&gt;&lt;b&gt;     ๒. การคบบัญฑิต &lt;br&gt;     &lt;/b&gt;&lt;/font&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     บัณฑิต     หมายถึงผู้ทรงความรู้     มีปัญญา มีจิตใจที่งาม     และมีการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง     รู้ดีรู้ชั่ว (ไม่ใช่คนที่จบปริญญาโดยนัย)&lt;br&gt;     มีลักษณะดังนี้คือ     &lt;br&gt;     ๑. เป็นคนคิดดี     คือการไม่คิดละโมบ     ไม่พยาบาทปองร้ายใคร     รู้จักให้อภัย     เชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ     ความกตัญญูรู้คุณเป็นต้น     &lt;br&gt;     ๒. เป็นคนพูดดี     คือวจีสุจริต พูดจริง     ทำจริงไม่โกหก     ไม่พูดหยาบ ถากถาง     นินทาว่าร้าย &lt;br&gt;     ๓. เป็นคนทำดี     คือทำอาชีพสุจริต     มีเมตตา     ทำทานเป็นปกตินิสัย     อยู่ในศีลธรรม     ทำสมาธิภาวนา &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     รูปแบบของบัณฑิต     มีข้อควรสังเกตุคือ &lt;br&gt;     ๑.     ชอบชักนำในทางที่ถูกที่ควร     อาทิเช่นการชักนำให้เลิกทำในสิ่งที่ผิด     ตักเตือนให้ทำความดีอย่างเช่น&lt;br&gt;     ให้เลิกเล่นการพนันเป็นต้น     &lt;br&gt;     ๒.     ชอบทำในสิ่งที่เป็นธุระ     อาทิเช่นการทำหน้าที่ของตนให้ลุล่วง     และใช้เวลาที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์&lt;br&gt;     ไม่ก้าวก่ายเรื่องของผู้อื่นเว้นแต่จะได้รับการร้องขอ     &lt;br&gt;     ๓.     ชอบทำและแนะนำสิ่งที่ถูกที่ควร     อาทิเช่นการพูดและทำอย่างตรงไปตรงมา     แนะนำการทำทานที่ถูกต้อง&lt;br&gt;     ทำตนให้เป็นประโยชน์ต่อคนอื่น     &lt;br&gt;     ๔. รับฟังดี ไม่โกรธ     อาทิเช่นเมื่อมีคนมาว่ากล่าวก็ไม่ถือโทษ     หรือโกรธ หรือทำอวดดี&lt;br&gt;     แต่จะรับฟังแล้วนำไปพิจารณาโดยยุติธรรม     แล้วนำมาแก้ไขปรับปรุง     &lt;br&gt;     ๕. รู้ระเบียบ     กฏกติกามรรยาทที่ดี     อาทิเช่นการรักษาระเบียบวินัยขององค์กร     เพื่อให้หมู่คณะมีความเป็นระเบียบ&lt;br&gt;     และการดำเนินงานไม่สับสน     หรือการรักษาความสะอาด     ปฏิบัติ     และเคารพกฏของสถานที่     ไม่ทำตามอำเภอใจ&lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;b&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="6" face="CordiaUPC"&gt;     ๓.     การบูชาบุคคลที่ควรบูชา     &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;&lt;/b&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     การบูชา     คือการแสดงความเคารพบุคคลที่เรานับถือ     ยกย่อง     เลื่อมใสในบุคคลคนนั้น     ซึ่งการบูชาแบ่งออกเป็น     ๒ อย่างคือ&lt;br&gt;     &lt;br&gt;     ๑. อามิสบูชา     คือการบูชาด้วยสิ่งของเช่น     การนำเงินให้พ่อแม่ไว้ใช้จ่าย     หรือมอบทรัพย์สินให้พ่อแม่     หรือการนำดอกไม้&lt;br&gt;     ธูปเทียนไปบูชาพระก็ถือเป็นอามิสบูชาเป้นต้น     &lt;br&gt;     ๒.ปฏิบัติบูชา     คือการบูชาด้วยการเจริญสมาธิภาวนา     การฝึกจิตให้ไม่ฟุ้งซ่าน     เห็นความจริงในความเป็นไปของโลกเป็นต้น     &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     บุคคลที่ควรบูชา     มีดังนี้คือ &lt;br&gt;     ๑.พระพุทธเจ้า (คงไม่ต้องอธิบาย)     &lt;br&gt;     ๒.พระปัจเจกพระพุทธเจ้า     หมายถึงพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา     &lt;br&gt;     ๓.พระมหากษัตริย์ผู้ตั้งอยู่ในทศพิศราชธรรม     &lt;br&gt;     ๔.บิดามารดา &lt;br&gt;     ๕.ครูอาจารย์     ที่มีความรู้ดี     มีความสามารถ     และประพฤติดี &lt;br&gt;     ๖.อุปัชฌาย์     หรือผู้บังคับบัญชาที่มีความประพฤติดี     ตั้งอยู่ในธรรม&lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;font face="CordiaUPC"&gt;&lt;font size="5"&gt;     &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;&lt;b&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="6"&gt;     ๔.     การอยู่ในถิ่นอันสมควร     &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;&lt;/b&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     ถิ่นอันสมควรควรประกอบด้วยสิ่งแวดล้อม     ๔ อย่างได้แก่ &lt;br&gt;     ๑.อาวาสเป็นที่สบาย     หมายถึงอยู่แล้วสบาย     เช่นสะอาด     เดินทางไปมาสะดวก     อากาศดี     เป็นแหล่งชุมชน&lt;br&gt;     ไม่มีแหล่งอบายมุขเป็นต้น     &lt;br&gt;     ๒.อาหารเป็นที่สบาย     หมายถึงอาหารการกินอุดมสมบูรณ์     เช่นมีแหล่งอาหารที่สามารถจัดซื้อหามาได้ง่าย     เป็นต้น &lt;br&gt;     ๓.บุคคลเป็นที่สบาย     หมายถึงที่ที่มีคนดี     จิตใจโอบอ้อมอารี     ถ้อยทีถ้อยอาศัย     มีศีลธรรม ไม่มีโจร     นักเลง&lt;br&gt;     หรือใกล้แหล่งอิทธิพลเป็นต้น     &lt;br&gt;     ๔.ธรรมะเป็นที่สบาย     หมายถึงมีที่พึ่งด้านธรรมะ     มีที่ฟังธรรมเช่น     มีวัดอยู่ในละแวกนั้น     มีโรงเรียน&lt;br&gt;     หรือแหล่งศึกษาหาความรู้เป็นต้น&lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;font face="CordiaUPC"&gt;&lt;font size="5"&gt;     &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;&lt;b&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="6"&gt;     ๕. เคยทำบุญมาก่อน &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;&lt;/b&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     ขึ้นชื่อว่าบุญนั้น     มีคุณสมบัติดังต่อไปนี้คือ     &lt;br&gt;     ๑. ทำให้กาย วาจา และใจ     สะอาดได้ &lt;br&gt;     ๒. นำมาซึ่งความสุข &lt;br&gt;     ๓. ติดตามไปได้     หมายถึงบุญจะติดตัวเราไปได้ตลอดจนถึงชาติหน้า     &lt;br&gt;     ๔. เป็นของเฉพาะตน     หมายถึงขอยืม     หรือแบ่งกันไม่ได้     ทำเองได้เอง &lt;br&gt;     ๕.     เป็นที่มาของโภคทรัพย์ทั้งหลาย     คือว่าผลของบุญจะบันดาลให้เกิดขึ้นได้เองโดยไม่ได้หวังผล     &lt;br&gt;     ๖. ให้มนุษย์สมบัติ     ทิพย์สมบัติ     และนิพพานสมบัติแก่เราได้     หมายถึงความสมบูรณ์ตั้งแต่ทางโลก     จนถึงนิพพานได้เลย &lt;br&gt;     ๗.     เป็นปัจจัยให้ถึงซึ่งนิพพาน     ก็คือเป็นปัจจัยในการส่งเสริมให้บรรลุถึงนิพพานได้เร็วขึ้นเมื่อปฏิบัติ     &lt;br&gt;     ๘.     เป็นเกราะป้องกันภัยในวัฏสังสาร     หมายถึงในวงจรการเกิด     แก่ เจ็บ ตาย     หรือที่เรียกว่าเวียนว่ายตายเกิดนั้น&lt;br&gt;     บุญจะคุ้มครองให้ผู้นั้นเกิดในที่ดี     อยู่อย่างมีความสุข     หรือตายอย่างไม่ทรมาน     ขึ้นอยู่กับกำลังบุญที่สร้างสมมา     &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     การทำบุญนั้นมีหลายวิธี     แต่พอสรุปได้สั้นๆดังนี้คือ     &lt;br&gt;     ๑.การทำทาน &lt;br&gt;     ๒.การรักษาศีล &lt;br&gt;     ๓.การเจริญภาวนา&lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;b&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="6" face="CordiaUPC"&gt;     ๖. การตั้งตนชอบ &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;&lt;/b&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     หมายถึงการดำเนินชีวิตอย่างมีเป้าหมาย     ด้วยความถูกต้องและสุจริต     อยู่ในสัมมาอาชีพ&lt;br&gt;     มีแผนการที่จะไปให้ถึงจุดหมายนั้นด้วยความไม่ประมาท     มีการเตรียมพร้อม     และมีความอดทนไม่ละทิ้งกลางคัน     &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;b&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="6" face="CordiaUPC"&gt;     ๗. ความเป็นพหูสูต     &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;&lt;/b&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     คือเป็นผู้ที่ฟังมาก     เล่าเรียนมาก     เป็นผู้รอบรู้     โดยมีลักษณะดังนี้คือ &lt;br&gt;     ๑.รู้ลึก     คือการรู้ในสิ่งนั้นๆ     เรื่องนั้นๆอย่างหมดจดทุกแง่ทุกมุม     อย่างมีเหตุมีผล     รู้ถึงสาเหตุจนเรียกว่าความชำนาญ     &lt;br&gt;     ๒.รู้รอบ     คือการรู้จักช่างสังเกตในสิ่งต่างๆ     รอบตัว     เช่นเหตุการณ์แวดล้อมเป็นต้น     &lt;br&gt;     ๓.รู้กว้าง     คือการรู้ในสิ่งใกล้เคียงกับเรื่องนั้นๆ     ที่เกี่ยวข้องกัน     สัมพันธ์กันเป็นต้น &lt;br&gt;     ๔.รู้ไกล     คือการศึกษาถึงความเป็นไปได้     ผลในอนาคตเป็นต้น &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     ถ้าอยากจะเป็นพหูสูตก็ควรต้องมีคุณสมบัติดังว่านี้คือ     &lt;br&gt;     ๑.ความตั้งใจฟัง     ก็คือชอบฟัง     ชอบอ่านหาความรู้     และค้นคว้าเป็นต้น &lt;br&gt;     ๒.ความตั้งใจจำ     ก็คือรู้จักวิธีจำ     โดยตั้งใจอ่านหรือฟังในสิ่งนั้นๆ     และจับใจความให้ได้ &lt;br&gt;     ๓.ความตั้งใจท่อง     ก็คือท่องให้รู้โดยอัตโนมัติ     ไม่ลืม     ในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญ     &lt;br&gt;     ๔.ความตั้งใจพิจารณา     ก็คือการรู้จักพิจารณา     ตรึกตรองในสิ่งนั้นๆอย่างทะลุปรุโปร่ง     &lt;br&gt;     ๕.ความเข้าใจในปัญหา     ก็คือการรู้อย่างแจ่มแจ้งในปัญหาอย่างถ่องแท้ด้วยปัญญา     &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;b&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="6" face="CordiaUPC"&gt;     ๘. การรอบรู้ในศิลปะ     &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;&lt;/b&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     ศิลปะ     คือสิ่งที่แสดงออกถึงความงดงาม     และมีความสุนทรีย์     โดยลักษณะของมันมีดังนี้คือ     &lt;br&gt;     ๑.มีความปราณีต &lt;br&gt;     ๒.ทำให้ของดูมีค่ามากขึ้น     &lt;br&gt;     ๓.ทำให้เกิดความคิดสร้างสรรค์     &lt;br&gt;     ๔.ไม่ทำให้เกิดกามกำเริบ     &lt;br&gt;     ๕.ไม่ทำให้เกิดความพยาบาท     &lt;br&gt;     ๖.ไม่ทำให้เกิดความเบียดเบียน     &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     ถ้าท่านอยากเป็นคนมีศิลปะ     ควรต้องฝึกให้มีคุณสมบัติเหล่านี้ไว้ในตัวคือ     &lt;br&gt;     ๑.มีศรัทธาในความงดงามของสิ่งต่างๆ     &lt;br&gt;     ๒.หมั่นสังเกตและพิจารณา     &lt;br&gt;     ๓.มีความปราณีต     อารมณ์ละเอียดอ่อน &lt;br&gt;     ๔.เป็นคนสุขุม     มีความคิดสร้างสรรค์     &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;b&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="6" face="CordiaUPC"&gt;     ๙. มีวินัยที่ดี &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;&lt;/b&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     วินัย ก็คือข้อกำหนด     ข้อบังคับ     กฏเกณฑ์เพื่อควบคุมให้มีความเป็นระเบียบนั่นเอง     มีทั้งวินัยของสงฆ์และของคนทั่วไป&lt;br&gt;     สำหรับของสงฆ์นั้นมีทั้งหมด     ๗ อย่างหรือเรียกว่า     อนาคาริยวินัย     ส่วนของบุคคลทั่วไปก็มี     ๑๐ อย่าง&lt;br&gt;     คือการละเว้นจากอกุศลกรรม     ๑๐ ประการ &lt;br&gt;     อนาคาริยวินัยของพระมีดังนี้     &lt;br&gt;     ๑.ปาฏิโมกขสังวร     คือการอยู่ในศีลทั้งหมด     ๒๒๗ ข้อ     การผิดศีลข้อใดข้อหนึ่งก็ถือว่าต้องโทษแล้วแต่ความหนักเบา&lt;br&gt;     เรียงลำดับกันไปตั้งแต่     ขั้นปาราชิก     สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย     ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ     ทุกกฏ ทุพภาสิต     เป็นต้น&lt;br&gt;     (ความหมายของแต่ละคำมันต้องอธิบายเยอะ     จะไม่กล่าวในที่นี้) &lt;br&gt;     ๒.อินทรียสังวร     คือการสำรวมอายตนะทั้ง     ๕ และกาย วาจา ใจ     ให้อยู่กับร่องกับรอย&lt;br&gt;     โดยอย่าไปเพลิดเพลินติดกับสิ่งที่มาสัมผัสเหล่านั้น     &lt;br&gt;     ๓.อาชีวปาริสุทธิสังวร     คือการหาเลี้ยงชีพในทางที่ชอบ     นั่นก็คือการออกบิณฑบาตร     ไม่ได้เรียกร้อง&lt;br&gt;     เรี่ยไรหรือเที่ยวขอเงินชาวบ้านมาเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของตัวเอง     &lt;br&gt;     ๔.ปัจจยปัจจเวกขณะ     คือการพิจารณาในสิ่งของทั้งหลายถึงคุณประโยชน์โดยเนื้อแท้ของสิ่งของเหล่านั้นอย่างแท้จริง&lt;br&gt;     โดยใช้เพื่อบริโภค     เพื่อประโยชน์     ความอยู่รอด     และความเป็นไปของชีวิตเท่านั้น     &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     วินัยสำหรับฆราวาส     หรือบุคคลทั่วไป     เรียกว่าอาคาริยวินัย     มีดังนี้ (อกุศลกรรมบถ     ๑๐ ประการ) &lt;br&gt;     ๑.ไม่ฆ่าชีวิตคน     หรือสัตว์ไม่ว่าน้อย     ใหญ่ &lt;br&gt;     ๒.ไม่ลักทรัพย์     ยักยอกเงิน     สิ่งของมาเป็นของตัว &lt;br&gt;     ๓.ไม่ประพฤติผิดในกาม     ผิดลูกผิดเมีย     ข่มขืนกระทำชำเรา &lt;br&gt;     ๔.ไม่พูดโกหก     หลอกลวงให้หลงเชื่อ     หรือชวนเชื่อ &lt;br&gt;     ๕.ไม่พูดส่อเสียด     นินทาว่าร้าย     ยุยงให้คนแตกแยกกัน &lt;br&gt;     ๖.ไม่พูดจาหยาบคาย     ให้เป็นที่แสลงหูคนอื่น     &lt;br&gt;     ๗.ไม่พูดจาไร้สาระ     หรือที่เรียกว่าพูดจาเพ้อเจ้อไม่มีสาระ     เหตุผล     หรือประโยชน์อันใด &lt;br&gt;     ๘.ไม่โลภอยากได้ของเขา     คือมีความคิดอยากเอาของคนอื่นมาเป็นของเรา     &lt;br&gt;     ๙.ไม่คิดร้าย     ผูกใจเจ็บ แค้น     ปองร้ายคนอื่น &lt;br&gt;     ๑๐.ไม่เห็นผิดเป็นชอบ     เช่น     เห็นว่าพ่อแม่ไม่มีความสำคัญ     บุญหรือกรรมไม่มีจริงเป็นต้น&lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;b&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="6" face="CordiaUPC"&gt;     ๑๐.กล่าววาจาอันเป็นสุภาษิต     &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;&lt;/b&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     คำว่าวาจาอันเป็นสุภาษิตในที่นี้มิได้หมายถึงเพียงว่าต้องเป็นคำร้อยกรอง     ร้อยแก้ว&lt;br&gt;     เป็นคำคมบาดใจมีความหมายลึกซึ้งเท่านั้น     แต่รวมถึงคำพูดที่ดี     มีประโยชน์ต่อผู้ฟัง     ซึ่งสรุปว่าประกอบด้วยลักษณะดังนี้     &lt;br&gt;     ๑.ต้องเป็นคำจริง     คือข้อมูลที่ถูกต้อง     มีหลักฐานอ้างอิงได้     ไม่ได้ปั้นแต่งขึ้นมาพูด     &lt;br&gt;     ๒.ต้องเป็นคำสุภาพ     คือพูดด้วยภาษาที่สุภาพ     มีความไพเราะในถ้อยคำ     ไม่มีคำหยาบโลน     หรือคำด่า &lt;br&gt;     ๓.พูดแล้วมีประโยชน์     คือมีประโยชน์ต่อผู้ฟังถ้าหากนำแนวทางไปคิด     หรือปฏิบัติในทางสร้างสรรค์     &lt;br&gt;     ๔.พูดด้วยจิตที่มีเมตตา     คือพูดด้วยจิตใจที่มีความปรารถนาดีต่อผู้ฟัง     มีความจริงใจต่อผู้ฟัง     &lt;br&gt;     ๕.พูดได้ถูกกาลเทศะ     คือพูดในสถานที่เหมาะสม     และในเวลาที่เหมาะสม&lt;br&gt;     โดยความเหมาะสมจะมีมากน้อยเช่นไรก็ขึ้นอยู่กับเรื่องที่พูด     &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;b&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="6" face="CordiaUPC"&gt;     ๑๑.การบำรุงบิดามารดา &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;&lt;/b&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     ท่านว่าพ่อแม่นั้นเปรียบได้เป็นทั้ง     ครูของลูก เทวดาของลูก     พรหมของลูก     และอรหันต์ของลูก&lt;br&gt;     ความหมายโดยละเอียดมีดังต่อไปนี้คือ     &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     ที่ว่าเป็นครูของลูก     เพราะว่าท่านได้คอยอบรมสั่งสอนลูก     เป็นคนแรกก่อนคนอื่นใดในโลก     &lt;br&gt;     ที่ว่าเป็นเทวดาของลูก     เพราะว่าท่านจะคอยปกป้อง     คุ้มครอง เลี้ยงดู     ประคบประหงมมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก&lt;br&gt;     บำรุงให้เติบใหญ่เป็นอย่างดี     ไม่ให้เกิดอันตรายต่อลูกในทุกด้าน     &lt;br&gt;     ที่ว่าเป็นพรหมของลูก     เพราะว่าท่านมีพรหมวิหาร     ๔ นั่นก็คือ มีเมตตา     หมายถึงความเอ็นดู&lt;br&gt;     ความปรารถนาดีต่อลูกในทุกๆด้าน     ไม่มีที่สิ้นสุด     มีกรุณา     หมายถึงให้ความกรุณาต่อลูก&lt;br&gt;     ลูกอยากได้อะไรก็หามาให้ลูก     ให้การศึกษาเล่าเรียน     ส่งเสียเท่าที่มีความสามารถจะให้ได้     มีมุทิตา&lt;br&gt;     หมายถึงความรักที่ยอมสละได้แม้ชีวิตของตัวเองเพื่อลูก     ยอมเสียสละได้ทุกอย่าง     และมีอุเบกขา     หมายถึงการวางเฉย&lt;br&gt;     ไม่ถือโกรธเมื่อลูกประมาท     ซน     ทำผิดพลาดเพราะความไร้เดียงสา     หรือเพราะความไม่รู้ &lt;br&gt;     ที่ว่าเป็นอรหันต์ของลูก     เพราะว่าท่านมีคุณธรรม     ๔ ประการอันได้แก่ &lt;br&gt;     เป็นผู้มีอุปการะคุณต่อลูก     คืออุปการะเลี้ยงดูมาด้วยความเหนื่อยยาก     กว่าจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่     &lt;br&gt;     เป็นผู้มีพระเดชพระคุณต่อลูก     คือให้ความอบอุ่นเลี้ยงดู     ปกป้องจากภยันตรายต่างๆ     นานา &lt;br&gt;     เป็นเนื้อนาบุญของลูก     คือลูกเป็นส่วนหนึ่งของกรรมดีที่พ่อแม่ได้ทำไว้&lt;br&gt;     และเป็นผู้รับผลบุญที่พ่อแม่ได้สร้างไว้แล้วทางตรง     &lt;br&gt;     เป็นอาหุไนยบุคคล     คือเป็นเหมือนพระที่ควรแก่การเคารพนับถือและรับของบูชา     เพื่อเทอดทูนไว้เป็นแบบอย่าง&lt;br&gt;     &lt;br&gt;     การทดแทนพระคุณบิดามารดาท่านสามารถทำได้ดังนี้     &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     ระหว่างเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่     ก็เลี้ยงดูท่านเป็นการตอบแทน     ช่วยเหลือเป็นธุระเรื่องการงานให้ท่าน&lt;br&gt;     ดำรงวงศ์ตระกูลให้สืบไปไม่ทำเรื่องเสื่อมเสีย     รวมทั้งประพฤติตนให้ควรแก่การเป็นสืบทอดมรดกจากท่าน&lt;br&gt;     ครั้นเมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว     ก็ทำบุญอุทิศกุศลให้ท่าน&lt;br&gt;     ส่วนการเป็นลูกกตัญญูต่อพ่อแม่ในคำสอนของพระพุทธเจ้าท่านกล่าวว่าไว้ดังนี้&lt;br&gt;     &lt;br&gt;     ๑.ถ้าท่านยังไม่มีศรัทธา     ให้ท่านถึงพร้อมด้วยศรัทธา     คือพยายามให้ท่านมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา&lt;br&gt;     เชื่อในเรื่องการทำดี &lt;br&gt;     ๒.ถ้าท่านยังไม่มีศีล     ให้ท่านถึงพร้อมด้วยศีล     คือพยายามให้ท่านเป็นผู้รักษาศีล     ๕ ให้ได้ &lt;br&gt;     ๓.ถ้าท่านเป็นคนตระหนี่     ให้ท่านถึงพร้อมด้วยการให้ทาน     คือพยายามให้ท่านรู้จักการให้ด้วยเมตตาโดยไม่หวังผลตอบแทน&lt;br&gt;     &lt;br&gt;     ๔.ถ้าท่านยังไม่ทำสมาธิภาวนา     ให้ท่านถึงพร้อมด้วยปัญญา     คือพยายามให้ท่านหัดนั่งทำสมาธิภาวนาให้ได้&lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;b&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="6" face="CordiaUPC"&gt;     ๑๒.การสงเคราะห์บุตร &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;&lt;/b&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     คำว่าบุตรนั้น มีอยู่     ๓ ประเภทได้แก่ &lt;br&gt;     ๑.อภิชาติบุตร     คือบุตรที่มีความดี     คุณธรรม     และความสามารถเหนือกว่าบิดา     มารดา &lt;br&gt;     ๒.อนุชาตบุตร     คือบุตรที่มีความดี     คุณธรรม     และความสามารถเสมอบิดา     มารดา &lt;br&gt;     ๓.อวชาตบุตร     คือบุตรที่มีความดี     คุณธรรม     และความสามารถต่ำกว่าบิดา     มารดา &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     การที่เราเป็นพ่อ     เป็นแม่ของบุตรนั้น     มีหน้าที่ที่ต้องให้กับลูกของเราคือ     &lt;br&gt;     ๑.ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว     &lt;br&gt;     ๒.ปลูกฝัง     สนับสนุนให้ทำความดี &lt;br&gt;     ๓.ให้การศึกษาหาความรู้     &lt;br&gt;     ๔.ให้ได้คู่ครองที่ดี (ใช้ประสพการณ์ของเราให้คำปรึกษาแก่ลูก     ช่วยดูให้) &lt;br&gt;     ๕.มอบทรัพย์ให้ในโอกาสอันควร     (การทำพินัยกรรม     ก็ถือว่าเป็นสิ่งถูกต้อง)     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;font face="CordiaUPC"&gt;&lt;font size="5"&gt;     &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;b&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="6"&gt;     ๑๓.การสงเคราะห์ภรรยา     &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;&lt;/b&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     มื่อว่าด้วยเรื่องคนที่จะมาเป็นคู่ครองของชาย     หรือที่เรียกว่าจะมาเป็นภรรยานั้น&lt;br&gt;     ในโลกนี้ท่านแบ่งลักษณะของภรรยาออกเป็น     ๗ ประเภทได้แก่ &lt;br&gt;     ๑.วธกาภริยา     หมายถึงภรรยาเสมอด้วยเพชรฆาต     เป็นพวกที่มีจิตใจคิดไม่ดี     ชอบทำร้าย     ชอบด่าทอสาปแช่ง     คิดฆ่าสามี &lt;br&gt;     หรือมีชู้กับชายอื่น &lt;br&gt;     ๒.โจรีภริยา     หมายถึงภรรยาเสมอด้วยโจร     เป็นคนล้างผลาญ     สร้างหนี้สิน     หาได้เท่าไรก็ไม่พอ&lt;br&gt;     หรือเอาเรื่องในบ้านไปโพทนาให้คนข้างนอกรับรู้ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง     &lt;br&gt;     ๓.อัยยาภริยา     หมายถึงภรรยาเสมอด้วยนาย     เป็นคนชอบข่มสามีให้อยู่ในอำนาจ     ไม่ให้เกียรติสามีเมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อื่น&lt;br&gt;     ชอบสั่งการหรือเอาแต่ใจตัวเอง     เห็นสามีเป็นคนไร้ความสามารถ     แต่ตัวเองเป็นผู้นำ &lt;br&gt;     ๔.มาตาภริยา     หมายถึงภรรยาเสมอด้วยแม่     คือผู้ที่มีความรักต่อสามีอย่างสุดซึ้ง     ไม่เคยทอดทิ้งแม้ยามทุกข์ยาก     ป่วยไข้&lt;br&gt;     ไม่ทำให้มีเรื่องสะเทือนใจ     &lt;br&gt;     ๕.ภคินีภริยา     หมายถึงภรรยาเสมอด้วยน้องสาว     คือผู้ที่มีความเคารพต่อสามีในฐานะพ่อบ้าน&lt;br&gt;     แต่ขัดใจกันบ้างตามประสาคนใกล้ชิดกันแล้วก็ให้อภัยกัน     โดยไม่คิดพยาบาท     เดินตามแนวทางของสามี     ต้องพึ่งพาสามี &lt;br&gt;     ๖.สขีภริยา     หมายถึงภรรยาเสมอด้วยเพื่อน     ต่างคนต่างก็มีอะไรที่เหมือนกัน     ความสามารถพอกัน     ไม่จำเป็นต้องพึ่งพากัน&lt;br&gt;     ไม่ค่อยยอมกัน     เป็นตัวของตัวเอง     แต่ก็รักกันและช่วยเหลือกันโดยต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง     &lt;br&gt;     ๗.ทาสีภริยา     หมายถึงภรรยาเสมอด้วยคนรับใช้     คือภรรยาที่อยู่ภายใต้คำสั่งสามีโดยไม่มีข้อโต้แย้ง     สามีเป็นผู้เลี้ยงดู&lt;br&gt;     สั่งอะไรก็ทำอย่างนั้นแม้จะไม่เห็นด้วยก็ไม่ออกความเห็น     อดทนทำงานตามหน้าที่ตามแต่สามีจะสั่งการ     แม้ถูกดุด่า&lt;br&gt;     เฆี่ยนตีก็ยังทนอยู่ได้โดยไม่โต้ตอบ     &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     ท่านว่าคนที่จะมาเป็นสามี     ภรรยาได้ดีหรือคู่สร้างคู่สมนั้นควรต้องมีคุณสมบัติดังนี้     &lt;br&gt;     ๑.สมสัทธา     คือมีศรัทธาเสมอกัน &lt;br&gt;     ๒.สมสีลา     คือมีศีลเสมอกัน &lt;br&gt;     ๓.สมจาคะ     คือมีการเสียสละเหมือนกัน     &lt;br&gt;     ๔.สมปัญญา     คือมีปัญญาเสมอกัน &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     เมื่อได้แต่งงานกันแล้ว     แต่ละฝ่ายก็มีหน้าที่ที่ต้องทำดังนี้     &lt;br&gt;     สามีมีหน้าที่ต่อภรรยาคือ     &lt;br&gt;     ๑.ยกย่องนับถือว่าเป็นภรรยา     คือการแนะนำเปิดเผยว่าเป็นภรรยา     ไม่ปิดบังกับผู้อื่น&lt;br&gt;     และให้เกียรติภรรยาในการตัดสินใจเรื่องต่างๆด้วย     &lt;br&gt;     ๒.ไม่ดูหมิ่น     คือไม่ดูถูกภรรยาเมื่อทำไม่เป็น     ทำไม่ถูก     หรือเรื่องชาติตระกูล     การศึกษาว่าต่ำต้อยกว่าตน     แต่ต้องสอนให้ &lt;br&gt;     ๓.ไมประพฤตินอกใจภรรยา     คือการไปมีเมียน้อยนอกบ้าน     เลี้ยงต้อย     หรือเที่ยวเตร่หาความสำราญกับหญิงบริการ     &lt;br&gt;     ๔.มอบความเป็นใหญ่ให้ในบ้าน     คือการมอบธุระทางบ้านให้กับภรรยาจัดการ&lt;br&gt;     รับฟังและทำตามความเห็นของภรรยาเกี่ยวกับบ้าน     &lt;br&gt;     ๕.ให้เครื่องแต่งตัว     คือให้ความสุขกับภรรยาเรื่องการแต่งตัวให้พอดี     เพราะสตรีเป็นผู้รักสวยรักงามโดยธรรมชาติ     &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     ฝ่ายภรรยาก็มีหน้าที่ต้องตอบแทนสามีคือ     &lt;br&gt;     ๑.จัดการงานดี     คืองานบ้านการเรือนต้องไม่บกพร่อง     ดูแลด้านความสะอาด     ทำนุบำรุงรักษา     ด้านโภชนาการให้เรียบร้อยดี     &lt;br&gt;     ๒.สงเคราะห์ญาติสามีดี     คือให้ความเอื้อเฟื้อญาติฝ่ายสามี     เท่าที่ตนมีกำลังพอทำได้&lt;br&gt;     ไม่ได้หมายถึงเรื่องทรัพย์สินเงินทองอย่างเดียว     &lt;br&gt;     ๓.ไม่ประพฤตินอกใจสามี     คือไม่คบชู้     หรือปันใจให้ชายอื่น     ซื่อสัตย์ต่อสามีคนเดียว     &lt;br&gt;     ๔.รักษาทรัพย์ให้อย่างดี     คือรู้จักรักษาทรัพย์สินไว้ไม่ให้หมดไปด้วยความสิ้นเปลือง     แต่ก็ไม่ถึงกับตระหนี่     &lt;br&gt;     ๕.ขยันทำงาน     คือไม่เกียจคร้านเอาแต่ออกงาน     นอน กิน     หรือเที่ยวแต่อย่างเดียว     ต้องทำงานบ้านด้วย&lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;b&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="6" face="CordiaUPC"&gt;     ๑๔.การทำงานไม่ให้คั่งค้าง     &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;&lt;/b&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     ว่าด้วยสาเหตุที่ทำให้งานคั่งค้างนั้นสรุปสาเหตุได้เพราะว่า     &lt;br&gt;     ๑.ทำงานไม่ถูกกาล &lt;br&gt;     ๒.ทำงานไม่ถูกวิธี &lt;br&gt;     ๓.ไม่ยอมทำงาน &lt;br&gt;     หลักการทำงานให้เสร็จลุล่วงมีดังนี้     &lt;br&gt;     ๑.ฉันทะ     คือมีความพอใจในงานที่ทำ     &lt;br&gt;     ๒.วิริยะ     คือมีความตั้งใจ     พากเพียรในงานที่ทำ &lt;br&gt;     ๓.จิตตะ     คือมีความเอาใจใส่ในงานที่ทำ     &lt;br&gt;     ๔.วิมังสา     คือมีการคิดพิจารณาทบทวนงานนั้นๆ     &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;b&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="6" face="CordiaUPC"&gt;     ๑๕.การให้ทาน&lt;/font&gt;&lt;/b&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     &lt;br&gt;     การให้ทาน     คือการให้ที่ไม่หวังผลตอบแทนโดยหมายให้ผู้ได้รับได้พ้นจากทุกข์     แบ่งออกเป็น ๓     อย่างได้แก่ &lt;br&gt;     ๑.อามิสทาน     คือการให้วัตถุ     สิ่งของ     หรือเงินเป็นทาน &lt;br&gt;     ๒.ธรรมทาน     คือการสอนให้ธรรมะเป็นความรู้เป็นทาน     &lt;br&gt;     ๓.อภัยทาน     คือการให้อภัยในสิ่งที่คนอื่นทำไม่ดีกับเรา     ไม่จองเวร     หรือพยาบาทกัน &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     การให้ทานที่ถือว่าเป็นความดี     และได้บุญมากนั้นจะประกอบด้วยปัจจัย     ๓ ประการอันได้แก่ &lt;br&gt;     ๑.วัตถุบริสุทธิ์     คือเป็นของที่ได้มาโดยสุจริต     ไม่ได้ไปยักยอกมา     โกงมา     หรือได้มาด้วยวิธีแยบยล     &lt;br&gt;     ๒.เจตนาบริสุทธิ์     คือมีจิตยินดี     ผ่องใสเบิกบาน     ไม่รู้สึกเสียดายสิ่งที่ให้     ตั้งแต่ก่อนให้ ขณะให้     และหลังให้ &lt;br&gt;     ๓.บุคคลบริสุทธิ์     คือให้กับผู้รับที่มีศีลธรรม     ตัวผู้ให้เองก็ต้องมีศีลที่บริสุทธิ์     &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     การให้ทานที่ถือว่าไม่ดี     และยังอาจเป็นบาปกรรมถึงเราทางอ้อมอีกด้วยได้แก่     &lt;br&gt;     ๑.ให้สุรา ยาเสพย์ติด     เป็นต้น (ถ้าเขาเมาแล้วขับรถชนตาย     เราก็มีส่วนบาปด้วย) &lt;br&gt;     ๒.ให้อาวุธ (ถ้าอาวุธนั้นถูกเอาไปใช้ประหัตประหาร     บาปก็มาถึงเราด้วย) &lt;br&gt;     ๓.ให้มหรสพ     คือการบันเทิงทุกรูปแบบ     &lt;br&gt;     ๔.ให้สัตว์เพศตรงข้ามเพื่อผสมพันธุ์     อันนี้รวมถึงการจัดหาสาวๆ     ไปบำเรอผู้มีอำนาจหรือผู้น้อยด้วยเป็นต้น     &lt;br&gt;     ๕.ให้ภาพลามก     หรือสิ่งพิมพ์ลามก     เพราะทำให้เกิดความกำหนัด     เกิดกามกำเริบ (เมื่อดูแล้วเกิดไปฉุดคร่า     ข่มขืนใคร&lt;br&gt;     บาปก็ตกทอดมาถึงเราด้วย)     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;font face="CordiaUPC"&gt;&lt;font size="5"&gt;     &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;font color="#FF00FF" size="6"&gt;&lt;b&gt;     ๑๖.การประพฤติธรรม &lt;br&gt;     &lt;/b&gt;&lt;/font&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     การประพฤติธรรม     ก็คือการปฏิบัติให้เป็นไป     แบ่งออกได้เป็น ๒     อันได้แก่ &lt;br&gt;     กายสุจริต คือ &lt;br&gt;     ๑.การไม่ฆ่าสัตว์     หมายรวมหมดตั้งแต่สัตว์เล็กสัตว์ใหญ่     และมนุษย์ &lt;br&gt;     ๒.การไม่ลักทรัพย์     หมายรวมถึงการคอรัปชั่น     ไปหลอกลวง     ปล้นจี้ชาวบ้านด้วย &lt;br&gt;     ๓.การไม่ประพฤติผิดในกาม     หมายรวมถึงการคบชู้     นอกใจภรรยา     และการข่มขืนด้วย &lt;br&gt;     วจีสุจริต คือ &lt;br&gt;     ๑.การไม่พูดเท็จ     คือการพูดแต่ความจริง     ไม่หลอกลวง &lt;br&gt;     ๒.การไม่พูดคำหยาบ     คือคำที่ฟังแล้วไม่รื่นหู     เกิดความรู้สึกไม่สบายใจรวมหมด     &lt;br&gt;     ๓.การไม่พูดจาส่อเสียด     การนินทาว่าร้าย &lt;br&gt;     ๔.การไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล     คือการพูดที่ไม่เป็นสาระ     หาประโยชน์อันใดมิได้ &lt;br&gt;     มโนสุจริต คือ &lt;br&gt;     ๑.การไม่โลภอยากได้ของผู้อื่น     คือการนึกอยากได้ของเขามาเป็นของเรา     &lt;br&gt;     ๒.การไม่คิดพยาบาทปองร้ายผู้อื่น     คือการนึกอยากให้คนอื่นประสพเคราะห์กรรม     คิดจะทำร้ายผู้อื่น &lt;br&gt;     ๓.การเห็นชอบ     คือมีความเชื่อความเข้าใจในความเป็นจริง     ความถูกต้องตามหลักคำสอนตามแนวทางพระพุทธศาสนา     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;font face="CordiaUPC"&gt;&lt;font size="5"&gt;     &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;b&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="6"&gt;     ๑๗.การสงเคราะห์ญาติ &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;&lt;/b&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     ลักษณะของญาติที่ควรให้การสงเคราะห์     เมื่ออยู่ในฐานะดังนี้คือ     &lt;br&gt;     ๑.เมื่อยากจนหาที่พึ่งมิได้     &lt;br&gt;     ๒.เมื่อขาดทุนทรัพย์ในการค้าขาย     &lt;br&gt;     ๓.เมื่อขาดยานพาหนะ &lt;br&gt;     ๔.เมื่อขาดอุปกรณ์ทำมาหากิน     &lt;br&gt;     ๕.เมื่อเจ็บไข้ได้ป่วย     &lt;br&gt;     ๖.เมื่อคราวมีธุระการงาน     &lt;br&gt;     ๗.เมื่อคราวถูกใส่ความหรือมีคดี     &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     การสงเคราะห์ญาติ     ทำได้ทั้งทางธรรมและทางโลกได้แก่     &lt;br&gt;     ในทางธรรม     ก็ช่วยแนะนำให้ทำบุญกุศล     ให้รักษาศีล     และทำสมาธิภาวนา &lt;br&gt;     ในทางโลก ก็ได้แก่ &lt;br&gt;     ๑.ให้ทาน     คือการสงเคราะห์เป็นทรัพย์สิน     หรือเงินทองเพื่อให้เขาพ้นจากทุกข์หรือความลำบากตามแต่กำลัง     &lt;br&gt;     ๒.ใช้ปิยวาจา     คือการพูดเจรจาด้วยถ้อยคำที่อ่อนโยน     สุภาพ     และประกอบไปด้วยความปรารถนาดี     &lt;br&gt;     ๓.มีอัตถจริยา     คือการประพฤติตนให้เป็นประโยชน์กับเขา     อาจช่วยเหลือด้วยแรงกาย     กำลังใจ     หรือด้วยความสามารถที่มี     &lt;br&gt;     ๔.รู้จักสมานัตตตา     คือการวางตัวให้เหมาะสม     อย่างเสมอต้นเสมอปลาย     ร่วมทุกข์ร่วมสุข     ไม่ถือตัว     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;font face="CordiaUPC"&gt;&lt;font size="5"&gt;     &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;b&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="6"&gt;     ๑๘.ทำงานที่ไม่มีโทษ &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;&lt;/b&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     งานที่ไม่มีโทษ     ประกอบด้วยลักษณะดังต่อไปนี้     &lt;br&gt;     ๑.ไม่ผิดกฏหมาย     คือทำให้ถูกต้องตามกฏหมายของบ้านเมือง     &lt;br&gt;     ๒.ไม่ผิดประเพณี     คือแบบแผนที่ปฏิบัติกันมาแต่เดิม     ควรดำเนินตาม &lt;br&gt;     ๓.ไม่ผิดศีล     คือข้อห้ามที่บัญญัติไว้ในศีล     ๕ &lt;br&gt;     ๔.ไม่ผิดธรรม     คือหลักธรรมทั้งหลายอาทิเช่น     การพนัน การหลอกลวง &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     ส่วนอาชีพต้องห้ามสำหรับพุทธศาสนิกชนได้แก่     &lt;br&gt;     ๑.การค้าอาวุธ &lt;br&gt;     ๒.การค้ามนุษย์ &lt;br&gt;     ๓.การค้ายาพิษ &lt;br&gt;     ๔.การค้ายาเสพย์ติด &lt;br&gt;     ๕.การค้าสัตว์เพื่อนำไปฆ่า     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;font face="CordiaUPC"&gt;&lt;font size="5"&gt;     &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;b&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="6"&gt;     ๑๙.ละเว้นจากบาป &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;&lt;/b&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     บาปคือสิ่งที่ไม่ดี     เสีย     ความชั่วที่ติดตัว     ซึ่งไม่ควรทำ     ท่านว่าสิ่งที่ทำแล้วถือว่าเป็นบาปได้แก่     อกุศลกรรมบถ ๑๐ คือ &lt;br&gt;     ๑.ฆ่าสัตว์ &lt;br&gt;     ๒.ลักทรัพย์ &lt;br&gt;     ๓.ประพฤติผิดในกาม &lt;br&gt;     ๔.พูดเท็จ &lt;br&gt;     ๕.พูดส่อเสียด &lt;br&gt;     ๖.พูดคำหยาบ &lt;br&gt;     ๗.พูดเพ้อเจ้อ &lt;br&gt;     ๘.โลภอยากได้ของเขา &lt;br&gt;     ๙.คิดพยาบาทปองร้ายคนอื่น     &lt;br&gt;     ๑๐.เห็นผิดเป็นชอบ     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;font face="CordiaUPC"&gt;&lt;font size="5"&gt;     &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;b&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="6"&gt;     ๒๐.สำรวมจากการดื่มน้ำเมา     &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;&lt;/b&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     ว่าด้วยเรื่องของน้ำเมานั้น     อาจทำมาจากแป้ง     ข้าวสุก     การปรุงโดยผสมเชื้อ     หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ดื่มแล้วทำให้มึนเมา     เช่นเบียร์&lt;br&gt;     ไวน์     ไม่ใช่แค่เหล้าเท่านั้น     ล้วนมีโทษอันได้แก่ &lt;br&gt;     ๑.ทำให้เสียทรัพย์&lt;br&gt;     เพราะต้องนำเงินไปซื้อหาทั้งๆที่เงินจำนวนเดียวกันนี้สามารถนำเอาไปใช้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์อย่างอื่นได้มากกว่า     &lt;br&gt;     ๒.ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาท     ซึ่งนำไปสู่ความวุ่นวาย     เจ็บตัว     หรือถึงแก่ชีวิต     และคดีความ&lt;br&gt;     เพราะน้ำเมาทำให้ขาดการยับยั้งชั่งใจ     &lt;br&gt;     ๓.ทำให้เกิดโรค     โรคที่เกิดเนื่องมาจากการดื่มสุราล้วนแล้วแต่บั่นทอนสุขภาพกายจนถึงตายได้เช่น     โรคตับแข็ง โรคหัวใจ&lt;br&gt;     โรคความดัน &lt;br&gt;     ๔.ทำให้เสียชื่อเสียง     เมื่อคนเมาไปทำเรื่องไม่ดีเข้าเช่นไปลวนลามสตรี     ปล่อยตัวปล่อยใจ     ก็ทำให้วงศ์ตระกูล&lt;br&gt;     และหน้าที่การงานเสี่อมเสีย     &lt;br&gt;     ๕.ทำให้ลืมตัวไม่รู้จักอาย     คนเมาทำสิ่งที่ไม่ควรทำ     ทำสิ่งที่คนมีสติจะไม่ทำ     เช่นแก้ผ้าเดิน     หรือนอนในที่สาธารณะเป็นต้น     &lt;br&gt;     ๖.ทอนกำลังปัญญา     ทานแล้วทำให้เซลล์สมองเริ่มเสื่อมลง     ก็จะทำให้สุขภาพและปัญญาเสื่อมถอย&lt;br&gt;     ความสามารถโดยรวมก็ด้อยลง     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;font face="CordiaUPC"&gt;&lt;font size="5"&gt;     &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;b&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="6"&gt;     ๒๑.ไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย&lt;/font&gt;&lt;/b&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     &lt;br&gt;     ธรรมในที่นี้ก็คือหลักปฏิบัติที่ทำแล้วมีผลในทางดีและเป็นจริงที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงโปรดแนะทางไว้     &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     คนที่ประมาทในธรรมนั้นมีลักษณะที่สรุปได้ดังนี้คือ     &lt;br&gt;     ๑.ไม่ทำเหตุดี     แต่จะเอาผลดี &lt;br&gt;     ๒.ทำตัวเลว     แต่จะเอาผลดี &lt;br&gt;     ๓.ทำย่อหย่อน     แต่จะเอาผลมาก &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     สิ่งที่ไม่ควรประมาทได้แก่     &lt;br&gt;     ๑.การประมาทในเวลา     คือการปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปโดยไม่ทำอะไรให้เกิดประโยชน์     หรือผลัดวันประกันพรุ่งเป็นต้น     &lt;br&gt;     ๒.การประมาทในวัย     คือคิดว่าอายุยังน้อย     ไม่ต้องทำความเพียรก็ได้เพราะยังต้องมีชีวิตอยู่อีกนานเป็นต้น     &lt;br&gt;     ๓.การประมาทในความไม่มีโรค     คือคิดว่าตัวเองแข็งแรงไม่ตายง่ายๆ     ก็ปล่อยปละละเลยเป็นต้น     &lt;br&gt;     ๔.การประมาทในชีวิต     คือการไม่กำหนดวางแผนถึงอนาคต     คิดอยู่แต่ว่ายังมีชีวิตอยู่อีกนานเป็นต้น     &lt;br&gt;     ๕.การประมาทในการงาน     คือไม่ขยันตั้งใจทำให้สำเร็จ     ปล่อยตามเรื่องตามราว     หรือปล่อยให้ดินพอกหางหมูเป็นต้น     &lt;br&gt;     ๖.การประมาทในการศึกษา     คือการไม่คิดศึกษาเล่าเรียนในวัยที่ควรเรียน     หรือขาดความเอาใจใส่ที่เพียงพอ     &lt;br&gt;     ๗.การประมาทในการปฏิบัติธรรม     คือการไม่ปฏิบัติสมาธิภาวนาหรือศึกษาหลักธรรมให้ถ่องแท้&lt;br&gt;     เพราะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัวเป็นต้น&lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;b&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="6" face="CordiaUPC"&gt;     ๒๒.มีความเคารพ &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;&lt;/b&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     ท่านได้กล่าวว่าสิ่งที่ควรเคารพมีอยู่ดังนี้     &lt;br&gt;     ๑.พระพุทธเจ้า &lt;br&gt;     ๒.พระธรรม &lt;br&gt;     ๓.พระสงฆ์ &lt;br&gt;     ๔.การศึกษา &lt;br&gt;     ๕.ความไม่ประมาท     คือการดำเนินตามหลักธรรมคำสอนพระพุทธศาสนาอื่นๆ     ด้วยความเคารพ &lt;br&gt;     ๖.การสนทนาปราศรัย     คือการต้อนรับอาคันตุกะผู้มาเยือนด้วยความเคารพ     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;font face="CordiaUPC"&gt;&lt;font size="5"&gt;     &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;b&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="6"&gt;     ๒๓.มีความถ่อมตน &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;&lt;/b&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     ความอ่อนน้อมถ่อมตน     คือ     การไม่แสดงออกถึงความสามารถที่ตัวเองมีอยู่ให้ผู้อื่นทราบเพื่อข่มผู้อื่น     หรือเพื่อโอ้อวด&lt;br&gt;     การไม่อวดดี     เย่อหยิ่งจองหอง     แต่แสดงตนอย่างสงบเสงี่ยม     &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     ท่านว่าไว้ว่าโทษของการอวดดีนั้นมีอยู่ดังนี้คือ     &lt;br&gt;     ๑.ทำให้เสียคน     คือไม่สามารถกลับมาอยู่ในร่องในรอยได้เหมือนเดิม     เสียอนาคต &lt;br&gt;     ๒.ทำให้เสียมิตร     คือไม่มีใครคบหาเป็นเพื่อนด้วย     ถึงจะมีก็ไม่ใช่เพื่อนแท้     &lt;br&gt;     ๓.ทำให้เสียหมู่คณะ     คือถ้าต่างคนต่างถือดี     ก็ทำให้ไม่สามารถตกลงกันได้     ในที่สุดก็ไม่ถึงจุดหมาย&lt;br&gt;     หรือทำให้เป็นที่เบื่อหน่ายของคนอื่น     &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     การทำตัวให้เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตนนั้นมีหลักดังนี้คือ     &lt;br&gt;     ๑.ต้องคบกัลยาณมิตร     คือเพื่อนที่ดีมีศีลมีธรรม     คอยตักเตือนหรือชักนำไปในทางที่ดีที่ถูกที่ควร     &lt;br&gt;     ๒.ต้องรู้จักคิดไตร่ตรอง     คือการรู้จักคิดหาเหตุผลอยู่ตลอดถึงความเป็นไปในธรรมชาติของมนุษย์     ต่างคนย่อมต่างจิดต่างใจ&lt;br&gt;     และรวมทั้งหลักธรรมอื่นๆ     &lt;br&gt;     ๓.ต้องมีความสามัคคี     คือการมีความสามัคคีในหมู่คณะ     อลุ่มอล่วยในหลักการ     ตักเตือน&lt;br&gt;     รับฟังและเคารพความคิดเห็นของผู้อื่นอย่างมีเหตุผล     &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     ท่านว่าลักษณะของคนถ่อมตนนั้นมีดังนี้     &lt;br&gt;     ๑.มีกิริยาที่นอบน้อม &lt;br&gt;     ๒.มีวาจาที่อ่อนหวาน &lt;br&gt;     ๓.มีจิตใจที่อ่อนโยน &lt;br&gt;     สรุปแล้วก็คือ     สมบูรณ์พร้อมด้วยกาย     วาจา และใจนั่นเอง&lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;b&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="6" face="CordiaUPC"&gt;     ๒๔.มีความสันโดษ &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;&lt;/b&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     คำว่าสันโดษไม่ได้หมายถึงการอยู่ลำพังคนเดียวอย่างเดียวก็หาไม่     แต่หมายถึงการพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่     ในของของตัว&lt;br&gt;     ซึ่งท่านได้ให้นิยามที่เป็นลักษณะของความสันโดษเป็นดังนี้     คือ &lt;br&gt;     ๑.ยถาลาภสันโดษ     หมายถึงความยินดีตามมีตามเกิด     คือมีแค่ไหนก็พอใจเท่านั้น     เป็นอยู่อย่างไรก็ควรจะพอใจ&lt;br&gt;     ไม่คิดน้อยเนื้อต่ำใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่     &lt;br&gt;     ๒.ยถาพลสันโดษ     หมายถึงความยินดีตามกำลัง     เรามีกำลังแค่ไหนก็พอใจเท่านั้น     ตั้งแต่กำลังกาย     กำลังทรัพย์     กำลังบารมี&lt;br&gt;     หรือกำลังความสามารถเป็นต้น     &lt;br&gt;     ๓.ยถาสารูปสันโดษ     หมายถึงความยินดีตามควร     ซึ่งโยงใยไปถึงความพอเหมาะพอควรในหลายๆเรื่อง&lt;br&gt;     เช่นรูปลักษณ์ของตนเอง     และรวมทั้งฐานะที่เราเป็นอยู่&lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;b&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="6" face="CordiaUPC"&gt;     ๒๕.มีความกตัญญู &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;&lt;/b&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     คือการรู้คุณ     และตอบแทนท่านผู้นั้น     บุญคุณที่ว่านี้มิใช่ว่าตอบแทนกันแล้วก็หายกัน&lt;br&gt;     แต่หมายถึงการรำลึกถึงพระคุณที่เคยให้ความอุปการะแก่เราด้วยความเคารพยิ่ง     ท่านว่าสิ่งของหรือผู้ที่ควรกตัญญูนั้นมีดังนี้     &lt;br&gt;     ๑.กตัญญูต่อบุคคล     บุคคลที่ควรกตัญญูก็คือใครก็ตามที่มีบุญคุณควรระลึกถึงและตอบแทนพระคุณ     เช่น บิดา มารดา&lt;br&gt;     อาจารย์เป็นต้น &lt;br&gt;     ๒.กตัญญูต่อสัตว์     ได้แก่สัตว์ที่มีคุณต่อเราช่วยทำงานให้เรา     เราก็ควรเลี้ยงดูให้ดีเช่นช้าง     ม้า วัว ควาย&lt;br&gt;     หรือสุนัขที่ช่วยเฝ้าบ้านเป็นต้น     &lt;br&gt;     ๓.กตัญญูต่อสิ่งของ     ได้แก่สิ่งของทุกอย่างที่มีคุณต่อเราเช่น     หนังสือที่ให้ความรู้แก่เรา     อุปกรณ์ทำมาหากินต่างๆ&lt;br&gt;     เราไม่ควรทิ้งคว้าง     หรือทำลายโดยไม่เห็นคุณค่า     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;font face="CordiaUPC"&gt;&lt;font size="5"&gt;     &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;b&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="6"&gt;     ๒๖.การฟังธรรมตามกาล &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;&lt;/b&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     เมื่อมีโอกาส เวลา     หรือตามวันสำคัญต่างๆ     ก็ควรต้องไปฟังธรรมบ้างเพื่อสดับตรับฟังสิ่งที่เป็นประโยชน์ในหลักธรรมนั้นๆ&lt;br&gt;     และนำมาใช้กับชีวิตเราเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น     ท่านว่าเวลาที่ควรไปฟังธรรมนั้นมีดังนี้คือ     &lt;br&gt;     ๑.วันธรรมสวนะ     ก็คือวันพระ     หรือวันที่สำคัญทางศาสนา     &lt;br&gt;     ๒.เมื่อมีผู้มาแสดงธรรม     ก็อย่างเช่น     การฟังธรรมตามวิทยุ     การที่มีพระมาแสดงธรรมตามสถานที่ต่างๆ&lt;br&gt;     หรือการอ่านจากสื่อต่างๆ     &lt;br&gt;     ๓.เมื่อมีโอกาสอันสมควร     อาทิเช่นในวันอาทิตย์เมื่อมีเวลาว่าง     หรือในงานมงคล งานบวช     งานกฐิน งานวัดเป็นต้น     &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     คุณสมบัติของผู้ฟังธรรมที่ดีควรต้องมีดังนี้คือ     &lt;br&gt;     ๑.ไม่ดูแคลนในหัวข้อธรรมว่าง่ายเกินไป     &lt;br&gt;     ๒.ไม่ดูแคลนในความรู้ความสามารถของผู้แสดงธรรม     &lt;br&gt;     ๓.ไม่ดูแคลนในตัวเองว่าโง่     ไม่สามารถเข้าใจได้ &lt;br&gt;     ๔.มีความตั้งใจในการฟังธรรม     และนำไปพิจารณา &lt;br&gt;     ๕.นำเอาธรรมนั้นๆไปปฏิบัติให้เกิดผล     &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;font face="CordiaUPC"&gt;&lt;font size="5"&gt;     &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;b&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="6"&gt;     ๒๗.มีความอดทน&lt;/font&gt;&lt;/b&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;  &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     ท่านว่าลักษณะของความอดทนนั้นสามารถจำแนกออกได้เป็นดังต่อไปนี้คือ     &lt;br&gt;     ๑.ความอดทนต่อความลำบาก     คือความลำบากที่ต้องประสพตามธรรมชาติ     ซึ่งอาจมาจากสภาพแวดล้อมเป็นต้น     &lt;br&gt;     ๒.ความอดทนต่อทุกขเวทนา     คือทุกข์ที่เกิดจากสังขารของเราเอง     เช่นความไม่สบายกายเป็นต้น     &lt;br&gt;     ๓.ความอดทนต่อความเจ็บใจ     คือการที่คนอื่นทำให้เราต้องผิดหวัง     หรือพูดจาให้เจ็บช้ำใจ     ไม่เป็นอย่างที่หวังเป็นต้น     &lt;br&gt;     ๔.ความอดทนต่ออำนาจกิเลส     คือสิ่งยั่วยวนทั้งหลายถือเป็นกิเลสทั้งทางใจและทางกายอาทิเช่น&lt;br&gt;     ความนึกโลภอยากได้ของเขา     หรือการพ่ายแพ้ต่ออำนาจเงินเป็นต้น     &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     วิธีทำให้มีความอดทนคือ     มีหิริโอตัปปะ &lt;br&gt;     ๑.หิริ     ได้แก่การมีความละอายต่อบาป     การที่รู้ว่าเป็นบาปแล้วยังทำอีกก็ถือว่าไม่มีความละอายเลย     &lt;br&gt;     ๒.โอตัปปะ     ได้แก่การมีความเกรงกลัวในผลของบาปนั้นๆ     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;font face="CordiaUPC"&gt;&lt;font size="5"&gt;     &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;font color="#FF00FF" size="6"&gt;&lt;b&gt;     ๒๘.เป็นผู้ว่าง่าย&lt;/b&gt;&lt;/font&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;  &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     ท่านว่าผู้ว่าง่ายนั้นมีลักษณะที่สังเกตได้ดังนี้คือ     &lt;br&gt;     ๑.ไม่พูดกลบเกลื่อนเมื่อได้รับการว่ากล่าวตักเตือน     คือการรับฟังด้วยดี     ไม่ใช่แก้ตัวแล้วปิดประตูความคิดไม่รับฟัง     &lt;br&gt;     ๒.ไม่นิ่งเฉยเมื่อได้รับการเตือน     คือการนำคำตักเตือนนั้นมาพิจารณาและแก้ไขข้อบกพร่องนั้นๆ     &lt;br&gt;     ๓.ไม่จับผิดผู้ว่ากล่าวสั่งสอน     คือการที่ผู้สอนอาจจะมีความผิดพลาด     เนื่องจากความประมาท     เราควรให้อภัยต่อผู้สอน&lt;br&gt;     เพราะการจับผิดทำให้ผู้สอนต้องอับอายขายหน้าได้     ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดีงาม     &lt;br&gt;     ๔.เคารพต่อคำสอนและผู้สอน     คือการรู้จักสัมมาคารวะต่อผู้ทำให้คำสอน     และเคารพในสิ่งที่ผู้สอนได้นำมาแนะนำ     &lt;br&gt;     ๕.มีความอ่อนน้อมถ่อมตน     คือไม่แสดงความยะโส     ถือตัวว่าอยู่เหนือผู้อื่นเพราะสิ่งที่ตัวเองเป็นตัวเองมี     &lt;br&gt;     ๖.มีความยินดีต่อคำสอนนั้น     คือยอมรับในคำสอนนั้นๆ     ด้วยความยินดีเช่นการไม่แสดงความเบื่อหน่ายเพราะเคยฟังมาแล้ว&lt;br&gt;     เป็นต้น &lt;br&gt;     ๗.ไม่ดื้อรั้น     คือการไม่อวดดี     คิดว่าของตัวเองนั้นผิดแต่ก็ยังดันทุรังทำต่อไปเพราะกลัวเสียชื่อ     เสียฟอร์ม &lt;br&gt;     ๘.ไม่ข้ดแย้ง     เพราะว่าการว่ากล่าวตักเตือนหรือสั่งสอนนั้นก็คือ     สิ่งที่ตรงข้ามกับที่เราทำอยู่แล้ว&lt;br&gt;     เราควรต้องเปิดใจให้กว้างไม่ขัดแย้งต่อคำสอน     คำวิจารณ์นั้นๆ &lt;br&gt;     ๙.ยินดีให้ตักเตือนได้ทุกเวลา     คือการยินดีให้มีการแสดงความคิดเห็นตักเตือนได้โดยไม่มีข้อยกเว้นเรื่องเวลา     &lt;br&gt;     ๑๐.มีความอดทนต่อการเป็นผู้ถูกสั่งสอน     คือการไม่เอาความขัดแย้งในความเห็นเป็นอารมณ์&lt;br&gt;     แต่ให้เข้าใจเจตนาที่แท้จริงของผู้สอนนั้น     &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     การทำให้เป็นคนว่าง่ายนั้นทำได้ดังนี้     &lt;br&gt;     ๑.ลดมานะของตัว     คือการไม่ถือดี     ไม่ถือตัว     ความไม่สำคัญตัวเองว่าเป็นอย่างโน้นอย่างนี้&lt;br&gt;     อาทิเช่นถือตัวว่าการศึกษาดีกว่าเป็นต้น     &lt;br&gt;     ๒.ละอุปาทาน     คือการไม่ยึดถือในสิ่งที่เรามี     เราเป็น     หรือถือมั่นในอำนาจกิเลสต่างๆ     &lt;br&gt;     ๓.มีสัมมาทิฏฐิ     คือมีปัญญาที่เห็นชอบ     การเห็นถูกเห็นควรตามหลักอริยสัจ     ๔     เชื่อเรื่องความไม่เที่ยง&lt;br&gt;     เชื่อในเรื่องบุญเรื่องบาปเป็นต้น     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;font face="CordiaUPC"&gt;&lt;font size="5"&gt;     &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;b&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="6"&gt;     ๒๙.การได้เห็นสมณะ&lt;/font&gt;&lt;/b&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     &lt;br&gt;     คำว่าสมณะแปลตรงตัวได้ว่า     ผู้สงบ (หมายถึงผู้อยู่ในสมณเพศ)     ท่านว่าคุณสมบัติของสมณะต้องประกอบไปด้วย     ๓ อย่างคือ &lt;br&gt;     ๑.ต้องสงบกาย     คือมีความสำรวมในการกระทำทุกอย่าง     รวมถึงกิริยา มรรยาท     ตามหลักศีลธรรม &lt;br&gt;     ๒.ต้องสงบวาจา     คือการพูดจาให้อยู่ในกรอบของความพอดี     มีความสุภาพสงบเสงี่ยมในคำพูดและภาษาที่ใช้&lt;br&gt;     เป็นไปตามข้อปฏิบัติ     ประเพณี &lt;br&gt;     ๓.ต้องสงบใจ     คือการทำใจให้สงบปราศจากกิเลสครอบงำ     ไม่ว่าจะเป็น โลภ โกรธ     หลง หรือความพยาบาทใดๆ&lt;br&gt;     ตั้งมั่นอยู่ในสมาธิภาวนา     &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     การได้เห็นสมณะมีอยู่ดังนี้คือ     &lt;br&gt;     ๑.เห็นด้วยตา     ความหมายก็ตรงตัวคือการเห็นจากการสัมผัสด้วยสายตาของตนเอง&lt;br&gt;     แล้วมีความประทับใจในความสำรวมในกาย     &lt;br&gt;     ๒.เห็นด้วยใจ     เนื่องจากความสำรวมกาย     วาจา     ใจของสมณะจะช่วยโนัมน้าวจิตใจของเราให้โอนอ่อนผ่อนตาม&lt;br&gt;     และรับฟังหลักคำสอนด้วยใจที่ยินดี     ซึ่งนั่นก็หมายถึงการเปิดใจเราให้สมณะได้ชี้นำนั่นเอง     &lt;br&gt;     ๓.เห็นด้วยปัญญา     หมายความถึงการรู้โดยการใช้ปัญญาใคร่ครวญ&lt;br&gt;     พิจารณาในการสัมผัสและเข้าถึงและรับรู้ถึงคำสอนของสมณะผู้นั้น     และรู้ว่าท่านเป็นผู้ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมอย่างแท้จริง     &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     เมื่อเห็นแล้วก็ต้องทำอย่างนี้คือ     &lt;br&gt;     ๑.ต้องเข้าไปหา     คือเข้าไปขอคำแนะนำ     ชี้แนะจากท่าน     หรือให้ความเคารพท่าน &lt;br&gt;     ๒.ต้องเข้าไปบำรุงช่วยเหลือ     คือการช่วยเหลือท่านในโอกาสอันควร     เพื่อแบ่งเบาภาระของท่าน     &lt;br&gt;     ๓.ต้องเข้าไปฟัง     คือการรับฟังคุณธรรม     หลักคำสอนของท่านมาไว้เป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาชีวิต     &lt;br&gt;     ๔.หมั่นระลึกถึงท่าน     คือการระลึกถึงความดีที่ท่านมีแล้วนำมาเป็นตัวอย่างกับตัวเราเอง     &lt;br&gt;     ๕.รับฟังรับปฏิบัติ     คือการรับคำแนะนำของท่านมาปฏิบัติทำตามเพื่อให้เกิดผล&lt;br&gt;     ครั้นเมื่อติดขัดก็ใคร่แก้ไขเพื่อให้รู้จริงเห็นจริงตามนั้น&lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;b&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="6" face="CordiaUPC"&gt;     ๓๐.การสนทนาธรรมตามกาล&lt;/font&gt;&lt;/b&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font face="CordiaUPC"&gt; &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     การได้สนทนากันเรื่องธรรม     ทำให้ขยายขอบเขตการเรียนรู้     แลกเปลี่ยนความรู้     และได้รู้ในสิ่งใหม่ๆ     ที่เราอาจนึกไม่ถึง&lt;br&gt;     หรือเป็นการเผื่อแผ่ความรู้ที่เรามีให้แก่ผู้อื่นได้ทราบด้วย     &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     ก่อนที่เราจะสนทนาธรรม     ควรต้องพิจารณาและคำนึงถึงสิ่งต่อไปนี้คือ     &lt;br&gt;     ๑.ต้องรู้เรื่องที่จะพูดดี     &lt;br&gt;     ๒.ต้องพูดเรื่องจริง     มีประโยชน์ &lt;br&gt;     ๓.ต้องเป็นคำพูดที่ไพเราะ     &lt;br&gt;     ๔.ต้องพูดด้วยความเมตตา     &lt;br&gt;     ๕.ต้องพูดจาโอ้อวด     ยกตนข่มท่าน &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     ข้อปฏิบัติเมื่อมีการสนทนาธรรม     &lt;br&gt;     ๑.มีศีลธรรม     คือการเป็นผู้ที่รักษาศีล     ๕ หรือศีล ๘     เป็นนิจศีลอยู่แล้ว&lt;br&gt;     การเป็นผู้ปฏิบัติถือเป็นหน้าที่ขั้นต้นในการเป็นพุทธศาสนิกชนที่ดี     &lt;br&gt;     ๒.มีสมาธิดี     คือการมีจิตใจจดจ่ออยู่กับเรื่องที่สนทนา     ไม่ว่อกแวก     พร้อมทั้งเป็นผู้ที่หมั่นเจริญสมาธิภาวนาด้วย     &lt;br&gt;     ๓.แต่งการสุภาพ     คือการแต่งตัวให้เหมาะสมกับยุคสมัย     อยู่ในกรอบประเพณีของสังคมแวดล้อม     ณ ที่นั้นๆ ถูกกาลเทศะ &lt;br&gt;     ๔.มีกิริยาสุภาพ     คือมีความสุภาพในท่วงท่าไม่ว่าจะเดิน     นั่ง ยืน     หรือการกระทำใดๆ     การที่มีกิริยางดงาม&lt;br&gt;     สุภาพย่อมโน้มน้าวจิดใจผู้พบเห็นให้เกิดความประทับใจที่ดี     &lt;br&gt;     ๕.ใช้วาจาสุภาพ     คือการใช้ถ้อยคำที่สุภาพในการสนทนา     ไม่ใช้คำหยาบคาย     หรือก้าวร้าว &lt;br&gt;     ๖.ไม่กล่าวค้านพระพุทธพจน์     คือการไม่นำเอาคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ามาเป็นข้อสงสัย     หรือกล่าวค้าน&lt;br&gt;     เพราะสิ่งที่กล่าวไว้ในพระพุทธพจน์ย่อมเป็นความจริงตลอดกาล     &lt;br&gt;     ๗.ไม่ออกนอกประเด็นที่ตั้งไว้     คือการพูดให้อยู่ในหัวข้อที่ตั้งไว้     ไม่พูดแบบน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง     &lt;br&gt;     ๘.ไม่พูดนานจนน่าเบื่อ     คือการเลือกเวลาที่เหมาะสมตามสถานการณ์&lt;br&gt;     เนื่องจากเรื่องบางเรื่องอาจไม่จำเป็นต้องขยายความมากเกินไป&lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;b&gt;     &lt;font color="#FF00FF" size="6" face="CordiaUPC"&gt;     ๓๑.การบำเพ็ญตบะ &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/b&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     ตบะ โดยความหมายแปลว่า     ทำให้ร้อน     ไม่ว่าด้วยวิธีใด     การบำเพ็ญตบะหมายความถึงการทำให้กิเลส     ความรุ่มร้อนต่างๆ&lt;br&gt;     หมดไป หรือเบาบางลง     ลักษณะการบำเพ็ญตบะมีดังนี้     &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     ๑.การมีใจสำรวมในอินทรีย์ทั้ง     ๖ (อายตนะภายใน ๖ อย่าง)     ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น     กาย และใจ&lt;br&gt;     ไม่ให้หลงติดอยู่กับสัมผัสภายนอกมากเกินไป     ไม่ให้กิเลสครอบงำใจเวลาที่รับรู้อารมณ์ผ่านอินทรีย์ทั้ง     ๖ (อินทรีย์สังวร) &lt;br&gt;     ๒.การประพฤติรักษาพรหมจรรย์     เว้นจากการร่วมประเวณี     หรือกามกิจทั้งปวง &lt;br&gt;     ๓.การปฏิบัติธรรม     คือการรู้และเข้าใจในหลักธรรมเช่นอริยสัจ     เป็นต้น     ปฏิบัติตนให้อยู่ในศีล     และถึงพร้อมด้วยสมาธิ&lt;br&gt;     และปัญญา     โดยมีจุดหมายสูงสุดที่พระนิพพาน     กำจัดกิเลส     ละวางทุกสิ่งได้หมดสิ้นด้วยปัญญา&lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;b&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="6" face="CordiaUPC"&gt;     ๓๒.การประพฤติพรหมจรรย์     &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;&lt;/b&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     คำว่าพรหมจรรย์หมายความถึง     การบวชซึ่งละเว้นเมถุน     การครองชีวิตที่ปราศจากเมถุน     การประพฤติธรรมอันประเสริฐ&lt;br&gt;     ท่านว่าลักษณะของธรรมที่ถือว่าเป็นการประพฤติพรหมจรรย์นั้น     (ไม่ใช่ว่าต้องบวชเป็นพระ)     มีอยู่ดังนี้คือ &lt;br&gt;     ๑.ให้ทาน     บริจาคทานไม่ว่าจะเป็นทรัพย์     สิ่งของ เงินทอง     หรือปัญญา &lt;br&gt;     ๒.ช่วยเหลือผู้อื่นในกิจการงานที่ชอบ     ที่ถูกที่ควร (เวยยาวัจจมัย)     &lt;br&gt;     ๓.รักษาศีล ๕     คือไม่ฆ่าสัตว์     ไม่ลักขโมย     ไม่ทำผิดในกาม     ไม่พูดปด     ไม่ดื่มน้ำเมา (เบญจศีล)     &lt;br&gt;     ๔.มีเมตตา กรุณา มุทิตา     อุเบกขากับคนที่เราต้องพบปะด้วยทุกคน     (อัปปมัญญา) &lt;br&gt;     ๕.งดเว้นจากการเสพกาม (เมถุนวิรัติ)     &lt;br&gt;     ๖.ยินดีในคู่ของตน     คือการมีสามีหรือภรรยาคนเดียว     (สทารสันโดษ) &lt;br&gt;     ๗.เพียรพยายามที่จะละความชั่ว     ไม่ท้อถอยในความบากบั่น     (วิริยะ) &lt;br&gt;     ๘.รักษาซึ่งศีล ๘ คือ     ไม่ฆ่าสัตว์     ไม่ลักขโมย     ไม่ร่วมประเวณี     ไม่พูดปด     ไม่ดื่มน้ำเมา&lt;br&gt;     ไม่บริโภคอาหารตั้งแต่เที่ยงวันเป็นต้นไป     ไม่ฟ้อนรำ ขับร้อง     บรรเลงดนตรี     ดูการละเล่น     ใช้ของหอมหรือเครื่องประดับ&lt;br&gt;     ไม่นอนบนที่สูงใหญ่     หรูหรา (อุโบสถ) &lt;br&gt;     ๙.ใช้ปัญญาเห็นแจ้งใน     ทุกข์ สมุทัย นิโรธ     มรรค (อริยธรรม) &lt;br&gt;     ๑๐.ศึกษาปฏิบัติในศีล     สมาธิ ปัญญา     ให้รู้แจ้งเห็นจริง (สิกขา)     &lt;br&gt;     *ขออธิบายเพิ่มเติมว่าข้อ     ๕     ที่บอกว่าให้งดเว้นการเสพกาม     แต่ข้อ ๖     ให้ยินดีในคู่ของตนนั้น&lt;br&gt;     เพราะว่าการประพฤติพรหมจรรย์ในที่นี้หมายถึง     บุคคลทั่วไปที่อาจมีครอบครัวแล้ว&lt;br&gt;     ก็ประพฤติพรหมจรรย์ได้โดยการงดเว้นการร่วมประเวณี     เช่นในวันสำคัญๆเป็นต้น&lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;b&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="6" face="CordiaUPC"&gt;     ๓๓.การเห็นอริยสัจ &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;&lt;/b&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     อริยสัจ     หมายถึงความจริงอันประเสริฐ     หลักแห่งอริยสัจมีอยู่     ๔     ประการตามที่ท่านได้สั่งสอนไว้มีดังนี้     &lt;br&gt;     ๑.ทุกข์     คือความไม่สบายกายไม่สบายใจ     ความเป็นจริงของสัตว์โลกทุกผู้ทุกนามต้องมีทุกข์     ๓ ประการคือ การเกิด     ความแก่&lt;br&gt;     ความตาย     นอกจากนี้ก็มีความทุกข์ที่เป็นอาการ     หรือเกิดจากสภาพแวดล้อมสรุปได้ดังนี้คือ     &lt;br&gt;     -ความโศกเศร้า (โสกะ) &lt;br&gt;     -ความรำพันด้วยความเสียใจ     (ปริเทวะ) &lt;br&gt;     -ความเจ็บไข้ได้ป่วย (ทุกขะ)     &lt;br&gt;     -ความเสียใจ (โทมนัสสะ) &lt;br&gt;     -ความท้อแท้ สิ้นหวัง     คับแค้นใจ (อุปายาสะ) &lt;br&gt;     -การตรอมใจ     ผิดหวังจากสิ่งที่ไม่รัก     (อัปปิเยหิ สัมปโยคะ) &lt;br&gt;     -การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก     (ปิเยหิ วิปปโยคะ) &lt;br&gt;     -ความหม่นหมองเมื่อปรารถนาแล้วไม่ได้สิ่งนั้น     (ยัมปิจฉัง นลภติ) &lt;br&gt;     ๒.สมุทัย     คือเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์     นอกจากเหตุแห่งทุกข์ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น&lt;br&gt;     ต้นตอของทุกข์ก็อยู่ที่ใจของเราด้วยนั่นก็คือความอยาก     ท่านว่าเป็นตัณหา ๓     อย่าง     ซึ่งแบ่งออกได้เป็นดังนี้คือ     &lt;br&gt;     -ความอยากได้     หมายรวมถึงอยากทุกอย่างที่นำมาสนองสัมผัสทั้ง     ๕ และกามารมณ์ (กามตัณหา)     &lt;br&gt;     -ความอยากเป็น     คือความอยากเป็นโน่นเป็นนี่     (ภวตัณหา) &lt;br&gt;     -ความไม่อยากเป็น     คือความไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่     (วิภวตัณหา) &lt;br&gt;     ๓.นิโรธ     คือความดับทุกข์     ภาวะที่ตัณหาดับสิ้นไป     ความหลุดพ้น     หรือหมายถึงภาวะของพระนิพพานนั่นเอง     &lt;br&gt;     ๔.มรรค คือข้อปฏิบัติ     หรือหนทางที่นำไปสู่การดับทุกข์     การเดินทางสายกลางเพื่อไปให้ถึงการดับทุกข์     คือ มรรคมี ๘&lt;br&gt;     ประการ คือ &lt;br&gt;     -ความเห็นชอบ     เช่นความศรัทธาในเบื้องต้นต่อหลักธรรม     คำสอน     เช่นการเชื่อว่ากรรมดีกรรมชั่วมีจริงเป็นต้น&lt;br&gt;     (สัมมาทิฏฐิ) &lt;br&gt;     -ความดำริชอบ     หรือความคิดชอบ     มีความคิดที่ถูกต้องตามหลักธรรม     เช่นการใช้ปัญญาพิจารณาความไม่เที่ยงของสังขาร&lt;br&gt;     หรือการไม่คิดอยากได้ของเขามาเป็นของเราเป็นต้น     (สัมมาสังกัปปะ) &lt;br&gt;     -เจรจาชอบ     คือการปฏิบัติตามหลักธรรม     ไม่พูดโกหก     ไม่พูดส่อเสียด     ไม่พูดคำหยาบ     ไม่พูดเพ้อเจ้อเป็นต้น     (สัมมาวาจา) &lt;br&gt;     -ทำการชอบ     หรือการมีการกระทำที่ไม่ผิดหลักศีลธรรม     เช่นไม่ฆ่าสัตว์     ไม่ลักทรัพย์เป็นต้น (สัมมากัมมันตะ)     &lt;br&gt;     -เลี้ยงชีพชอบ     คือการทำมาหากินในทางที่ถูก     ไม่เบียดเบียนหรือทำความเดือดร้อนให้กับสัตว์หรือผู้อื่น&lt;br&gt;     อยู่ในหลักธรรมที่กำหนด     เช่น     ไม่มีอาชีพค้ามนุษย์     หรืออาชีพค้าอาวุธเป็นต้น     (สัมมาอาชีวะ) &lt;br&gt;     -ความเพียรชอบ     คือการหมั่นทำนุบำรุงในสิ่งที่ถูกต้อง     อาทิเช่นการพยายามละกิเลสออกจากใจ     หรือการพยายามสำรวม&lt;br&gt;     กาย วาจา     ใจให้ดำเนินตามหลักธรรมของท่านเป็นต้น     (สัมมาวายามะ) &lt;br&gt;     -ความระลึกชอบ     คือมีสติตั้งมั่นในสิ่งที่ถูกต้องตามหลักธรรม     เช่นการพึงระลึกถึงความตายที่ต้องเกิดกับทุกคนเป็นต้น&lt;br&gt;     (สัมมาสติ) &lt;br&gt;     -จิตตั้งมั่นชอบ     คือมีจิตที่มีสมาธิ     ไม่ว่อกแวกหรือคิดฟุ้งซ่าน&lt;br&gt;     และการทำสมาธิภาวนาตามหลักการที่ท่านได้บัญญัติแนะนำเอาไว้     (สัมมาสมาธิ)&lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;b&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="6" face="CordiaUPC"&gt;     ๓๔.การทำให้แจ้งในพระนิพพาน     &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;&lt;/b&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     นิพพาน คือ     ภาวะของจิตที่ดับกิเลสได้หมดสิ้น     หลุดจากอำนาจกรรม     และไม่ต้องวนเวียนอยู่ในสังสารวัฏอีก&lt;br&gt;     ซึ่งก็คือพ้นจากทุกข์นั่นเอง     &lt;br&gt;     ท่านว่าลักษณะของนิพพานมีอยู่     ๒ ระดับดังนี้คือ &lt;br&gt;     ๑.การดับกิเลสขณะที่ยังมีเบญจขันธ์เหลืออยู่     หรือการเข้าถึงนิพพานขณะที่ยังมีชีวิตอยู่     -สอุปาทิเสสนิพพาน &lt;br&gt;     ๒.การดับกิเลสที่ไม่มีเบญจขันธ์เหลืออยู่เลย     คือการที่ร่างกายเราแตกดับแล้วไปเสวยสุขอันเป็นอมตะในพระนิพพาน&lt;br&gt;     (ตรงนี้ไม่สามารถอธิบายให้กระจ่างมากไปกว่านี้ได้)     -อนุปาทิเสสนิพพาน &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     การที่จะเข้าถึงพระนิพพานได้     ก็ต้องปฏิบัติธรรมและเจริญสมาธิภาวนาจนถึงขั้นสูงสุด&lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;b&gt;     &lt;font color="#FF00FF" size="6" face="CordiaUPC"&gt;     ๓๕.มีจิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม     &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/b&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     คำว่าโลกธรรม     มีความหมายถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำบนโลกนี้     ซึ่งเราไม่ควรมีจิดหวั่นไหวต่อสิ่งต่างๆ     เหล่านี้&lt;br&gt;     ท่านว่าลักษณะของโลกธรรมมี     ๔ ประการคือ &lt;br&gt;     ๑.การได้ลาภ     เมื่อมีลาภผลก็ย่อมมีความเสื่อมเป็นธรรมดา     มีแล้วก็ย่อมหมดไปได้     เป็นแค่ความสุขชั่วคราวเท่านั้น     &lt;br&gt;     ๒.การได้ยศ     ยศฐาบรรดาศักดิ์ล้วนเป็นสิ่งสมมุติขึ้นมาทั้งนั้น     เป็นสิ่งที่คนยอมรับกันว่าเป็นอย่างโน้นอย่างนี้&lt;br&gt;     พอหมดยศก็หมดบารมี &lt;br&gt;     ๓.การได้รับการสรรเสริญ     ที่ใดมีคนนิยมชมชอบ     ที่นั่นก็ย่อมต้องมีคนเกลียดชังเป็นเรื่องธรรมดา&lt;br&gt;     การถูกนินทาจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ     &lt;br&gt;     ๔.การได้รับความสุข     ที่ใดมีสุขที่นั่นก็จะมีทุกข์ด้วย     มีความสุขแล้วก็อย่าหลงระเริงไปจนลืมนึกถึงความทุกข์ที่แฝงมาด้วย     &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     การทำให้จิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม     มีวิธีดังนี้คือ &lt;br&gt;     ๑.ใช้ปัญญาพิจารณา     โดยตั้งอยู่ในหลักธรรมของพระพุทธศาสนา     พิจารณาอยู่เนืองๆ     ถึงหลักธรรมต่างๆ &lt;br&gt;     ๒.เจริญสมาธิภาวนา     ใช้กรรมฐานพิจารณาถึงความเป็นไปในความไม่เที่ยงในสรรพสิ่งทั้งหลายในโลก     และสังขาร&lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;b&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="6" face="CordiaUPC"&gt;     ๓๖.มีจิตไม่โศกเศร้า &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;&lt;/b&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     ท่านว่ามีเหตุอยู่ ๒     ประการที่ทำให้จิตเราต้องโศกเศร้าคือ     &lt;br&gt;     ๑.ความโศกเศร้าที่เกิดเนื่องมาจากความรัก     รวมถึงรักสิ่งของ     ทรัพย์สินเงินทองด้วย &lt;br&gt;     ๒.ความโศกเศร้าที่เกิดจากความใคร่     &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     การทำให้จิตใจไม่โศกเศร้านั้น     มีข้อแนะนำดังนี้ &lt;br&gt;     ๑.ใช้ปัญญาพิจารณาอยู่เนืองๆ     ถึงความไม่เที่ยงในสิ่งของทั้งหลาย     และร่างกายของเรา &lt;br&gt;     ๒.ไม่ยึดมั่นในตัวตน     หรือความจีรังยั่งยืน     ในคนหรือสิ่งของว่าเป็นของเรา     &lt;br&gt;     ๓.ทุกอย่างในโลกล้วนเปลี่ยนแปลงอยู่ทุกขณะ     แม้ร่างกายเราก็ใช้เป็นที่อาศัยชั่วคราวเท่านั้น     &lt;br&gt;     ๔.คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนไม่เที่ยงด้วยกันทั้งนั้น&lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;b&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="6" face="CordiaUPC"&gt;     ๓๗.มีจิตปราศจากกิเลส &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;&lt;/b&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     กิเลส     ก็คือสิ่งที่ทำให้เกิดความเศร้าหมอง     ซึ่งได้แก่ ความโลภ     ความโกรธ ความหลง&lt;br&gt;     ท่านได้แบ่งประเภทของกิเลสออกเป็นดังนี้     คือ &lt;br&gt;     ๑.ราคะ     สามารถแบ่งย่อยออกได้เป็น     &lt;br&gt;     -ความโลภอย่างแรงจนแสดงออกมา     เช่นการลักขโมย ปล้น     จี้ ข่มขืนกระทำชำเรา     เป็นต้น (อภิชฌาวิสมโลภะ)     &lt;br&gt;     -ความเพ่งเล็งจะเอาของคนอื่นมาเป็นของตัว     มีใจอยากได้ของคนอื่นแต่ยังไม่ถึงกับแสดงออก     (อภิชฌา) &lt;br&gt;     -ความอยากได้ในทางไม่ชอบ     เช่นการยอมรับสินบน     การทุจริตเพื่อแลกกับการมีทรัพย์เป็นต้น     (ปาปิจฉา) &lt;br&gt;     -ความมักมากเห็นแก่ได้     ด้วยการเอามาเป็นของตนจนเกินพอดี     เอาประโยชน์ใส่ตัวโดยไม่คำนึงถึงคนอื่น     (มหิจฉา) &lt;br&gt;     -ความยินดีในกาม     ก็คือยังไม่สามารถละกิจกรรมทางเพศได้     ยังมีความรู้สึก     มีแรงกระตุ้น     มีความพอใจในเรื่องเพศ&lt;br&gt;     (กามระคะ) &lt;br&gt;     -ความยินดีในรูปธรรมอันปราณีต     ก็คือติดอยู่ในอารมณ์ของรูปฌาณ     ปรารถนาในรูปของภพเมื่อทำสมาธิขั้นสูงขึ้นไป&lt;br&gt;     (รูปราคะ) &lt;br&gt;     -ความยินดีในอรูปฌาณ     ก็คือติดอยู่ในอารมณ์ของอรูปฌาณเมื่อทำสมาธิถึงภพของอรูปพรหม     (อรูปราคะ) &lt;br&gt;     ๒.โทสะ     สามารถแบ่งย่อยออกได้เป็น     &lt;br&gt;     -พยาบาท     คือการผูกใจอาฆาต     มีใจที่ไม่หวังดี     การจองเวร &lt;br&gt;     -โทสะ     คือการคิดประทุษร้าย     เนื่องด้วยมีใจพยาบาทแล้วก็มีใจคิดหมายทำร้าย     &lt;br&gt;     -โกธะ คือความโกรธ     ความเดือดร้อนใจ     ซึ่งล้วนเป็นเหมือนไฟที่เผาตัวเอง     &lt;br&gt;     -ปฏิฆะ คือความขัดใจ     ความไม่พอใจอันทำให้อารมณ์หงุดหงิด     &lt;br&gt;     ๓.โมหะ     สามารถแบ่งย่อยออกได้เป็น     &lt;br&gt;     -ความเห็นผิดเป็นชอบ     เช่นการไม่เชื่อในเรื่องบาป     เรื่องบุญเป็นต้น (มิจฉาทิฐิ)     &lt;br&gt;     -ความหลงผิด     ไม่รู้ตามความเป็นจริง     (โมหะ) &lt;br&gt;     -การเห็นว่ามีตัวตน     เช่นการเชื่อในสิ่งที่มองเห็นด้วยตาเปล่าเท่านั้น     (สังกายทิฏฐิ) &lt;br&gt;     -ความสงสัย     คือสงสัยในพระธรรม     คำสั่งสอนในเรื่องการปฏิบัติเพื่อความพ้นทุกข์     (วิจิกิจฉา) &lt;br&gt;     -การยึดถืออย่างงมงาย     เช่นการไปกราบไหว้สัมพเวสีที่อยู่ตามต้นไม้     ขอลาภเป็นต้น (สีลัพพตปรามาส)     &lt;br&gt;     -ความถือตัว     คือการสำคัญตัวเองผิดว่าเป็นอย่างโน้นเป็นอย่างนี้     (มานะ) &lt;br&gt;     -ความฟุ้งซ่าน     คือการที่จิตใจว่อกแวก     คิดไม่เป็นสาระ     ไม่อยู่กับร่องกับรอย     ไม่มีสมาธิ     หรือการทำสมาธิไม่นิ่ง     (อุทธัจจะ) &lt;br&gt;     -ความไม่รู้จริง     คือการที่รู้แค่ผิวเผิน     หรือการทึกทักเอาเอง     ไม่ปฏิบัติตามหลักพระธรรม     ยังไม่เกิดปัญญา (อวิชชา)     &lt;br&gt;     &lt;br&gt;     โทษของการมีกิเลสดังกล่าวข้างต้นพอสรุปได้สั้นๆ     ดังนี้คือ &lt;br&gt;     ๑.ราคะ มีโทษน้อย     แต่คลายช้า &lt;br&gt;     ๒.โทสะ มีโทษมาก     แต่คลายเร็ว &lt;br&gt;     ๓.โมหะ มีโทษมาก     แต่คลายช้า&lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="center"&gt;&lt;b&gt;&lt;font color="#FF00FF" size="6" face="CordiaUPC"&gt;     ๓๘.มีจิตเกษม &lt;br&gt;     &lt;/font&gt;&lt;/b&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;p align="left"&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;     เกษม หมายถึงมีความสุข     สบาย     หรือสภาพที่มีจิตใจที่เป็นสุข&lt;br&gt;     มีจิดเกษมก็คือว่ามีจิตที่เป็นสุขในที่นี้หมายถึงการละแล้วซึ่งกิเลส     ที่ท่านว่าไว้ว่าเป็นเครื่องผูกอยู่     ๔ ประการคือ &lt;br&gt;     ๑.การละกามโยคะ     คือการละความยินดีในวัตถุ     สิ่งมีชีวิตทั้งหลายเรียกว่ากามคุณซึ่งประกอบด้วย     รูป รส กลิ่น เสียง&lt;br&gt;     และสัมผัส &lt;br&gt;     ๒.การละภวโยคะ     คือการละความยินดีในภพ     โดยให้เห็นว่าสิ่งใดๆในโลกล้วนไม่เที่ยงแท้     หรือคงอยู่ตลอดไป &lt;br&gt;     ๓.การละทิฏฐิโยคะ     คือการละความยินดีในความเห็นผิดเป็นชอบ&lt;br&gt;     โดยให้ดำเนินตามหลักคำสอนของพระพุทธเจ้าที่กล่าวมาแล้ว     &lt;br&gt;     ๔.การละอวิชชาโยคะ     คือการละความยินดีในอวิชชาทั้งหลาย     ความไม่รู้ทั้งหลาย     โดยให้มุ่งปฏิบัติเพื่อปัญญาที่รู้แจ้งเห็นจริง&lt;br&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/p&gt;     &lt;font size="5"&gt;&lt;center&gt;     &lt;dl&gt;&lt;dt&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="color: blue"&gt;&lt;span lang="TH"&gt;&lt;font size="4" face="CordiaUPC"&gt;&lt;font size="5"&gt;พุทธวิธีบริหาร&lt;/font&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;&lt;span style="font-size:13.5pt; mso-bidi-font-family:AngsanaUPC;color:blue"&gt;&lt;br&gt;         &lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;font size="4" face="CordiaUPC"&gt;&lt;span style="mso-bidi-font-family: AngsanaUPC"&gt;&lt;font color="#FF0000" size="5"&gt;Buddhist         Style in Management&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/b&gt;&lt;/dt&gt;&lt;/dl&gt;&lt;/center&gt;&lt;/font&gt;&lt;/blockquote&gt; &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1714414528364622293-9213853987675732723?l=life-update.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://life-update.blogspot.com/feeds/9213853987675732723/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1714414528364622293&amp;postID=9213853987675732723' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1714414528364622293/posts/default/9213853987675732723'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1714414528364622293/posts/default/9213853987675732723'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://life-update.blogspot.com/2011/11/blog-post_27.html' title='มงคลชีวิต ๓๘ ประการ'/><author><name>pairoj</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1714414528364622293.post-5673563872384578388</id><published>2011-11-27T09:49:00.000-08:00</published><updated>2011-11-27T09:50:07.245-08:00</updated><title type='text'>แบบประเมินผล ทางพุทธ ในด้านต่างๆ</title><content type='html'>&lt;p class="MsoNormal" style="text-align: center" align="center"&gt;&lt;b&gt; 	&lt;span style="font-size: 18.0pt; font-family: CordiaUPC; color: #0066CC" lang="TH"&gt; 	&lt;a name="พุทธวิธีเพื่อทดสอบแบบประเมินเจริญความก้าวหน้าให้กับตัวเอง__"&gt; 	พุทธวิธีเพื่อทดสอบแบบประเมินเจริญความก้าวหน้าให้กับตัวเอง &lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/b&gt; 	&lt;/p&gt; 	&lt;p class="MsoNormal" style="text-align: center" align="center"&gt;&lt;b&gt; 	&lt;span style="font-size: 18.0pt; font-family: CordiaUPC; color: #0066CC"&gt;Self  	Progress Evaluation in Buddhist Style&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/p&gt; 	&lt;p class="MsoNormal" align="right"&gt;&lt;span lang="en-us"&gt;&lt;b&gt; 	&lt;font size="5" face="CordiaUPC"&gt;20&lt;/font&gt;&lt;/b&gt;&lt;/span&gt;&lt;b&gt;&lt;font face="CordiaUPC"&gt;&lt;span style="font-size: 18.0pt" lang="TH"&gt;   	มีนาคม       254&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size: 18.0pt" lang="en-us"&gt;9&lt;/span&gt;&lt;span style="font-size: 18.0pt" lang="TH"&gt;&lt;br&gt;     Font : CordiaUPC&lt;/span&gt;&lt;font size="5"&gt; &lt;/font&gt;     &lt;/font&gt;     &lt;/b&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p class="MsoNormal" style="text-align: center" align="center"&gt; &lt;/p&gt; 	&lt;p class="MsoNormal"&gt; 	&lt;span style="font-size: 18.0pt; font-family: CordiaUPC"&gt;&lt;span&gt; 	&lt;a href="http://www.ymba2-bangna.com/webboard" class="smarterwiki-linkify"&gt;http://www.ymba2-bangna.com/webboard&lt;/a&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; 	&lt;p class="MsoNormal"&gt; 	&lt;span style="font-size: 18.0pt; font-family: CordiaUPC"&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;พุทธวิธี...ประเมินความเจริญก้าวหน้าของตัวเอง&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;วันนี้ พวกเราพร้อมใจมาสร้างบุญส่งท้ายปีเก่า  	ต้อนรับความสวัสดีมีชัยในปีใหม่&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;เพื่อให้การมาสร้างบุญกุศลครั้งนี้  	บังเกิดผลกับตัวเองอย่างเต็มที่&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;หลวงพ่ออยากจะให้เรามองเห็นตัวเองได้ชัดๆ  	จึงตั้งใจนำวิธีประเมินความเจริญก้าวหน้าของตัวเอง&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt; 	ตามที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงบำเพ็ญพระองค์เป็นตัวอย่างมามอบให้พวกเรา&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;เพราะเมื่อพวกเราปฏิบัติตามนี้แล้ว แต่ละวัน ที่ผ่านไป  	แม้เราจะแก่ด้วยวันเวลา&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;แต่ว่าบุญบารมีของเราก็แก่กล้าตามไปด้วย  	แล้วบุญบารมีที่แก่กล้าจะไปผลักดัน ความเจริญก้าวหน้า&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ให้เกิดขึ้นมา ตามความคิด ความปรารถนาของเรานั่นเอง&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;การที่เป็นเช่นนี้ เพราะเราประกอบเหตุบุญไว้ดี  	เราจึงได้ผลดีตามมาเพราะฉะนั้น ในปีนี้อีกเหมือนกัน&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;เราอยากรู้ว่า เราเจริญก้าวหน้าได้ดีเพียงไหน  	ก็ต้องมาตามประเมินจากหลักประเมิน ๔&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ชุดต่อไปนี้ของพระพุทธองค์&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ในการประเมินผลนั้น ขอให้เราทำใจเป็นกลางๆ  	อย่าเข้าข้างหรือหลอกตัวเอง&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;เพื่อเราจะได้ทราบความจริงเกี่ยวกับ  	การประกอบเหตุบุญของตัวเราให้มากที่สุด&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;โดยอาศัยคำสอบถามที่หลวงพ่อจะให้ดังต่อไปนี้&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;แ บ บ ท ด ส อ บ ป ร ะ เ มิ น ผ ล ค ว า ม ป ร ะ พ ฤ ติ ตั ว เ  	อ ง&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ในชุดที่ ๑ นี้มีทั้งหมด ๑๔ ข้อ  	พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเรียกว่า กรรมกิเลส แปลว่า&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;การกระทำที่เป็นเครื่องเศร้าหมองของจิตใจ  	ซึ่งถ้าเกิดขึ้นกับตัวของเราเอง&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ก็เรียกว่าเป็นเมฆบังจันทร์ของตัวเรา  	ถ้าบังเกิดขึ้นในครอบครัวก็เป็นสัญญาณว่า&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ครอบครัวของเราได้เข้าสู่วิกฤตการณ์ และถ้าไปเกิดขึ้นในสังคมใด  	บอกได้คำเดียวว่าสังคมนั้นมีจุดรั่ว&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;เป็นความพิการของสังคม&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;สำหรับแบบประเมินชุดแรกนี้ เป็นวิธีการประเมินข้อบกพร่อง  	ข้อเสียหาย&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;หรือเป็นรอยร้าวฉานของตัวเราเองก็ได้ ของครอบครัว  	หรือของสังคมก็ได้ รวมทั้งเป็นของประเทศชาติ&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;บ้านเมืองด้วย แต่ในวันนี้ จะมุ่งมาที่การประเมินตัวเองก่อน  	เพื่อดูว่าใน ๑ ปีที่ผ่านมานี้&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;เราไปทำผิดอย่างนั้นใช่หรือไม่ใช่ ให้ตอบตัวเองให้ชัดๆ&lt;/span&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ข้อที่ ๑ เรายังมีการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตอยู่หรือเปล่า  	ตั้งแต่สัตว์เล็กจนกระทั่งสัตว์ใหญ่ เลยไปถึงคนก็ตาม&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;เรามีเจตนาจะทำร้ายใครบ้างไหม ตอบตัวเองให้ชัด&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ข้อที่ ๒ เราไปลักทรัพย์ใครเขาบ้างไหม  	หรือมีเจตนาจะเอาทรัพย์สมบัติใครมาในทางที่ไม่ชอบบ้างไหม&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ข้อที่ ๓  	เราไปประพฤติผิดในลูกในเมียในสามีของใครเขาบ้างหรือเปล่า  	แวะข้างทางไปเรื่อยใช่หรือไม่&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ข้อที่ ๔ เราไปพูดเท็จกับใครเขาเอาไว้บ้างไหม  	ไม่ว่าจะพูดเท็จกับเพื่อน หรือกับใคร&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;แม้พูดเท็จให้เขาสบายใจ อย่างนี้ก็ไม่ได้&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ทั้ง ๔ ข้อนี้เป็นการประเมินทางด้านกรรมกิเลส ๔  	ซึ่งแท้ที่จริงคือศีล ๕ เพียงแต่ตัดข้อสุราออกไป&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;หัวข้อต่อไป หลวงพ่อจะเจาะลึกการประเมินในเรื่องความลำเอียง  	ลองพิจารณาดูว่าเรามีนิสัยลำเอียงทั้ง ๔&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;อย่างนี้หรือเปล่า&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ข้อที่ ๕ เราลำเอียงเพราะรักหรือเปล่า ก็คือ  	ไม่ว่าเขาจะทำผิดอย่างไร ฉันเป็นเข้าข้างว่าไม่ผิดทุกทีไป&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ข้อที่ ๖ เราลำเอียงเพราะชังหรือเปล่า เจ้าคนนี้  	ฉันไม่ค่อยจะชอบหน้า ทำอะไร ผิดนิดผิดหน่อย&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;เป็นเล่นงานทันที&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ข้อที่ ๗ เราลำเอียงเพราะโง่หรือเปล่า คือ ไม่ทันคน  	โดนเขาหลอกเข้าให้ เลยลำเอียงโดยไม่รู้ตัวหรือเปล่า&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ข้อที่ ๘ เราลำเอียงเพราะกลัวหรือเปล่า  	บางคนกลัวว่าลูกจะไม่รัก มีอะไรก็ประดังประเดให้ลูกหมด&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ลูกเลยเป็นลูกบังเกิดเกล้า เสียผู้เสียคนไป อย่างนี้ก็มี&lt;/span&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ลำดับต่อมา ลองมาดูว่า  	เราได้ไปยุ่งเกี่ยวกับปากทางแห่งความฉิบหาย ความพินาศ เรียกว่า อบายมุข ๖&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;บ้างหรือเปล่า เรามาลองประเมินดูว่า&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ข้อที่ ๙ เราดื่มสุรายาเมาหรือสิ่งเสพติดหรือเปล่า&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ข้อที่ ๑๐ เรายังไปในสถานที่ที่ไม่ควรไปอยู่อีกไหม&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ข้อที่ ๑๑เราหมกมุ่นในเรื่องบันเทิงเริงรมย์อยู่หรือเปล่า&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ข้อที่ ๑๒ เราเล่นการพนันอยู่หรือเปล่า&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ข้อที่ ๑๓เรายังคบคนชั่วเป็นมิตรอยู่ไหม&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ข้อที่ ๑๔ เรายังเป็นคนขี้เกียจอยู่หรือเปล่า&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ทั้ง ๑๔ ข้อนี้ ถ้าเกิดขึ้นในสังคม  	ก็บอกว่านี้คือความพิการของสังคม แต่ถ้าเป็นในครอบครัวเรา&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;นี้คือความพิการในครอบครัวของเรา  	หรือถ้าตัวเราเป็นเองก็เป็นความพิการในตัวเรา&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ที่ทำให้เราห่างจากหนทางพระนิพพานไปทุกทีๆ และทั้ง ๑๔ ข้อนี้  	คือ เหตุแห่งความอัปมงคลทั้งหลายในโลกนี้&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;แ บ บ ป ร ะ เ มิ น ผ ล เ รื่ อ ง มิ ต ร แ ท้ มิ ต ร เ ที ย ม&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;หลังจากที่เราได้ประเมินตนเองจากชุดแรกไปแล้ว  	พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงชี้ประเด็นต่อมาให้เห็นว่า&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ความเสียหายทั้งหลายของมนุษย์เรา  	รวมทั้งความเลวร้ายทั้งหลายในโลกนี้ด้วย ต้นเหตุจริงๆ เริ่มมาจาก&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&amp;quot;&lt;span lang="TH"&gt;การคบมิตรชั่ว&amp;quot;  	ด้วยเหตุนี้จึงทรงสั่งสอนให้เลือกคบคนให้เป็นให้ได้&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;พระองค์ทรงแบ่งเพื่อนออกเป็น ๒ ประเภท คือ มิตรแท้ ๔ ประเภท  	กับมิตรเทียม ๔ ประเภท&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;แต่ละประเภทมีความประพฤติหลักของตัวเองอยู่ ๔ อย่าง  	รวมเป็นความประพฤติดีของมิตรแท้ ๑๖ อย่าง&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;และความประพฤติชั่วของมิตรเทียม ๑๖ อย่าง&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt; 	สรุปว่าการประเมินผลความเป็นมิตรแท้-มิตรเทียมของคนเราต้องดูจากพฤติกรรม ๓๒  	อย่าง&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;หลวงพ่ออยากให้พวกเราลองส่องดูตัวเองกันว่า  	เราเป็นมิตรแบบไหนกันแน่&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;มิตรเทียม ๔ ประเภท&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;มิตรประเภทนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ว่ามีอยู่ ๔ ประเภท  	คือ&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ประเภทที่ ๑ มิตรปอกลอก ลองดูว่า เรามีนิสัยอย่างนี้ไหม&lt;/span&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๑. คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๒. ยอมเสียแต่น้อย เพื่อหวังเอามาก&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๓. ไม่รับทำกิจให้เพื่อนในคราวมีภัย&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๔. คบเพื่อนเพราะเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ประเภทที่ ๒ มิตรดีแต่พูด ลองประเมินดูว่า  	เรามีนิสัยอย่างนี้ไหม&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๑. ชอบเอาเรื่องบุญคุณที่เรามีต่อเขามาปราศรัย  	ผ่านไปนานแล้วก็ยังพูดอยู่&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๒. อ้างเรื่องที่ยังมาไม่ถึงมาปราศรัย เช่น มีอะไรขอให้บอก  	จะจัดการให้แจ๋วไปเลย แต่พอถึงเวลาก็ไม่ช่วย&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๓. สงเคราะห์ด้วยสิ่งที่หาประโยชน์ไม่ได้  	อ้างโน่นอ้างนี่สารพัดจะได้ไม่ต้องให้&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๔. เมื่อเพื่อนมีกิจ ก็อ้างเหตุขัดข้องทุกที&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ประเภทที่ ๓ มิตรหัวประจบ ลองประเมินดูว่า  	เรามีนิสัยอย่างนี้ไหม&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๑. เพื่อนจะทำชั่วก็คล้อยตาม&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๒. เพื่อนจะทำดีก็คล้อยตาม&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๓. ต่อหน้าเพื่อนก็สรรเสริญ&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๔. ลับหลังเพื่อนก็นินทา&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ประเภทที่ ๔ มิตรชักชวนในทางที่ฉิบหาย ลองประเมินดูว่า  	เราเคยมีนิสัยชักชวนเพื่อนทำนองนี้บ้างไหม&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๑. ชักชวนให้เพื่อนดื่มสุรา&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๒. ชักชวนไปเที่ยวกลางคืน&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๓. ชักชวนไปเที่ยวเตร่เสเพล&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๔. ชักชวนเล่นการพนัน&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;คนเราโดยทั่วไป ถ้ามาถึงจุดนี้ เราเริ่มจะพบแล้วว่า  	ที่เราว่าเราดีแสนดี ความจริงยังดีไม่จริง&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;มันยังมีข้อบกพร่องอยู่ รู้แล้วจะได้แก้ไขกันเสีย&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;มิตรแท้ ๔ ประเภท&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;คราวนี้เราหันมาดูฝ่ายดีบ้างว่า ที่ว่ามิตรแท้นั้น  	แท้จริงเป็นอย่างไร มิตรแท้หรือมิตรมีอุปการะที่ดีๆ&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;มีอยู่ ๔ ประเภทอีกเหมือนกัน&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ประเภทที่ ๑ มิตรมีอุปการะ ลองประเมินดูว่า  	เรามีนิสัยอย่างนี้ไหม ดังนี้&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๑. เมื่อเพื่อนประมาทก็ตักเตือนช่วยเหลือ เป็นกัลยาณมิตรให้&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๒. เมื่อเพื่อนประมาท ช่วยรักษาทรัพย์ของเพื่อนไว้&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๓. เมื่อเพื่อนมีภัย เป็นที่พึ่งพักพิงให้เพื่อนได้&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๔. เพิ่มทรัพย์ให้สองเท่า คือให้มากกว่าที่เพื่อนเอ่ยปาก&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ประเภทที่ ๒ มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ลองประเมินดูว่า  	เรามีนิสัยดีๆ อย่างนี้ไหม&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๑. บอกความลับแก่เพื่อน เพื่อไม่ให้เพื่อนต้องเสียคนเสียของ&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๒. ปิดความลับของเพื่อน&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๓. ไม่ละทิ้งในยามอันตราย เมื่อเพื่อนมีอันตราย  	ไม่ทอดทิ้งเพื่อน&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๔. แม้ชีวิตก็สละให้ได้ เป็นยังไงก็เป็นกัน&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ประเภทที่ ๓ มิตรมีใจรักใคร่ห่วงใยลองประเมินดูว่า  	เรามีนิสัยอย่างนี้ไหม ดังนี้&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๑. ไม่ยินดีในความเสื่อมของเพื่อน เราเป็นคนอย่างนั้นหรือเปล่า&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๒. ยินดีในความเจริญของเพื่อน เมื่อเพื่อนได้ดี  	เรายินดีกับเพื่อนหรือเปล่า&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๓. ห้ามคนที่ติเตียนเพื่อน  	ใครเขานินทาเพื่อนก็ช่วยห้ามช่วยแก้ไขแทนเพื่อนหรือเปล่า&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๔. สรรเสริญคนที่สรรเสริญเพื่อนเรา ใครดีกับเพื่อนเรา  	ก็นิยมชื่นชมกับคนๆ นั้นด้วย&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ประเภทที่ ๔ มิตรแนะนำประโยชน์ ลองประเมินดูว่า  	เรามีนิสัยอย่างนี้บ้างไหม&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๑. ห้ามเพื่อนจากความชั่ว&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๒. แนะนำให้ตั้งอยู่ในความดี&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๓. ให้ได้ฟังสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่ยังไม่เคยฟัง&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๔. บอกทางไปสวรรค์ให้&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ตกลงเราก็ได้ตะแกรงมาร่อนดูความดี  	หรือว่าความประพฤติดีของมิตรแท้ ว่ามีอยู่ในตัวของเรากี่ข้อ&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ครบหมดทั้ง ๑๖ ข้อไหม ถ้าไม่ครบก็ไปทำให้ครบ&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;แ บ บ ป ร ะ เ มิ น ผ ล เรื่ อ ง ห ัว ใ จ กั ล ย า ณ มิ ต ร&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ชุดนี้เป็นชุดที่ ๓ แล้ว พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเห็นว่า  	พวกเราที่เข้าวัดก็ล้วนมีจิตใจงามทั้งนั้น&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;อยากจะเป็นกัลยาณมิตรให้กับคนอื่น  	แต่ครั้นพอไปเป็นกัลยาณมิตรให้กับคนอื่นจริงๆ&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ด้วยความที่เราเองยังดูคนไม่เป็น บางทีเขาไม่เข้าใจ  	เลยด่าเอาให้เสียอีก บางทีเขาก็ไล่ออกจากบ้าน&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;เพราะเราดูคนไม่เป็น ไม่ทันคน&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงทรงสอนวิธีดูคน  	อยากจะรู้ว่าใครเป็นอย่างไร ในทางที่เจาะลึกลงไป&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;พระองค์ทรงให้ทำอย่างไร&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt; 	สำหรับประเด็นนี้หลวงพ่ออยากจะให้เอาไว้เจาะดูตัวเองว่าได้มีการพัฒนาตัวเองเป็นขั้นเป็นตอนอย่างไรบ้าง&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;สมกับการที่จะบำเพ็ญหน้าที่กัลยาณมิตรต่อไปหรือไม่ ดังนี้&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ข้อที่ ๑ คนๆ นั้นอยากเห็นพระหรือไม่อยากเห็นพระ  	ถ้าไม่อยากจะเห็นพระ ก็ต้องมาคิดต่อว่า&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ทำอย่างไรเขาจึงจะอยากเห็นพระ แล้วก็มีกุศโลบายที่นุ่มนวล&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ข้อที่ ๒ เมื่อเห็นพระแล้ว อยากฟังท่านเทศน์หรือว่าไม่อยากฟัง  	ถ้าเขาไม่อยากฟังธรรม&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ต้องหาทางให้เขาอยากฟังธรรมโดยวิธีการแยบคายให้ได้&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ข้อที่ ๓ ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจฟังธรรม&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ข้อที่ ๔ ตั้งใจฟังแล้ว ตั้งใจจำหรือไม่&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ข้อที่ ๕ พอจำได้แล้ว นำมาไตร่ตรองหรือเปล่า&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ข้อที่ ๖ นำธรรมะที่ไตร่ตรองนั้นมาปฏิบัติหรือเปล่า&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ข้อที่ ๗บอกพรรคพวกเพื่อนฝูง  	ชักชวนกันมาประพฤติปฏิบัติธรรมตามกัน&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;แ บ บ ป ร ะ เมิ น ผ ล เรื่ อง ค ว า ม รู้ จั ก จั บ จ่ า ยใ  	ช้ ส อ ย&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;มาถึงอีกเรื่องหนึ่งที่พระพุทธองค์ทรงสั่งให้ประเมิน  	คือการประกอบอาชีพ&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;และความรู้จักจับจ่ายใช้สอยของพวกเรา คือมาตรวจสอบดูว่า  	อาชีพของเราที่ทำอยู่ขณะนี้&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;สมควรหรือไม่สมควรอย่างไร ครั้นเมื่อได้ทรัพย์มาแล้ว  	เราจะนำทรัพย์นั้น มาเลี้ยง&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ตัวเองและสร้างบุญสร้างกุศลได้อย่างไรบ้าง&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;แบบประเมินเรื่องนี้ หลวงพ่อนำมาจากพระไตรปิฎกชุดที่เรียกว่า&lt;/span&gt;  	&amp;quot;&lt;span lang="TH"&gt;กามโภคีสูตร&amp;quot;&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;เรามาพิจารณากันเป็นข้อๆ ไป ขอให้ตั้งใจพิจารณาให้ดีด้วย&lt;/span&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt; 	พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ทรงพิจารณาตัวเองในเรื่องของการจับจ่ายใช้สอยไว้ดังนี้&lt;/span&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;พระองค์ทรงให้พิจารณาพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับการหาทรัพย์  	การใช้ทรัพย์ไว้เป็นข้อๆ ว่า&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ข้อที่ ๑ การแสวงหาทรัพย์ เป็นอย่างไร  	ข้อนี้แบ่งการพิจารณาออกเป็น ๒ พวก&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๑.๑) ได้มาแบบชอบธรรม&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๑.๒) ได้มาแบบไม่ชอบธรรม&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ข้อที่ ๒  	การใช้ทรัพย์สำหรับเลี้ยงชีพเลี้ยงชีวิตของเราเป็นอย่างไร  	ข้อนี้แบ่งการพิจารณาออกเป็นอีก ๒&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;พวก&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๒.๑) เอามาเลี้ยงตัวเองอย่างดี&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๒.๒) ไม่เลี้ยงตน ยอมอด ๆ อยาก ๆ&lt;/span&gt; &lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ข้อที่ ๓ การใช้ทรัพย์ทำบุญทำทานของเราเป็นย่างไร  	ข้อนี้ก็ยังแบ่งเป็นอีก ๒ พวก&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๓.๑) ทำบุญ&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;๓.๒) ไม่ทำบุญ&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ข้อที่ ๔ ปัญญาที่จะทำตัวเองให้หลุดให้พ้นจากกิเลสเป็นอย่างไร&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;สำหรับข้อนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงนำพฤติกรรมการหาทรัพย์  	การใช้ทรัพย์จาก ๓ ข้อข้างต้นมาประกอบด้วย&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;แล้วแบ่งให้เห็นเป็น ๑๐ กลุ่ม  	เพื่อให้เราพิจารณาว่าการหาทรัพย์ การใช้ทรัพย์ของเรานั้น ยิ่งมีสมบัติ&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;เรายิ่งมีปัญญา ยิ่งมีบุญ หรือว่า ยิ่งมีสมบัติ ยิ่งก่อเวร  	หรือสร้างบาป&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;กลุ่มที่ ๑ หาทรัพย์มาโดยความไม่ชอบธรรม ได้มาแล้วไม่เลี้ยงตน  	แล้วก็ไม่ยอมทำบุญทำทานอีกด้วย&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;พระองค์ทรงเรียกว่า คนประเภททรัพย์สกปรก อดอยาก  	แล้วก็ตระหนี่ขี้เหนียวไม่ยอมทำบุญทำทาน&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;เรื่องมีปัญญาไม่มีปัญญา ไม่ต้องพูดแล้ว เพราะว่าไม่มีแน่ ๆ  	อยู่แล้ว&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;กลุ่มที่ ๒ ได้ทรัพย์มาแบบไม่ชอบธรรม ได้มาแล้วเลี้ยงตน  	แล้วไม่ยอมทำบุญ นั่นคือ ทรัพย์สกปรก กินอิ่ม&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;แต่ว่า ตระหนี่ขี้เหนียว&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;กลุ่มที่ ๓ หาทรัพย์โดยไม่ชอบธรรม ได้มาแล้วก็เลี้ยงตน  	แล้วก็ทำบุญทำทานด้วย นั่นคือทรัพย์สกปรก กินอิ่ม&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;มีโอกาส ก็ทำบุญทำทาน ประเภทนี้จะเรียกว่าผู้ร้าย-ผู้ดี  	ก็เรียกได้กลุ่มที่ ๔ หาทรัพย์โดยชอบธรรมบ้าง&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ไม่ชอบธรรมบ้าง แล้วไม่เลี้ยงตน และไม่ทำบุญ คือ  	ทรัพย์ก็หากินทั้งสะอาด ทั้งสกปรก แล้วก็อด ๆ อยาก ๆ&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;แถมขี้เหนียวด้วย นี่เป็นอีกพวกหนึ่ง&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;กลุ่มที่ ๕ หาทรัพย์โดยชอบธรรมบ้างไม่ชอบธรรมบ้าง แล้วเลี้ยงตน  	แต่ไม่ทำบุญ คือ&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;หาเลี้ยงตัวเองทั้งทรัพย์ที่สะอาด  	และสกปรกแล้วก็เลี้ยงเสียอิ่มหนำสำราญแต่ว่าก็ขี้เหนียวไม่ทำบุญทำทาน&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;กลุ่มที่ ๖ หาทรัพย์โดยชอบธรรมบ้าง ไม่ชอบธรรมบ้าง  	แล้วเลี้ยงตน และทำบุญ คือ ทรัพย์สะอาดบ้างสกปรกบ้าง&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;เลี้ยงตนให้อิ่มหนำสำราญ แล้วทำบุญทำทานไม่ขี้เหนียว&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;กลุ่มที่ ๗ ได้ทรัพย์มาโดยชอบธรรม แต่ไม่เลี้ยงตน  	แล้วก็ไม่ทำบุญ นั่นคือเป็นประเภททรัพย์สะอาด&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;แต่ยังอดอยากแล้วก็ตระหนี่&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;กลุ่มที่ ๘ ได้ทรัพย์มาโดยชอบธรรม เลี้ยงตน แต่ไม่ทำบุญ  	นั่นคือ ทรัพย์สะอาดแล้วก็เลี้ยงตนเอง&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ให้อิ่มหนำสำราญ&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;แต่ว่าตระหนี่&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;กลุ่มที่ ๙ ได้ทรัพย์มาโดยชอบธรรม แล้วก็เลี้ยงตน และทำบุญ คือ&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ทรัพย์ก็สะอาดเลี้ยงให้อิ่มหนำสำราญดีทั้งครอบครัว  	แล้วก็ใจบุญสุนทานด้วย&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;กลุ่มที่ ๑๐ ได้ทรัพย์มาโดยชอบธรรม แล้วก็เลี้ยงตน ทำบุญ  	มีปัญญาเป็นเครื่องหลุดพ้น นั่นคือทรัพย์สะอาด&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;แล้วก็กินอย่างอิ่มหนำสำราญ ทำบุญด้วย&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt; 	แล้วก็นั่งสมาธิกันตัวตั้งเลยพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญกลุ่มที่ ๑๐ นี้&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;และหลวงพ่อก็อยากให้พวกเรายึดเอากลุ่มที่ ๑๐  	นี้เป็นต้นแบบในการหาทรัพย์ และใช้ทรัพย์&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;เพราะนั่นหมายความว่าเรายิ่งมีสมบัติก็ยิ่งมีปัญญา  	และก็มีบุญบารมีเพิ่มขึ้นอีกด้วย&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;สำหรับวันนี้&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt; 	หลวงพ่อคงฝากให้พวกเรานำแบบการประเมินความเจริญก้าวหน้าของตัวเองตามพุทธวิธีเช็คตัวเองกันอย่างนี้&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;ไปประเมินตัวเอง ให้คะแนนตัวเอง แล้วเก็บไว้ที่หัวนอน  	เพื่อจะได้นำมาดูบ่อย ๆ ใช้เตือนตัวเองด้วย&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;เตือนสมาชิกในครอบครัวด้วย  	ทั้งเขาและเราจะได้มีความเจริญร่วมกัน&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;สุดท้ายนี้ ขอให้ลูกของหลวงพ่อทุกคน  	จงเป็นผู้ที่ตั้งใจฝึกฝนอบรมตนเองให้มั่นคงอยู่ในเส้นทางโลก&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;และทางธรรม บำเพ็ญตน  	เป็นกัลยาณมิตรที่ยอดเยี่ยมให้แก่ชาวโลกเป็นขุนพลกล้าของกองทัพธรรม&lt;/span&gt;&lt;br&gt; 	&lt;span lang="TH"&gt;เป็นมหาเศรษฐีใจบุญค้ำจุนพระพุทธศาสนา  	ตราบถึงที่สุดแห่งธรรมเทอญ&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p align="left"&gt;&lt;b&gt;&lt;font size="5"&gt;&lt;span style="color: blue"&gt;&lt;font face="CordiaUPC"&gt; 	&lt;span style="mso-bidi-font-family:AngsanaUPC;color:blue"&gt;&lt;br&gt; &lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;  &lt;p align="center"&gt;&lt;b&gt;&lt;font size="5"&gt;&lt;span style="color: blue"&gt;&lt;span lang="TH"&gt;&lt;font face="CordiaUPC"&gt;พุทธวิธีบริหาร&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;font face="CordiaUPC"&gt;&lt;span style="mso-bidi-font-family:AngsanaUPC;color:blue"&gt;&lt;br&gt; &lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;font face="CordiaUPC"&gt;&lt;span style="mso-bidi-font-family: AngsanaUPC"&gt;&lt;font color="#FF0000" size="5"&gt;Buddhist Style in Management&lt;/font&gt;&lt;/span&gt;&lt;/font&gt;&lt;/b&gt;&lt;/p&gt; &lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/1714414528364622293-5673563872384578388?l=life-update.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='replies' type='application/atom+xml' href='http://life-update.blogspot.com/feeds/5673563872384578388/comments/default' title='Post Comments'/><link rel='replies' type='text/html' href='http://www.blogger.com/comment.g?blogID=1714414528364622293&amp;postID=5673563872384578388' title='0 Comments'/><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1714414528364622293/posts/default/5673563872384578388'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/1714414528364622293/posts/default/5673563872384578388'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://life-update.blogspot.com/2011/11/blog-post.html' title='แบบประเมินผล ทางพุทธ ในด้านต่างๆ'/><author><name>pairoj</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><thr:total>0</thr:total></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-1714414528364622293.post-4165949395253500543</id><published>2011-08-17T12:34:00.000-07:00</published><updated>2011-08-17T12:35:03.806-07:00</updated><title type='text'>ตำราพิชัยสงคราม ซุนวู (The Art of War)</title><content type='html'>&lt;p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi" lang="TH"&gt;ตำราพิชัยสงคราม ซุนวู (&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;b&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi"&gt;The Art of War)&lt;/span&gt;&lt;/b&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi" lang="TH"&gt;ตำราพิชัยสงคราม ซุนวู อธิคม สวัสดิญาณ และ อดุลย์ รัตนมั่นเกษม แปล &lt;/span&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi" lang="TH"&gt;พิมพ์ครั้งแรก พ.ย.&lt;/span&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi"&gt;2540&lt;span lang="TH"&gt; สำนักพิมพ์คุณธรรม &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi"&gt;&lt;/span&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;   &lt;p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi" lang="TH"&gt;บทนำ&lt;span style="mso-spacerun: yes"&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;ใน การรบหรือการทำสงคราม  ตำราพิชัยสงครามที่เป็นที่รู้จักและนำมาใช้อย่างแพร่หลายมากที่สุดย่อมหนี ไม่พ้น ตำราพิชัยสงครามของซุนวู หรือ ซุนอู่ ตามการเรียกในภาษาจีน  ตำราพิชัยสงครามซุนวู เรียกกันอีกอย่างว่า &lt;/span&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi"&gt;The Art of War. &lt;span lang="TH"&gt;และมีการนำมาปรับใช้กับการบริหารธุรกิจ โดยตำราพิชัยสงครามซุนวูแบ่งออกเป็นทั้งหมด &lt;/span&gt;13&lt;span lang="TH"&gt;  บทประกอบไปด้วยส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวเนื่องและสอดคล้องกัน  หนังสือเล่มนี้อธิคม สวัสดิญาณ และ อดุลย์ รัตนมั่นเกษม  แปลและเรียบเรียงได้น่าอ่านแยกเฉพาะเนื้อหาที่เป็นส่วนของตำราพิชัยสงคราม &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi"&gt;&lt;span lang="TH"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi"&gt;&lt;/span&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;   &lt;p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi" lang="TH"&gt;บทที่ &lt;/span&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi"&gt;1&lt;span lang="TH"&gt;  การวางแผน อันการสงครามนั้น เป็นเรื่องใหญ่ของรัฐ  คือวิถีแห่งการคงอยู่หรือล่มสลายของประเทศชาติ  เกี่ยวพันถึงชีวิตของไพร่พลและราษฎร จะไม่พินิจพิเคราะห์หาได้ไม่  เพราะฉะนั้น เราต้องคำนึงถึงปัญหาพื้นฐานห้าประการเป็นปฐม  แล้วเปรียบเทียบสภาพของเรากับข้าศึก เพื่อคาดคะเนผลแพ้ชนะในสงคราม  ปัญหาพื้นฐานห้าประการ ได้แก่ หนึ่ง มรรค (เต้า)&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;สอง ฟ้า (เทียน)&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;สาม ดิน (ตี้)&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;สี่ แม่ทัพ (เจียง)&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;ห้า  กฎ (ฝ่า) มรรค หมายถึง ความเป็นธรรม  สิ่งที่ทำให้ราษฎรมีเจตนารมณ์ตรงกับฝ่ายปกครอง  ยินดีร่วมเป็นร่วมตายกับฝ่ายปกครองโดยไม่หวั่นเกรงภยันตรายใดๆ ฟ้า หมายถึง  ภูมิอากาศ กลางวันกลางคืน ฤดูและความผันแปร ดิน หมายถึง  ภูมิประเทศสูงหรือต่ำ ใกล้หรือไกล คับขันหรือราบเรียบ กว้างใหญ่หรือคับแคบ  และปิดหรือเปิด (เซิงสื่อ) แม่ทัพ หมายถึง  ผู้นำเหล่าทัพซึ่งเปี่ยมด้วยสติปัญญา รักษาสัจจะวาจา มีเมตตาธรรม  มีความกล้าหาญ และเคร่งครัดเที่ยงธรรม กฎ หมายถึง ระเบียบวินัยของกองทัพ  ระบบการจัดอัตรากำลังพล และระบบจัดสรรหาอาวุธยุทโธปกรณ์ ปัญหาห้าประการนี้  แม่ทัพนายกองจะมีผู้ใดมิรู้ก็หาไม่ ทว่าผู้แจ้งรู้เท่านั้นจึงจะชนะ  ผู้มิรู้แจ้งย่อมแพ้พ่าย จากนั้นจึงเปรียบเทียบสภาพของเรากับข้าศึก  เพื่อคาดคะเนผลแพ้ชนะในสงคราม ซึ่งได้แก่ ประมุขฝ่ายใดปกครองอย่างเป็นธรรม&lt;/span&gt;? &lt;span lang="TH"&gt;แม่ทัพฝ่ายใดมีสติปัญญาความสามารถ&lt;/span&gt;? &lt;span lang="TH"&gt;ดินฟ้าอากาศเอื้อประโยชน์แก่ฝ่ายใด&lt;/span&gt;? &lt;span lang="TH"&gt;กองทัพฝ่ายใดเคร่งครัดระเบียบวินัย&lt;/span&gt;? &lt;span lang="TH"&gt;กองทัพฝ่ายใดกล้าแข็ง&lt;/span&gt;? &lt;span lang="TH"&gt;ไพร่พลฝ่ายใดได้รับการอบรมได้รับการฝึกอบรมที่ดี&lt;/span&gt;? &lt;span lang="TH"&gt;และกองทัพฝ่ายใดตกรางวัลและลงโทษอย่างเที่ยงธรรม&lt;/span&gt;? &lt;span lang="TH"&gt;จาก สภาพเหล่านี้  ข้าพเจ้าพอจะคาดได้แล้วว่าฝ่ายใดจักปราชัยหรืออัปราชัยในศึกสงคราม  หากแม่ทัพเชื่อฟังข้าพเจ้า  วางแผนบนพื้นฐานที่ได้คำนึงถึงปัญหายุทธศาสตร์ข้างต้นแล้ว  ย่อมเป็นฝ่ายชนะในศึกสงคราม ก็จงรับไว้ มิเช่นนั้นย่อมจะเป็นฝ่ายแพ้พ่าย  ก็จงปลดออก เมื่อมียุทธศาสตร์ที่เหนือกว่า  อีกทั้งวางแผนโดยเชื่อฟังข้าพเจ้า  ก็จงสร้างภาวการณ์ต้องกุมความเป็นฝ่ายกระทำ  พลิกแพลงโดยคำนึงถึงความได้เปรียบเป็นหลัก การทำสงครามคือวิถีแห่งกุศโลบาย  มีขีดความสามารถ พึงแสดงว่าไร้ความสามารถ&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;จะทำสงคราม พึงแสดงว่าไม่คิดทำสงคราม&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;จะตีใกล้ พึงแสดงว่าจะตีไกล&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;ข้าศึกละโมบ พึงล่อหลอกด้วยผลประโยชน์&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;ข้าศึกปั่นป่วน พึงตีหัก&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;ข้าศึกมีกำลังมาก พึงเตรียมพร้อมเสมอ&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;ข้าศึกเข้มแข็ง พึงหลีกเลี่ยง&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;ข้าศึกฮึกหาญ พึงทำลายขวัญสู้รบ&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;ข้าศึกสุขุมเยือกเย็น พึงยั่วให้ขาดสติ&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;ข้าศึกสุขสบาย พึงรังควาญให้อ่อนเปลี้ย&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;ข้าศึกสามัคคีกัน พึงยุแยก&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;พึง โจมตีในขณะที่ข้าศึกไม่ได้เตรียมพร้อม และจู่โจมในขณะที่ข้าศึกไม่คาดฝัน  ทั้งหมดนี้ คือ  เคล็ดลับแห่งชัยชนะของนักพิชัยสงครามซึ่งสุดวิสัยที่จะสาธยายให้แจ้งชัดเจน ล่วงหน้า หากชนะก่อนรบ แสดงว่าได้วางแผนอย่างละเอียดรอบคอบแล้ว  หากไม่ชนะก่อนรบ แสดงว่ามิได้วางแผนอย่างละเอียดรอบคอบเท่าที่ควร&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;วาง แผนอย่างละเอียดรอบคอบ ย่อมชนะ ไม่วางแผนอย่างละเอียดรอบคอบ ย่อมแพ้พ่าย  ไยต้องกล่าวถึงการไม่วางแผนอีกเล่า ข้าพเจ้าพิเคราะห์ถึงปัญหาต่างๆ  เหล่านี้ก็ประจักษ์แจ้งถึงความปราชัย และอัปราชัยล่วงหน้า&lt;span style="mso-spacerun: yes"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi"&gt;&lt;/span&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;   &lt;p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi" lang="TH"&gt;บทที่ &lt;/span&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi"&gt;2&lt;span lang="TH"&gt;  การทำสงคราม กรีฑาทัพหนึ่งแสน ซึ่งมีรถศึกเทียมด้วยม้าสี่ตัวพันคัน  รถหุ้มเกราะหนังพันคัน พลเกราะหนึ่งแสน และเสบียงสำหรับทางไกลพันลี้  ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายทั้งแนวหน้าและแนวหลัง ค่าใช้จ่ายการทูต  ค่ายุทธปัจจัย และค่าซ่อมบำรุง วันละพันตำลึงทอง การทำสงคราม  จึงต้องเผด็จศึกโดยเร็ว ถ้ายืดเยื้อกองทัพจะอ่อนล้า ขวัญสู้รบตกต่ำ  เมื่อคิดจะโหมตีเมือง กองทัพก็กะปลกกะเปลี้ยแล้ว  ถ้ากองทัพต้องทำสงครามยืดเยื้อยาวนาน  ประเทศชาติก็จะประสบความยากลำบากด้านการคลัง ถ้ากองทัพอ่อนล้า  ขวัญสู้รบตกต่ำ เหล่าสามนตรัฐก็จะฉวยโอกาสแข็งข้อ หากตกอยู่ในสภาพเช่นนี้  ถึงมีปราชญ์ผู้กอปรด้วยสติปัญญา ก็ไม่อาจแก้ไขวิกฤตการณ์ ดังนั้น  มีแต่คนกล่าวว่า การทำสงครามยึดหลักรวดเร็วแม้จะหยาบบ้าง  ไม่ยึดหลักชักช้าแต่บรรจงปราณีต  กองทัพทำสงครามยืดเยื้อโดยที่ประเทศชาติกลับได้ประโยชน์นั้น  ยังมิเคยปรากฏเลย ผู้ที่ไม่เข้าใจผลร้ายของการทำสงครามอย่างถ่องแท้  จึงไม่อาจเข้าใจผลดีของการทำสงครามอย่างแจ่มแจ้ง ผู้สันทัดในการทำสงคราม  จึงไม่เกณฑ์พลซ้ำสอง ไม่เกณฑ์เสบียงซ้ำสาม พึงยึดสินทรัพย์แคว้นอริ  แย่งเสบียงจากข้าศึก กองทัพจึงไม่มีทรัพย์เสบียงเพียงพอ  ประเทศชาติยากจนจากการทำสงคราม ก็เพราะต้องส่งเสบียงแก่กองทัพในระยะทางไกล  ทำให้ราษฎรยากจนข้นแค้น กองทัพเคลื่อนถึงที่ใด สินค้าบริเวณนั้นจะมีราคาแพง  เมื่อสินค้าแพง เงินทองในท้องพระคลังก็ร่อยหรอ  จึงต้องเกณฑ์แรงและเสบียงด่วน สิ้นเปลืองกับศึกสงคราม  ทำให้ทุกครัวเรือนว่างเปล่า รายได้ของราษฎรพึงถูกเกณฑ์ไปใช้ถึงเจ็ดส่วนสิบ  ประเทศชาติต้องสูญเสียทรัพยากรมากมาย อาทิ รถศึกที่ชำรุด ม้า ลาพิการ  เกราะหนัง หมวกเหล็ก ธนู หน้าไม้ ทวน มีดขอ ดั้งแขน โล่ วัว เกวียน ฯลฯ  สิ้นเปลืองไม่ต่ำกว้าหกส่วนสิบ เพราะฉะนั้น  ขุนพลผู้กอปรด้วยสติปัญญาพึงผลักภาระเสบียงให้ข้าศึก กินเสบียงข้าศึก &lt;/span&gt;1 &amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;จง&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span lang="TH"&gt;เท่ากับประหยัดเสบียงของตน &lt;/span&gt;20 &amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;จง&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span lang="TH"&gt;เลี้ยงสัตว์พาหนะด้วยอาหารสัตว์ของข้าศึก &lt;/span&gt;1 &amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;สือ&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span lang="TH"&gt;เท่ากับประหยัดอาหารสัตว์ของตน &lt;/span&gt;20 &amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;สือ&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span lang="TH"&gt;ดัง นั้น หากต้องการให้นักรบไพร่พลเข่นข้าสังหารข้าศึก  จะต้องปลุกเร้าความเคียดแค้น  หากต้องการให้นักรบไพร่พลแย่งยึดเสบียงและยุทธปัจจัยของข้าศึก  จะต้องตกรางวัลเป็นทรัพย์สินเงินทอง อันรถศึกนั้น ถ้ายึดรถได้สิบคันขึ้นไป  ควรตกรางวัลแก่ผู้เข้าแย่งยึดครองอย่างงาม แล้วเปลี่ยนธงรถศึก  นำเข้าประจำการ ส่วนเชลยศึกนั้น จะต้องปฏิบัติต่อด้วยดีและช่วงใช้ตามควร  จึงจะกล่าวได้ว่า ยิ่งชนะศึก ก็ยิ่งทำให้กองทัพฝ่ายตนเข้มแข็ง การทำสงคราม  จึงต้องยึดหลักเผด็จศึกเร็ว ไม่ยืดเยื้อ แม่ทัพผู้ชำนาญการสงคราม  จึงเป็นผู้ตัดสินการคงอยู่หรือล่มสลายของประเทศชาติ  และกุมความเป็นตายของปวงประชาราษฎร์&lt;span style="mso-spacerun: yes"&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi"&gt;&lt;/span&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;   &lt;p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi" lang="TH"&gt;บทที่ &lt;/span&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi"&gt;3&lt;span lang="TH"&gt; ยุทโธบายเชิงรุก หลักการดำเนินสงครามถือว่า สามารถทำให้ประเทศข้าศึกยอมสยบเป็นยอด ต้องทำลายประเทศข้าศึกเป็นรอง&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;สามารถทำให้กองทัพข้าศึกยอมสยบเป็นยอด ต้องทำลายกองทัพข้าศึกเป็นรอง&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;สามารถ ทำให้กองพันข้าศึกยอมสยบเป็นยอด ต้องทำลายกองพันข้าศึกเป็นรอง  สามารถทำให้กองร้อยข้าศึกยอมสยบเป็นยอด ต้องทำลายกองร้อยข้าศึกเป็นรอง&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;และ สามารถทำให้หมู่ข้าศึกยอมสยบเป็นยอด ต้องทำลายหมู่ข้าศึกเป็นรอง  เพราะฉะนั้น กองทัพที่รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง  จึงไม่ใช่กองทัพเหนือผู้พิชิต  กองทัพที่สามารถทำให้ข้าศึกยอมสยบโดยไม่ต้องรบ  คือกองทัพเหนือผู้พิชิตที่แท้จริง และดังนั้น ยุทโธบายชั้นยอดคือ  เอาชนะข้าศึกทางยุทธศาสตร์ และรองมาคือ เอาชนะข้าศึกทางการทูต  รองลงมาอีกคือ เอาชนะข้าศึกทางการทหาร  และยุทโธบายชั้นต่ำสุดคือโจมตีเมืองของข้าศึก การโจมตีเมืองของข้าศึก  ควรเป็นทางเลือกสุดท้าย เมื่อไม่อาจหลีกเลี่ยงเท่านั้น  การตระเตรียมอาวุธยุทโธปกรณ์ เช่น โล่ใหญ่&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;รถเกราะ&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;ฯลฯ  สำหรับโจมตีเมือง ต้องใช้เวลาอย่าน้อยสามเดือน  หลังจากนั้นต้องใช้เวลาสร้างเนินดินสำหรับตีเมืองอีกไม่ต่ำกว่าสามเดือน  เมื่อแม่ทัพสั่งนักรบไพร่พลปีนบันไดเข้าโจมตีเมือง โดยไม่อาจควบคุมโทสะ  ถ้าสูญเสียไพร่พลหนึ่งส่วนในสาม แต่ยังตีเมืองไม่แตก ก็หมายความว่า  มหันตภัยจากการโจมตีเมืองกรายเข้ามาแล้ว แม่ทัพผู้สันทัดในการทำสงคราม  สามารถทำให้กองทัพข้าศึกยอมสยบโดยไม่ต้องรบ&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;ยึด เมืองข้าศึกโดยไม่ต้องโจมตี และทำลายประเทศข้าศึกโดยไม่ต้องรบยืดเยื้อ  กล่าวคือ  พึงพิชิตทั่วแผ่นดินด้วยการเอาชนะทางยุทธศาสตร์กองทัพไม่เพลี่ยงพล้ำและอิด ล้า สามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ที่พึงได้โดยสมบูรณ์ นี่คือยุทโธบายเชิงุรก  เมื่อต้องใช้กำลังทหารควรยึดหลัก ถ้ามีกำลังมากกว่าข้าศึกสิบเท่า  พึงล้อมเอา&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;มีกำลังมากกว่าข้าศึกห้าเท่า พึงบุกตีเอา&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;มีกำลังมากกว่าข้าศึกหนึ่งเท่า พึงกระหนาบเอา&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;มีกำลังเท่ากับข้าศึก พึงแบ่งแยกกำลังข้าศึก&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;มี กำลังน้อยกว่าข้าศึก พึงสร้างป้อมปราการ ป้องกันอย่างเข้มแข็ง  และมีกำลังอ่อนแอกว่าข้าศึก พึงหลีกเลี่ยงการรบแตกหัก เพราะฉะนั้น  กองทัพที่อ่อนแอหากดันทุรังตั้งรับป้องกัน  ก็จะตกเป็นเชลยของกองทัพที่เข้มแข็งเกรียงไกร  แม่ทัพเสมือนหนึ่งหลักชัยของประเทศชาติ หากแม่ทัพมีคุณสมบัติครบถ้วน  ปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดความสามารถ ประเทศชาติย่อมเข้มแข็ง&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;หาก แม่ทัพขาดคุณสมบัติอันพึงมี ไม่ปฏิบัติหน้าที่อย่างสุดใจ  ประเทศชาติย่อมอ่อนแอ กษัตริย์ (หัวหน้าแห่งกษัตริย์)  มักนำความเสียหายมาสู่กองทัพด้วย พฤติกรรมสามประการ คือ  พระองค์ไม่ทราบว่ากองทัพไม่อาจคืบหน้า แต่มีรับสั่งให้กองทัพคืบหน้า  พระองค์ไม่ทรงทราบว่ากองทัพไม่อาจถอยหลัง แต่มีรับสั่งให้กองทัพถอยหลัง  นี่คือการมัดกองทัพ พระองค์ไม่ทรงเข้าพระทัยกิจการทางทหาร  แต่แทรกแทรงการบริหาร ทำให้แม่ทัพนายกองสับสนงุนงง  พระองค์ไม่ทรงเข้าพระทัยการยืดหยุ่นพลิกแพลงทางทหาร  แต่แทรกแทรงการบังคับบัญชา ทำให้แม่ทัพนายกองละล้าละลัง  เมื่อแม่ทัพนายกองสับสนงุนงงและละล้าละลังเหล่าสามนตราชก็จะฉกฉวยโอกาสแข็ง ข้อ คุกคามอาณาจักรของพระองค์ นี่คือการสร้างความระส่ำระสายแก่กองทัพ  อำนวยชัยแก่อริราชศัตรู วิธีหยั่งรู้ว่าฝ่ายใดชนะ มีอยู่ ห้า ประการคือ  ฝ่ายใดรู้ว่าควรรบหรือไม่ควรรบ ฝ่ายนั้นชนะ&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;ฝ่ายใดรู้ว่าควรใช้กำลังทหารมากน้อยเท่าใด ฝ่ายนั้นชนะ&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;ฝ่ายใดเบื้องบนกับเบื้องล่างมีเจตนารมณ์ตรงกัน ฝ่ายนั้นชนะ&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;ฝ่าย ใดเตรียมพร้อมรับมือข้าศึกที่ไม่เตรียมพร้อม ฝ่ายนั้นชนะ  และฝ่ายใดแม่ทัพมีสติปัญญา ความสามารถ  อีกทั้งกษัตริย์ไม่แทรกแทรงกิจการของกองทัพ ฝ่ายนั้นชนะ  นี่คือวิธีหยั่งรู้ชัยชนะ ห้า ประการ จึงกล่าวกันว่า รู้เขารู้เรา  รบร้อยครั้งชนะทุกครั้ง&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;รู้เขาไม่รู้เรา รบชนะบ้างแพ้บ้าง&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;ไม่รู้เขาไม่รู้เรา รบทุกครั้งแพ้ทุกครั้ง&lt;span style="mso-spacerun: yes"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi"&gt;&lt;/span&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;   &lt;p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi" lang="TH"&gt;บทที่ &lt;/span&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi"&gt;4&lt;span lang="TH"&gt;  ลักษณะการยุทธนุภาพ แม่ทัพผู้สันทัดในการดำเนินสงคราม  ก่อนอื่นจะต้องทำให้ฝ่ายตนเองตั้งอยู่ในฐานะที่ข้าศึกไม่อาจเอาชนะได้  เพื่อรอโอกาสที่ข้าศึกตกอยู่ในฐานะที่ฝ่ายตนเอาชนะได้&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;การที่ข้าศึกไม่สามารถเอาชนะเราได้นั้น ขึ้นอยู่กับเรา&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;การ ที่ข้าศึกตกอยู่ในฐานะที่เราเอาชนะเราได้นั้น อยู่ที่ข้าศึกเอง เพราะฉะนั้น  ผู้สันทัดในการดำเนินสงคราม  สามารถทำให้ฝ่ายตนตั้งอยู่ในข้าศึกไม่อาจเอาชนะได้  แต่ไม่สามารถทำให้ข้าศึกตกอยู่ในฐานะที่ฝ่ายตนเองเอาชนะได้เสอมไป  จึงกล่าวกันว่า  อันชัยชนะในสงครามนั้นอาจหยั่งรู้ได้แต่ไม่อาจสร้างขึ้นได้เสมอไป.  เมื่อต้องการทำให้ฝ่ายตนอยู่ในฐานะที่ข้าศึกไม่อาจเอาชนะได้  (ในยามที่ยังเอาชนะข้าศึกไม่ได้) พึงตั้งรับป้องกัน  ครั้นข้าศึกตกอยู่ในฐานะที่ฝ่ายเราเอาชนะได้แล้ว จึงบุกโจมตี  พึงตั้งรับป้องกัน เพราะข้าศึกมีกำลังเหลือเฟือ พึงบุกโจมตี  เพราะข้าศึกมีกำลังไม่พอ ผู้สันทัดในการตั้งรับป้องกัน  จะสามารถอำพรางกำลังประหนึ่งเร้นกายใต้พสุธาชั้นเก้า  ผู้สันทัดในการบุกโจมตี  จะสามารถทุ่มกำลังประหนึ่งสายอสนีฟาดเปรี้ยงจากสรวงสวรรค์ชั้นเก้า  จึงสามารถรักษากำลังฝ่ายตนไว้ช่วงชิงชัยชนะโดยสมบูรณ์  ผู้ที่สามารถหยั่งรู้ชัยชนะที่ใคร ๆ ก็รู้อยู่แล้ว  มิใช่สุดยอดผู้สันทัดในการดำเนินสงคราม  ผู้ชนะสงครามที่ชาวโลกต่างยกย่องสรรเสริญ  ก็มิใช่สุดยอดผู้สันทัดในการดำเนินสงครามเช่นกัน  ผู้ที่สามารถมองเห็นเดือนและตะวัน มิใช่ผู้ที่มีดวงตาแจ่มกระจ่างเสมอไป  ผู้ที่ได้ยินเสียงฟ้าคำรณคำราม ก็มิใช่ผู้ที่มีโสตประสาทปราดเปรียวเสมอไป  ผู้ที่ได้ชื่อว่าสันทัดการดำเนินสงครามอย่างแท้จริง  มักรบชนะข้าศึกที่เอาชนะได้ง่ายเสมอ เพราะฉะนั้น  ผู้สันทัดในการดำเนินสงคราม จึงชนะอย่างธรรมดาที่สุด  ไม่มีชื่อเสียงในทางมีสติปัญญา และไม่มีความชอบในทางวีรอาจหาญ  และดังนั้นจึงรบชนะแน่ย่อมไม่เกิดการพลิกผันเด็ดขาด ที่ว่ารบชนะไม่พลิกผัน  ก็เพราะได้ดำเนินมาตรการที่ชนะแน่นอน  เอาชนะข้าศึกที่ตกอยู่ในฐานะแพ้พ่ายแล้ว ผู้สันทัดในการดำเนินสงคราม  จึงยืนอยู่บนจุดที่ไม่มีทางปราชัย  และไม่พลาดโอกาสเอาชนะข้าศึกที่ตกอยู่ในฐานะปราชัยแล้ว จึงกล่าวกันว่า  กองทัพผู้พิชิตชนะก่อนรบ กองทัพที่ปราชัยรบก่อน(พยายาม) เอาชนะ เพราะฉะนั้น  ผู้สันทัดในการใช้กำลังทหาร ต้องบำเพ็ญมรรค (ปรับปรุงการปกครอง)  รักษาเงื่อนไขพื้นฐาน (ในการชนะศึก)  จึงจะสามารถกุมอำนาจตัดสินแพ้ชนะในศึกสงคราม เงื่อนไขพื้นฐานห้า  ประการมีดังนี้ คือ &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;ขนาด (พื้นที่) หนึ่ง&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;ปริมาณ (ทรัพยากร) หนึ่ง&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;จำนวน (พล) หนึ่ง&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;ดุล (กำลัง) หนึ่ง&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;ชัยชนะ (ความได้เปรียบเสียเปรียบ) อีกหนึ่ง อาณาเขตทำให้เกิดการเปรียบเทียบขนาดพื้นที่&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;ขนาดพื้นที่ทำให้เกิดการเปรียบเทียบปริมาณทรัพยากร&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;ปริมาณทรัพยากรทำให้เกิดการเปรียบเทียบจำนวนพล&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;จำนวนพลทำให้เกิดการเปรียบเทียบดุลกำลัง และดุลกำลังทำให้เกิดการหยั่งรู้ผลแพ้ชนะของสงคราม&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span lang="TH"&gt;เพราะฉะนั้น กองทัพผู้พิชิตจึงเสมือนหนึ่งเอา &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;อี้&lt;/span&gt;&amp;rdquo; (&lt;span lang="TH"&gt;ของหนัก) ไปชั่ง &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;จู&lt;/span&gt;&amp;rdquo;(&lt;span lang="TH"&gt;ของเบา) ส่วนกองทัพที่ปราชัยไม่ต่างกับเอา &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;จู&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span lang="TH"&gt;ไปชั่ง &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;อี้&lt;/span&gt;&amp;rdquo; (24&lt;span lang="TH"&gt; จู = &lt;/span&gt;1&lt;span lang="TH"&gt; ตำลึง&lt;/span&gt;, 2&lt;span lang="TH"&gt; ตำลึง = &lt;/span&gt;1&lt;span lang="TH"&gt; อี้) การทำสงครามของผู้พิชิต จึงเปรียบเสมือนการปล่อยน้ำกักบนผาสูงพุ่งลงสู่หุบห้วยลึกพัน &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;เยิ่น&lt;/span&gt;&amp;rdquo; (1&lt;span lang="TH"&gt; เยิ่น = &lt;/span&gt;8&lt;span lang="TH"&gt; ฟุต&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH"&gt;) นี่คือลักษณะการยุทธานุภาพแล&lt;span style="mso-spacerun: yes"&gt;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi"&gt;&lt;/span&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;   &lt;p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi" lang="TH"&gt;บทที่ &lt;/span&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi"&gt;5&lt;span lang="TH"&gt; ยุทธานุภาพ การปกครองไพร่พลจำนวนมากให้ได้ดุจปกครองไพร่พลไม่กี่คน เป็นปัญหาการจัดอัตรากำลังพลตามลำดับชั้นอย่างรัดกุม&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;การ บังคับบัญชากองทัพใหญ่ทำศึกให้ได้ดุจบังคับบัญชาหน่วยทหารเล็กๆ ออกสู้รบ  เป็นปัญหาการใช้สัญญาณต่าง ๆ (ธง ฆ้อง กลอง เขาควาย ฯลฯ)  อย่างแจ่มชัดมีระเบียบวินัย&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;การนำทัพต้านการบุกโจม ตีของข้าศึกโดยไม่ปราชัย เป็นปัญหาการใช้ยุทธวิธีรบนอกแบบ และรบในแบบ (ฉี  เจิ้ง) อย่างพลิกแพลง และการนำกองทัพโจมตีข้าศึกให้ได้ดุจใช้หินกระทบไข่  เป็นปัญหาการเลี่ยงจุดแข็งตีจุดอ่อนอย่างถูกเป้า โดยทั่วไป การสู้รบนั้น  มักหักหาญซึ่งหน้าด้วยยุทธวิธีรบในแบบ และเอาชนะด้วยยุทธวิธีรบนอกแบบ  ผู้สันทัดในการใช้ยุทธวิธีรบนอกแบบ  จะสามารถพลิกแพลงยุทธวิธีการรบได้อย่างไม่อับจนดุจฟ้าดินไร้ขอบเขต  ไม่สุดสิ้นดุจแม่น้ำลำธารไม่แห้งขอด  จบแล้วเริ่มใหม่ดุจสุริยันจันทราตกแล้วขึ้นอีก  ตายแล้วฟื้นชีพดุจฤดูกาลหมุนเวียนผันเปลี่ยน เสียง (ตามหลักปรัชญาเบญจธาตุ)  มีเพียงห้า แต่หารผันแปรของเสียงนั้น มีมากจนเราไม่อาจฟังได้หมด&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;สี มีเพียงห้า แต่การเปลี่ยนแปรของสีนั้นมีมากจนเราไม่อาจทัศนาได้หมด  และรสมีเพียงห้า แต่การเคล้าแปรของรสนั้นมีมากจนเราไม่อาจลิ้มชิมได้หมด  ฉันใดฉันนั้น ยุทธวิธีการรบ มีเพียงการรบในแบบ และการรบนอกแบบ  แต่ยุทธวิธีทั้งสองนี้ เปลี่ยนแปรไม่มีขอบเขตสิ้นสุด  ให้กำเนิดซึ่งกันและกัน เป็นวัฏจักรที่ไร้ต้นไร้ปลาย  ไม่มีผู้ใดสาวถึงเงื่อนงำของมันได้ สายน้ำเชี่ยวกราก  ถึงกับซัดหินใหญ่เคลื่อนลอย เพราะ &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;อานุภาพ&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span lang="TH"&gt;ของความเร็ว นกเหยี่ยวเฉี่ยวโฉบ ถึงกับขย้ำเหยื่อแหลกลาญ เพราะรู้จัก &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;ประมาณ&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span lang="TH"&gt;ช่วง ระยะโจมตี  เพราะฉะนั้นผู้สันทัดในการสู้รบจึงสามารถสร้างยุทธานุภาพด้วยความเร็วอันน่า สะพรึงกลัว โดยโจมตีในช่วงระยะสั้น  ยุทธานุภาพคล้ายหน้าไม้ที่เหนี่ยวเต็มที่แล้ว การโจมตี(โดยประมาณช่วงระยะ)  คล้ายเหนี่ยวไกหน้าไม้ ขณะที่โรมรันพันพันตู  ต้องสู้รบในสภาพชุลมุนวุ่นวายโดยที่กองทหารไม่สับสน  ต้องพลิกแพลงในสภาพอลวนโดยที่กองทหารไม่ปราชัย  การสู้รบที่ดูคล้ายชุลมุนวุ่นวาย ต้องมาจากการรบอย่างมีระเบียบวินัย&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;อาการ ที่ดูคล้ายขลาดกลัว ต้องมาจากการรบอย่างกล้าหาญ และท่าทีดูคลายอ่อนเปลี้ย  ต้องมาจากการรบอย่างเข้มแข็ง ความมีระเบียบวินัยหรือความชุลมุนวุ่นวาย  ตัดสินกันที่การจัดกำลังพล&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;ความกล้าหาญหรือความขี้ขลาด ตัดสินกันที่ศักยภาพ (ถ้าสามารถสำแดงศักยภาพ ทหารที่ขี้ขลาดก็พลอยกล้าหาญไปด้วย)&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;ความ เข้มแข็งหรือความอ่อนแอ  ตัดสินกันที่กำลังและลักษณะกระบวนทัพ(ถ้าไม่เป็นกระบวน  ถึงมีกำลังมากอ่อนแอ) ผู้ที่สันทัดในการบงการข้าศึก จะสามารถสร้าง &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;ลักษณ์&lt;/span&gt;&amp;rdquo; (&lt;span lang="TH"&gt;สถานการณ์)  ลวงให้ข้าศึกเคลื่อนไหว  และใช้ผลประโยชน์ล่อให้ข้าศึกช่วงชิงตามที่ฝ่ายตนวางแผนเตรียมกำลังไว้พิฆาต แล้ว ผู้สันทัดในการดำเนินสงคราม  จึงเสวงชัยโดยสร้างสภาวการณ์ที่ได้เปรียบอยู่เสมอ ไม่บ่นโทษนักรบไพร่พล  และดังนั้น จึงรู้จักเลือกใช้คนโดยคล้อยตามสภาวการณ์ได้เปรียบที่สร้างขึ้น  แม่ทัพที่รู้จักคล้อยตามภาวะการณ์ได้เปรียบที่สร้างขึ้นจะสามารถบัญชาการรบ ประหนึ่งงัดไม้ซุงหรือก้อนหินให้กลิ้งไป  ธรรมชาติของไม้หรือก้อนหินนั้นถ้าอยู่ในที่ราบ จะนิ่งไม่ขยับเขยื้อน  ถ้าอยู่ในที่ลาด จะกลิ้งลงต่ำ ถ้าเป็นเหลี่ยมแหลมจะหยุด ถ้ากลม ก็จะหมุน  ผู้สันทัดในการทำสงครามจึงอยู่ในภาวะได้เปรียบ  ประหนึ่งงัดหินกลมบนหน้าผาสูงลงเหวลึกพันเยิ่น (&lt;/span&gt;1&lt;span lang="TH"&gt; เยิ่น = &lt;/span&gt;8&lt;span lang="TH"&gt; ฟุต&lt;/span&gt;&lt;span lang="TH"&gt;) บดขยี้ทุกสิ่งแหลกลาญ นี่แลยุทธานุภาพ&lt;span style="mso-spacerun: yes"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;   &lt;p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi"&gt;&lt;/span&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;   &lt;p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi" lang="TH"&gt;บทที่ &lt;/span&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi"&gt;6&lt;span lang="TH"&gt;  จริงลวง ฝ่ายใดถึงสมรภูมิก่อนเป็นฝ่ายรอข้าศึก ฝ่ายนั้นไม่อิดโรย  ฝ่ายใดถึงสมรภูมิทีหลังอีกทั้งต้องรบอย่างฉุกละหุก ฝ่ายนั้นอิดล้า  กองทหารที่สันทัดในการสู้รบ จะเป็นฝ่ายบงการข้าศึก ไม่ยอมให้ข้าศึกบงการ  พึงชักนำข้าศึกเข้าสู่พื้นที่กำหนด โดยหลอกล่อด้วยผลได้  และสกัดมิให้ข้าศึกเข้าสู่พื้นที่กำหนด โดยขัดขวางด้วยผลเสีย เพราะฉะนั้น  ถึงข้าศึกกระปรี้กระเปร่า ก็ทำให้ข้าศึกอิดโรยได้ ข้าศึกอิ่มหนำ  ก็ทำให้ข้าศึกหิวโหยได้ ข้าศึกตั้งมั่นในฐาน ก็ทำให้ข้าศึกเคลื่อนย้ายได้  เพราะเราโจมตีจุดที่ข้าศึกต้องกอบกู้ (ช่วย) กองทัพที่เดินทัพพันลี้ได้โดย  ไม่อิดล้า ก็เพราะเดินทัพในเส้นทางที่ปลอดคน เวลาโจมตีเป็นต้องคว้าชัย  ก็เพราะโจมตีในจุดที่ข้าศึกไม่สามารถป้องกัน ครั้นถึงคราวตั้งรับ  สามารถตั้งรับอย่างมั่นคง ก็เพราะตั้งรับในจุดที่(เรารู้ว่า)  ข้าศึกต้องโจมตีแน่ กองทัพที่สันทัดในการบุกโจมตี  ข้าศึกไม่รู้ว่าจะป้องกันอย่างไร กองทัพที่สันทัดในการตั้งรับ  ข้าศึกไม่รู้ว่าจะเข้าตีอย่างไร มันช่างวิเศษโดยแท้! วิเศษถึงขั้นไม่ปรากฏ &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;ลักษณ์&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span lang="TH"&gt;มันช่างอัศจรรย์โดยแท้ อัศจรรย์ถึงขั้นไม่ปรากฏ &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;เสียง&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span lang="TH"&gt;จึง สามารถกุมชะตากรรมของข้าศึกไว้ในกำมือ  กองทัพที่บุกโจมตีโดยข้าศึกไม่อาจต้านรับได้  ก็เพราะบุกโจมตีจุดอ่อนเปราะของข้าศึก ครั้นถึงคราวถอย  ข้าศึกไม่อาจตามตีได้ ก็เพราะถอยอย่างรวดเร็วกระทันหัน ดังนั้น  หากเราต้องการรบ ข้าศึกแม้สร้างป้อมสูงขุดคูลึก  ยังต้องละทิ้งที่มั่นออกมารบอยู่ดี เพราะเราโจมตีจุดที่ข้าศึกต้องกอบกู้  (ช่วย) หากเราไม่ต้องการรบ แม้ขีดเส้นตั้งรับบนจุดที่กำหนด  ข้าศึกก็ไม่มารบด้วย เพราะเราเบนเป้าโจมตีของข้าศึก ดังนั้น เรากำหนด &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;ลักษณ์&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span lang="TH"&gt;ข้าศึกได้ แต่เราไร้ &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;ลักษณ์&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span lang="TH"&gt;จึง สามารถรวมกำลังฝ่ายเรา แบ่งแยกกำลังข้าศึก เรารวมเป็นหนึ่ง  ข้าศึกแยกเป็นสิบ เท่ากับเราใช้สิบโจมตีหนึ่ง  จึงสามารถสร้างภาวะการณ์ที่เรามีกำลังมาก&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;ข้าศึกมี กำลังน้อย ผู้ที่สันทัดในการใช้กำลังมากตีกำลังน้อย  จะสามารถจัดกำลังฝ่ายข้าศึก เราต้องการรบกับข้าศึกที่ใด ข้าศึกไม่รู้  ไม่รู้จึงต้องป้องกันเกือบทุกแห่ง จุดที่ข้าศึกต้องป้องกันยิ่งมาก  กำลังข้าศึกในแต่ละจุดที่เราต้องการโจมตี จะยิ่งน้อย เพราะฉะนั้น  ข้าศึกป้องกันด้านหน้า กำลังทหารด้านหลังก็เบาบาง ป้องกันด้านหลัง  กำลังทหารด้านหน้าก็เบาบาง ป้องกันปีกขวา กำลังทหารปีกซ้ายก็เบาบาง  เมื่อต้องการป้องกันทุกแห่ง กำลังทหารทุกแห่งจึงเบาบาง กำลังทหาร(ข้าศึก)  เบาบางอ่อนแอ เพราะต้องกันทุกแห่ง&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;กำลังทหาร  (ฝ่ายเรา) หนาแน่นเข้มแข็ง ก็เพราะสามารถทำให้ข้าศึกต้องป้องกันทุกแห่ง  เพราะฉะนั้น  กองทหารที่สามารถคาดเวลาและสถานการณ์รับรู้ล่วงหน้าแม้จะอยู่ห่างไกลพันลี้  ก็สามารถทำศึกได้ ถ้าไม่สามารถคาดเวลาและสถานที่สู้รบล่วงหน้า  ปีกซ้ายจะช่วยปีกขวาไม่ได้ ปีกขวาก็จะช่วยปีกซ้ายไม่ได้  ด้านหน้าก็จะช่วยด้านหลังไม่ได้ ด้านหลังก็ช่วยด้านหน้าไม่ได้  ยิ่งถ้าอยู่ไกลหลายลี้หรือหลายสิบลี้ จะทำอะไรได้ฤา&lt;/span&gt;? &lt;span lang="TH"&gt;ข้าพเจ้า จะเห็นว่า แคว้นเยว่มีกำลังทหารมากมาย แต่หาเป็นประโยชน์กับการชิงชัยไม่!  จึงกล่าวกันว่า ชัยชนะนั้นสร้างขึ้นได้ กองทัพข้าศึกมีกำลังมหาศาลก็จริง  แต่เราสามารถทำให้กองทัพข้าศึกต่อกรกับเราไม่ได้ ดังนั้นต้องวิเคราะห์  เพื่อทราบจุดอ่อนจุดแข็งของแผนการ&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;ต้องเคลื่อนไหว เพื่อหยั่งรู้กฎเกณฑ์การเคลื่อนกำลังของข้าศึก&lt;/span&gt;, &lt;span lang="TH"&gt;ต้องกำหนด &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;ลักษณ์&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span lang="TH"&gt;เพื่อทราบจุดเป็นจุดตาย และต้องสู้รบเพื่อหยั่งรู้จุดอ่อนจุดแข็งของทั้งสองฝ่าย สุดยอดแห่งการกำหนด &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;ลักษณ์&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span lang="TH"&gt;ก็คือทำให้ (ฝ่ายเรา) ไร้ &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;ลักษณ์&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span lang="TH"&gt;เมื่อไร้&lt;/span&gt;&amp;rdquo;&lt;span lang="TH"&gt;ลักษณ์&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span lang="TH"&gt;ยอดจารชนไม่อาจสืบสภาพ ผู้มีสติปัญญาจึงไม่สามารถวางแผน (รบกับเรา) เพราะว่ากำหนด &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;ลักษณ์&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span lang="TH"&gt;จึงอำนวยชัยแก่นักรบไพร่พล แต่นักรบไพร่พลหาดูออกไม่ คนทั้งหลายล้วนทราบ &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;ลักษณ์&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span lang="TH"&gt;เหตุแห่งชัยของเรา แต่หารู้วิธีใช้ &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;ลักษณ์&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span lang="TH"&gt;แห่งชัยของเราไม่ ก็เพราะเรารบชนะโดยเปลี่ยน &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;ลักษณ์&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span lang="TH"&gt;พลิกแพลงไร้ขอบเขต ไม่ซ้ำ &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;ลักษณ์&lt;/span&gt;&amp;rdquo;&lt;span lang="TH"&gt;เดิม &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;ลักษณ์&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span lang="TH"&gt;แห่ง กองทัพคล้ายน้ำ น้ำไหลโดยหลีกที่สูงลงสู่ที่ต่ำ  กอทัพชนะโดยเลี่ยงจุดแข็งตีจุดอ่อน น้ำไหลตามสภาพการเปลี่ยนแปลงของข้าศึก  คือกองทัพแห่งเทพ ธาตุทั้งห้าไม่มีธาตุใดชนะเสนมอ  (ธาตุทั้งห้าจะให้กำเนิดและข่มซึ่งกันและกัน) สี่ฤดูหมุนเวียนเคลื่อนคลาด  กลางวันมีสั้นมียาว พรจันทร์มีเต็มมีเว้า&lt;span style="mso-spacerun: yes"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;บที่ &lt;/span&gt;7&lt;span lang="TH"&gt;  การสัประยุทธ์ ซุนวูกล่าวว่า อันหลักการทำศึก  เมื่อแม่ทัพขุนทหารได้รับพระบรมราชโองการจากพระเจ้าแผ่นดินให้ระดมเกณฑ์ไพร่ พล จัดตั้งเป็นกองทัพ แลยกตั้งค่ายประจัญหน้าข้าศึก  ขั้นตอนนี้หามีสิ่งใดยากเกินกว่าการชิงความได้เปรียบไม่  แลเรื่องยากที่สุดในการชิงความได้เปรียบคือ  ต้องแปรเส้นทางที่อ้อมที่วกวนให้เป็นทางลัด แปรความด้อยเปรียบต่าง  ๆให้เป็นความได้เปรียบ ดังนั้น หากแสร้งเดินทางอ้อม แลใช้ผลประโยชน์เล็กๆ  น้อยๆ เข้าล่อใจข้าศึกได้ ก็ย่อมไปถึงที่หมายได้เร็วกว่าข้าศึก  ทั้งที่ออกเดินทางทีหลัง นี่แหละคือการรู้จักแปรทางอ้อมให้เป็นทางลัด  ดังนั้น การสัประยุทธ์จึงมีทั้งแง่ได้เปรียบและแง่ที่อันตราย  หากให้ทหารทั้งกองทัพแบกนำยุทธสัมภาระทั้งหมดเพื่อเข้าชิงยึดชัยภูมิที่ได้ เปรียบ ก็คงไม่อาจไปถึงที่หมายตามกำหนดเวลาได้แต่ถ้าปลดยุทธสัมภาระทิ้งไป  ก็อาจสูญเสียยุทธสัมภาระเหล่านี้ไป ด้วยเหตุนี้  การให้ทหารถอดเสื้อเกราะเร่งรุดเดินทัพเป็นทวีคูณทั้งวันทั้งคืนโดยมิหยุด พัก  หากเป็นการเดินทัพเพื่อไปชิงยึดชัยภูมิที่ได้เปรียบที่อยู่ไกลออกไปร้อยลี้  แม่ทัพทั้งสามทัพ (ทัพหน้า ทัพหลวง และทัพหลัง)  ก็อาจตกเป็นเชลยได้ด้วยว่าพวกทหารที่แข็งแรงก็จะไปถึงที่หมายก่อน  ส่วนพวกที่อ่อนแอก็จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง  ซึ่งจะมีกำลังทหารเพียงหนึ่งในสิบเท่านั้นที่จะไปถึงที่หมายได้  หากเดินทัพไปถึงชัยภูมิที่ได้เปรียบซึ่งอยู่ไกลออกไปห้าสิบลี้  แม่ทัพทัพหน้าอาจต้องปราชัย  ด้วยว่ามีกำลังทหารไปถึงที่หมายเพียงกึ่งหนึ่งเท่านั้น  และหากเดินทัพไปชิงชัยภูมิที่ได้เปรียบซึ่งอยู่ไกลออกไปสามสิบลี้  ก็จะมีกำลังทหารเพียงสองในสามที่ไปถึงที่หมาย  ดังนั้นกองทัพที่ไม่มียุทธสัมภาระ ไม่มีเสบียงกรัง และไม่มียุทธปัจจัยอื่นๆ  จึงไม่อาจอยู่รอดได้ ฉะนั้น  หากเราไม่เข้าใจจุดมุ่งหมายทางยุทธศาสตร์ของบรรดาแว่นแคว้นต่างๆ  เราก็ไม่อาจเจริญสัมพันธไมตรีด้วยได้  หากเราไม่ค้นเคยกับสภาพภูมิประเทศที่เป็นป่าเขา หุบเหว ที่ลุ่มดอน  ห้วยหนองคลองบึง เราก็ไม่สามารถเดินทัพได้  และหากเราไม่ได้คนในท้องถิ่นนำทาง เราก็จะไม่รู้ภูมิประเทศที่ได้เปรียบ  ดังนั้น การทำสงคราวจะประสบชัยชนะได้ ก็ด้วยอาศัยเล่ห์กลอุบาย  คือพิจารณาว่ามีความได้เปรียบหรือไม่ แล้วจึงค่อยปฏิบัติการ  และปรับเปลี่ยนยุทธวิธีด้วยการกระจายหรือรวมกำลังพล ดังนั้น  เวลาเดินทัพจะต้องไปได้รวดเร็วดุจลมกรด หยุดทัพได้สงบนิ่งดุจไม่ในพงไพร  รุกตีต้องฮือโหมดุจไฟลาม ตั้งรับได้มั่นคงดุจขุนเขา  ซุ่มซ่อนได้ดุจเมฆดำคลุมฟ้า และบุกตะลุยศึกได้ฉับไวดุจสายฟ้าฟาด  เมื่อเข้าปล้นเมืองได้สินสงครามมา จึงต้องนำมาแบ่งให้แก่เหล่าทหารหาญ  และเมื่อยึดขยายดินแดนได้ ก็ต้องแบ่งปันแก่เหล่าแม่ทัพนายกอง  ต้องชั่งใจตรองดูผลได้ผลเสียให้ถ่องแท้ก่อน จึงค่อยปฏิบัติการ  ผู้ใดเข้าใจการแปรทางอ้อมให้เป็นทางลัดก็จักชนะ นี่คือหลักของการสัประยุทธ์  ตำราพิชัยสงครามโบราณกล่าวว่า &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;ด้วยว่าเมื่อรบกัน จะสั่งการด้วยวาจาคงไม่ได้ยิน จำต้องตีฆ้องกลอง แลจะใช้สัญญาณมือสั่งการ ก็คงไม่เห็น จำต้องโบกธงแทน&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span lang="TH"&gt;ดัง นั้น หากเป็นการรบในเวลากลางคืน ส่วนมากจะใช้ตีฆ้องกลอง  แต่หากเป็นการรบในเวลากลางวัน ก็จะใช้โบกธงฆ้องกลองและธงทิว  จึงมีไว้เพื่อให้กองทัพปฏิบัติการให้เป็นหนึ่งเดียวกัน  เมื่อทหารทั้งกองทัพต้องปฏิบัติการให้เป็นหนึ่งเดียวกัน  พวกบ้าบิ่นที่กล้าตายย่อมจะบุกไปตามลำพังไม่ได้  ส่วนพวกที่มีใจขาดกลัวก็จะถอยหนีตามลำพังไม่ได้เช่นกัน นี่แหละคือ  วิธีการบัญชาการรบในกองทัพขนาดใหญ่ เราต้องทำลายขวัญและกองทัพข้าศึก  และสั่นคลอนการตัดสินใจของแม่ทัพฝ่ายข้าศึก  กองทัพเมื่อแรกรบจะมีขวัญสู้รบเต็มเปี่ยม  แต่พอผ่านไปสักช่วงหนึ่งขวัญสู้รบก็จะค่อย ๆ ลดหย่อนลงเรื่อย ๆ  และสุดท้ายจะไม่มีขวัญสู้รบเหลืออยู่ ผู้ช่ำชองการสงคราม  จึงพึงหลีกเลี่ยงข้าศึกที่มีขวัญสู้รบดีเยี่ยม  ให้รอจนกว่าข้าศึกจะขวัญตกและหมดไป จึงค่อยเข้าตี นี่คือวิธีควบคุมขวัญทหาร  เราจะใช้ทหารที่มีระเบียบวินัยดีไปโจมตีข้าศึกที่แตกแถวสับสนอลหม่าน  เราจะใช้ทหารที่ใจเย็นสุขุมโจมตีข้าศึกที่วู่วามบุ่มบ่าม  นี่คือวิธีคุมจิตใจทหาร เราจะใช้สมรภูมิที่อยู่ใกล้  รับมือกับข้าศึกทีเดินทางมาไกล  และเราจะใช้ทหารที่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่แล้ว  รับมือกับข้าศึกที่เหนื่อยล้า ทั้งเราจะใช้ทหารที่อิ่มท้อง  ไปโจมตีข้าศึกที่หิวโหย นี่คือวิธีคุมกำลังรบของกองทัพ  เราจะไม่เข้าตีสกัดข้าศึกที่ตั้งขบวนทัพและปักธงทิวไว้อย่างเป็นระเบียบ  เราจะไม่จู่โจมข้าศึกที่ตั้งค่ายอย่างแน่นหนาดูน่าเกรงขาม  นี่คือวิธีพลิกแพลงกลยุทธ์ หลักการทำสงครามคือ  เราจะไม่แหงนคอตั้งบ่าบุกขึ้นไปตีข้าศึกที่ยึดที่มั่นบนภู  เราจะไม่บุกตีข้าศึกที่หันหลังอิงเนินเขา  เราจะไม่ไล่ตามตีข้าศึกที่ทำทีแสร้งแพ้ล่าถอย  เราจะไม่โจมตีกำลังที่เข้มแข็งของข้าศึก  เราจะไม่ไปสนใจกองกำลังที่ข้าศึกส่งมาล่อ  เราจะไม่ไปตีสกัดข้าศึกที่กำลังถอนกลับประเทศตน  การล้อมข้าศึกต้องเปิดช่องว่างไว้ ถ้าข้าศึกจนตรอก  จงอย่ารุกบีบกระชั้นจนเกินไป เหล่านี้คือ หลักการสัประยุทธ์&lt;span style="mso-spacerun: yes"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi"&gt;&lt;/span&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;   &lt;p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi" lang="TH"&gt;บทที่ &lt;/span&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi"&gt;8&lt;span lang="TH"&gt; ความผันแปร &lt;/span&gt;9&lt;span lang="TH"&gt;  ประการ ซุนวูกล่าวว่า อันหลักการทำศึกนั้น  เมื่อแม่ทัพขุนทหารได้รับพระราชโองการจากพระเจ้าแผ่นดินระดมเกณฑ์ทหารจัด ตั้งเป็นกองทัพ สะสมยุทธปัจจัย &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;ประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นเส้นทางผ่าน&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span lang="TH"&gt;อย่ารีรออ้อยอิ่งใน &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;พื้นที่ที่ไปมาไม่สะดวก ขนส่งเสบียงลำบาก&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span lang="TH"&gt;หากเข้าไปใน &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;พื้นที่ที่ข้าศึกล้อมไว้&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span lang="TH"&gt;คงรีบหาทางหนีออกมาโดยเร็ว และเมื่ออยู่ใน &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;พื้นที่ไม่มีทางรอด&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span lang="TH"&gt;ก็ ต้องสู้ยิบตาเพื่อเอาตัวรอด  โดยบางครั้งจะไม่เดินเส้นทางบางทางที่หน้าจะเดิน  บางครั้งแม้เจอข้าศึกที่ง่ายก็จะไม่ตี บางครั้งก็ไม่เข้าตีเมืองบางเมือง  แม้จะยึดตีได้ง่าย บางครั้งจะไม่แย่งชิงพื้นที่บางแห่ง  และบางครั้งก็จะไม่รับสนองพระราชโองการจากพระเจ้าแผ่นดิน  หากเห็นว่าจะไม่ก่อผลดีต่อการสงคราม ฉะนั้น  แม่ทัพผู้ช่ำชองที่รู้จักใช้ความผันแปรเหล่านี้  ถือว่าเป็นผู้รู้แจ้งในหลักการทำสงคราม  แต่แม่ทัพผู้ไม่รู้จักใช้ความผันแปรเหล่านี้ แม้จะรู้สภาพภูมิประเทศดี  ก็ไม่อาจใช้ให้เกิดความได้เปรียบได้  ถ้าแม่ทัพนำทัพโดยไม่เข้าใจความผันแปรเหล่านี้ แม้จะรู้ความได้เปรียบต่าง  ๆดี ก็ไม่อาจบัญชากองทัพได้มีประสิทธิภาพ  แม่ทัพที่ฉลาดต้องใคร่ครวญปัญหาโดยคำนึงถึงผลดีและผลเสียไปพร้อมกัน  เมื่ออยู่ในสภาพที่เสียเปรียบ ต้องทบทวนให้เห็นความได้เปรียบในนั้น  จะได้ช่วยสร้างความมั่นใจ เพื่อให้ภาระกิจสำคัญดำเนินไปได้โดยราบรื่น  และเมื่ออยู่ในสภาพได้เปรียบ  ก็ต้องทบทวนให้เห็นความเสียเปรียบจะได้ขจัดเพทภัยอันอาจเกิดขึ้นได้ทันท่วง ที จงใช้เรื่องที่แคว้นอื่น ๆ กลัว ข่มให้พวกเขายอมสยบต่อเรา  จงใช้ทุกวิถีทาง ทำให้แคว้นอื่นทะเลาะหันให้วุ่นวาย  และจงใช้ผลประโยชน์เข้าล่อ ให้แคว้นอื่นฝักใฝ่อยู่ข้างเรา หลักการทำศึกนั้น  จงอย่าวางใจว่า ข้าศึกจะไม่มาราวี เราต้องเตรียมพร้อมไว้รับมือ  และจงอย่าวางใจว่า ข้าศึกจะไม่เข้าโจมตีเรา  เราต้องมีกำลังแข็งแกร่งพอที่ข้าศึกจะสู้ไม่ได้  ผู้เป็นแม่ทัพย่อมมีจุดอ่อนที่ถึงตายอยู่ &lt;/span&gt;5&lt;span lang="TH"&gt; ข้อ คือ  ผู้คิดแต่สู้ตายฝ่ายเดียวอาจถูกลวงไปฆ่าได้ ผู้ที่รักตัวกลัวตาย  อาจตกเป็นเชลยผู้ที่ใจร้อนวู่วามโกรธง่าย อาจหลงกลแผนยั่วยุของข้าศึกได้  ผู้ถือตนบริสุทธิ์รักชื่อเสียง อาจตกหลุมพรางการใส่ไคล้ของข้าศึกได้  ผู้ยึดถือแต่ &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;รักราษฎร&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span lang="TH"&gt;ก็ อาจยุ่งยากใจ ทั้งห้าข้อนี้เป็นเรื่องที่แม่ทัพกระทำผิดพลาดได้ง่าย  และเป็นผลร้ายต่อการรบด้วย กองทัพจะพินาศย่อยยับ แม่ทัพจะถูกฆ่า  ก็ล้วนแต่เกิดจากจุดอ่อนทั้งห้าข้อ จึงต้องพิเคราะห์ให้ดี&lt;span style="mso-spacerun: yes"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi"&gt;&lt;/span&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;   &lt;p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi" lang="TH"&gt;บทที่ &lt;/span&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi"&gt;9&lt;span lang="TH"&gt;  การเดินทัพ ซุนวูกล่าวว่า  การจัดวางกำลังทหารและสังเกตการณ์สภาพข้าศึกในภูมิประเทศลักษณะต่าง ๆ  ควรใส่ใจในเรื่องต่อไปนี้ เมื่อจะยกทัพข้ามเขา  จะต้องเดินใกล้หุบเขาที่มีแหล่งน้ำและหญ้า  ต้องตั้งทัพบนเนินสูงที่รุกรับและจัดวางกำลังรบได้  อย่ารุกขึ้นไปยึดเนินสูงที่ข้าศึกยึดไว้ก่อน  นี่คือการจัดวางกำลังรบในพื้นที่ที่เป็นเนินเขา เมื่อจะยกทัพข้ามแม่น้ำ  ควรตั้งทัพให้ห่างไกลจากแม่น้ำ เมื่อข้าศึกยกทัพข้ามแม่น้ำมา  จงอย่าลงไปรับข้าศึกในน้ำ  ให้รอจนกว่าข้าศึกข้ามน้ำไปได้ครึ่งเดียวจึงค่อยเข้าตี  เช่นนี้จะได้ผลดีกว่า ถ้าต้องการสู้รบขั้นแตกหักกับข้าศึก  จงอย่าตั้งขบวนทัพเลียบตามริมแม่น้ำ แม้การตั้งค่ายในบริเวณแถบแม่น้ำ  ก็ต้องตั้งไว้บนเนินสูง อย่าหันหน้าเข้าหาสายน้ำ  นี่คือการจัดกำลังรบในพื้นที่ที่มีแม่น้ำ  เมื่อจะยกทัพผ่านเขตที่เป็นหนองบึง ต้องรีบผ่านไปโดยเร็ว อย่ารีรออ้อยอิ่ง  ถ้าพบข้าศึกในพื้นที่ที่เป็นหนองบึง  จะต้องเข้ายึดพื้นที่ที่มีพืชน้ำขึ้นงอกงาม และต้องหันหลังอิงป่าไว้  นี่คือการจัดการวางกำลังรบในพื้นที่ที่เป็นหนองบึง ถ้าต้องรบในที่ราบ  ควรวางกำลังทหารไว้ในที่ที่มีอาณาบริเวณกว้างขวาง  โดยให้กำลังปีกสำคัญอิงที่สูง ในลักษณะด้านหน้าเป็นพื้นที่ต่ำ  ด้านหลังเป็นพื้นที่สูง นี่คือการจัดวางกำลังรบในที่ราบ  ข้อดีของหลักการจัดวางกำลังรบทั้งสี่แบบ ดังกล่าวมานี้ คือ  เหตุผลที่พระเจ้าหวงตี้ทรงมีชัยเหนือกษัตริย์อื่น ๆ ทั้งสี่ทิศ  การตั้งทัพชอบที่ตั้งที่ตั้งจะอยู่ในที่สูงพื้นแห้ง  ไม่พึงตั้งในที่ต่ำพื้นเปียกแฉะ ต้องหันหน้าไปยังทิศที่มีทัศนะวิสัยดี  (ทิศอาคเนย์) หลีกเลียงทิศที่มีทัศนะวิสัยไม่ดี (ทิศพายัพ)  และพึงตั้งทัพใกล้ที่มีแหล่งน้ำมีหญ้าและพืชพันธุ์ธัญญาหารอุดมสมบูรณ์  เพื่อว่าทหารในกองทัพจะได้ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ เช่นนี้  จึงเป็นหลักประกันของชัยชนะ การตั้งทัพบนสันเขาหรือทำนบกั้นน้ำ  จะต้องยึดด้านที่มีทัศนะวิสัยดี และวางกำลังปีกสำคัญอิงไว้  มาตรการที่มีผลดีเหล่านี้เป็นการใช้ลักษณะภูมิประเทศที่ได้เปรียบเทียบมา เป็นส่วนหนุนช่วย เมื่อมีฝนตกชุกที่ต้นน้ำ  จนอาจมีน้ำป่าไหลหลากลงมาได้อย่างกระทันหัน  ห้ามลงลุยน้ำข้ามไปควรรอให้กระแสน้ำมีระดับแน่นอนเสียก่อน  จึงค่อยลงลุยน้ำข้ามไปได้ เมื่อยกทัพผ่านภูมิประเทศที่มีลักษณะ เช่น  เป็นหุบห้วยในซอกเขา เป็นที่ที่มีผาสูงล้อมรอบเหมือนบ่อลึก  เป็นที่ที่มีพงทึบล้อมรอบเป็นที่รกชัฎเต็มไปด้วยขวากหนามเหมือนตาข่าย  เป็นที่หล่มเต็มไปด้วยโคลนเลน และเป็นทางแคบมีหุบเหวลึก  จะต้องรีบหลีกห่างโดยเร็ว อย่าได้กรายเข้าไปใกล้  เราควรหลีกห่างให้ไกลจากภูมิประเทศลักษณะนี้ ปล่อยข้าศึกให้เข้าไปใกล้  และเราควรหันหน้าเข้าภูมิประเทศลักษณะนี้ ให้ข้าศึกหันหลังอิงมัน  หากสองข้างทางที่ยกทัพผ่านทางแคบมีหน้าผาสูงชัน มีห้วยหนองคลองบึง  มีสายน้ำไหลผ่านหลายสาย มีพงอ้อกอแขมขึ้นเต็มไปหมด มีแนวป่า  และแมกไม้ขึ้นหนาทึบ จะต้องสำรวจดูภูมิประเทศเหล่านี้หลายๆ  ครั้งด้วยความระมัดระวัง  เพราะข้าศึกอาจวางกองสอดแนมซุ่มอยู่ตามภูมิประเทศดังกล่าวได้  เมื่อข้าศึกยกทัพประชิดแล้ว แต่ยังคงสงบนิ่ง  แสดงว่าข้าศึกยึดชัยภูมิที่ได้เปรียบไว้แล้วเมื่อข้าศึกมาท้ารบทั้งที่อยู่ ห่างไกลจากเรามาก แสดงว่าข้าศึกคิดล่อให้เราบุกออกไป  ถ้าข้าศึกตั้งทัพอยู่ในที่ราบโล่ง  แสดงว่าข้าศึกย่อมคิดว่ามีความได้เปรียบอยู่ หากมีแมกไม้ไหวโยก  แสดงว่าข้าศึกอำพรางตัวยกกำลังมา ถ้าเห็นกับดักมากมายอยู่ในพงหญ้า  แสดงว่าข้าศึกวางกลลวงไว้ถ้าเห็นนกกาแตกฮือบินหนี  แสดงว่ามีข้าศึกซ่อนตัวอยู่ข้างล่าง ถ้าเห็นฝูงสัตว์แตกตื่นวิ่งหนี  แสดงว่าข้าศึกยกทัพใหญ่มาราวี  ถ้าเห็นฝุ่นฟุ้งตลบลอยสูงแสดงว่าข้าศึกยกขบวนรถศึกมา  ถ้าเห็นฝุ่นตลบต่ำและกระจายเป็นบริเวณกว้างแสดงว่าข้าศึกยกพลเดินเท้ามา  ถ้าเห็นฝุ่นลอยฟุ้งกระจัดกระจาย แสดงว่าข้าศึกกำลังลากกิ่งไม้เดิน  ถ้าเห็นฝุ่นเพียงบางเบา ลอยขึ้นๆ ลง ๆ แสดงว่าข้าศึกกำลังตั้งค่าย  ถ้าฝ่ายข้าศึกส่งคนมาเจรจาด้วยวาจาอ่อนน้อมถ่อมตน  แต่ทางกองทัพกลับเร่งเสริมกำลังรบแสดงว่า ข้าศึกเตรียมบุกโจมตี  ถ้าตัวแทนฝ่ายข้าศึกเจรจาด้วยวาจาโอหังแข็งกร้าว  และทางกองทัพก็แสดงท่าทีจะบุกเข้ามา แสดงว่าข้าศึกกำลังเตรียมถอยหนี  ถ้าข้าศึกแยกกองรถศึกออกปีกสองข้างแสดงว่ากำลังจัดขบวนทัพเตรียมรบแตกหักกับ ฝ่ายเรา  ถ้าข้าศึกมาขอเจรจาสงบศึกทั้งที่ยังไม่ได้รับความสูญเสียและไม่มีเอกสาร รับรองเป็นกิจจะลักษณะ แสดงว่าข้าศึกมีแผนลวงซ่อนอยู่  ถ้าข้าศึกวิ่งไปมาพร้อมตั้งแถวจัดขบวน  แสดงว่าข้าศึกกำลังรอรบกับฝ่ายเราให้แตกหัก ถ้าข้าศึกถอยบ้างบุกบ้าง  แสดงว่าข้าศึกต้องการล่อหลอกให้เราหลงกล ถ้าข้าศึกยืนเอาด้ามอาวุธยันกาย  แสดงว่าข้าศึกกำลังหิวโหย ถ้าข้าศึกไปตักน้ำแล้วตัวเองรีบดื่มกิน  แสดงว่าข้าศึกกำลังกระหายน้ำจัด  ถ้าข้าศึกไม่บุกเข้าชิงชัยทั้งที่เห็นความได้เปรียบ  แสดงว่าข้าศึกอิดโรยอ่อนล้า ถ้ามีนกกาจับกลุ่มบินวนอยู่เหนือค่ายข้าศึก  แสดงว่าค่ายนั้นเป็นค่ายร้าง ถ้าข้าศึกร้องตระหนกตกใจในยามกลางคืน  แสดงว่าข้าศึกผวาหวาดกลัว ถ้าข้าศึกในค่ายชุลมุนวุ่นวาย  แสดงว่าแม่ทัพนายกองไม่เป็นที่เคารพยำเกรงของเหล่าทหาร  ถ้าเห็นธงทัพข้าศึกโบกไหวไม่เป็นระเบียบ แสดงว่าข้าศึกได้แตกแถวชุลมุน  ถ้านายทหารของข้าศึกโมโหโกรธกริ้วง่าย  แสดงว่าเหล่าทหารเหนื่อยอ่อนไม่มีเรียวแรง  ถ้าข้าศึกเอาเสบียงข้าวมาเลี้ยงม้า ฆ่าม้ากินเก็บภาชนะหุงต้มขึ้น  และไม่ยกกลับเข้าค่ายแสดงว่าข้าศึกกำลังจนตรอกและเตรียมตีฝ่าวงล้อมอย่างไม่ คิดชีวิต  ถ้าแม่ทัพนายกองของข้าศึกพูดจากับผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างนบนอบขาดความสง่า ผ่าเผย แสดงว่าผู้นั้นไม่เป็นที่เคารพเสื่อมใสของเหล่าทหาร  ถ้าแม่ทัพนายกองของข้าศึกต้องคอยปูนบำเหน็จรางวัลให้ทหารอยู่เสมอ  แสดงว่าเขาจนปัญญาที่จะบังคับบัญชากองทัพ  ถ้าแม่ทัพนายกองของข้าศึกต้องคอยลงโทษทหารอยู่เสมอ  แสดงว่าข้าศึกกำลังเข้าตาจนตกอยู่ในสภาพลำบาก  ถ้านายทหารแสดงความเหี้ยมโหดต่อทหาร แต่ต่อมาก็กลับหวาดระแวงพวกเขา  แสดงว่าเขาเป็นแม่ทัพนายกองที่ไม่ชาญฉลาดที่สุด  ถ้าข้าศึกส่งของกำนัลมาเพื่อขอเจรจา แสดงว่าข้าศึกต้องการพักรบ  เพื่อให้ทหารได้พักผ่อน ถ้าข้าศึกยกทัพมาตั้งประจัญหน้ากับเราอย่างดุดัน  แต่ตั้งอยู่นานก็ไม่ยอมออกรบ และไม่ยอมถอย กลับ  เราจะต้องพิจารณาดูจุดประสงค์ของข้าศึกด้วยความระมัดระวัง  อันการรบทัพจับศึกนั้น ไม่ใช่ว่ามีกำลังทหารมากแล้วจะดีเสมอไป  ขอเพียงไม่ผลีผลามบุ่มบ่ามบุกเข้าตีข้าศึก แต่ให้รวบรวมกำลังทหาร  พิจารณาสภาพของข้าศึก และสร้างความสามัคคีขึ้นในหมู่ทหาร ก็เพียงพอแล้ว  แม่ทัพที่ไม่มีความคิดและประมาทข้าศึก จะต้องตกเป็นเชลยข้าศึกแน่  หากทำการลงโทษทหารทั้งที่พวกเขายังไม่เคารพนับถือในตัวผู้บังคับบัญชาแล้ว  ก็จะใช้พวกเขาเกิดความกระด้างกระเดื่อง ซึ่งยากแก่การบังคับบัญชา  และหากไม่มีการลงโทษตามวินัยเมื่อทหารมีความเคารพนับถือในตัวผู้บังคับบัญชา แล้ว ก็จะใช้พวกเขาออกรบไม่ได้ ดังนั้น  ถ้าเราต้องการให้ทหารทั้งกองทัพมีความพร้อมเพรียงกัน  เราต้องเอาชนะใจพวกเขาด้วยความเมตตากรุณาควบคู่ไปกับการใช้วินัยทหารอย่าง เฉียบขาด เช่นนี้ จึงจะเป็นที่ยำเกรงและรักใคร่ของทหารทุกคน  หากปกติแม่ทัพสามารถสั่งสอนให้ทหารปฏิบัติตามคำสั่ง ได้อย่างเคร่งครัด  ทหารก็จะเคยชินกับการปฏิบัติตามคำสั่ง  เมื่อคำสั่งของแม่ทัพได้รับการปฏิบัติตามอยางเคร่งครัดเป็นปกติวิสัยแล้ว ย่อมแสดงว่าแม่ทัพและเหล่าทหารเข้ากันได้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน&lt;span style="mso-spacerun: yes"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi"&gt;&lt;/span&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;   &lt;p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi" lang="TH"&gt;บทที่ &lt;/span&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi"&gt;10&lt;span lang="TH"&gt;  ลักษณะภูมิประเทศ ซุนวูกล่าวว่า  ลักษณะภูมิประเทศมีด้วยกันทั้งหมดหกลักษณะคือ  พื้นที่ที่ไปมาสะดวกทั้งสองฝ่าย พื้นที่ที่เข้าง่ายออกยาก  พื้นที่ที่รุกรบไม่สะดวกทั้งสองฝ่าย พื้นที่ที่เป็นช่องแคบ  พื้นที่ที่สำคัญอันตรายและพื้นที่ห่างไกล พื้นที่ไปมาสะดวกทั้งสองฝ่าย  หมายถึงพื้นที่ที่ฝ่ายเราเข้าไปได้ ฝ่ายข้าศึกก็เข้าไปได้  ถ้าอยู่ในลักษณะพื้นที่นี้ ควรจะยึดที่สูงมองเห็นได้กว้างไกล  และทางที่ส่งกำลังบำรุงได้สะดวกไว้ก่อน จึงจะได้เปรียบในการรบ  พื้นที่ที่เข้าง่ายออกยาก หมายถึงพื้นที่ที่รุกเข้าไปง่าย  แต่ถอยกลับออกมายาก ถ้าอยู่ในพื้นที่ลักษณะนี้  และข้าศึกไม่ได้เตรียมพร้อมป้องกัน ก็สามารถจู่โจมเอาชนะได้  แต่ถ้าข้าศึกมีการเตรียมพร้อมป้องกันไว้  การเข้าจู่โจมจะไม่ชนะและถอยกลับยาก เช่นนี้เราจะเสียเปรียบมาก  พื้นที่ที่รุกรบไม่สะดวกทั้งสองฝ่าย  หมายถึงพื้นที่ที่ทั้งฝ่ายเราและฝ้ายข้าศึก  ต่างรุกไม่สะดวกด้วยกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งหากอยู่ในพื้นที่ลักษณะนี้  แม้ข้าศึกจะมาหลอกล่อ ก็จงอย่ารุกไล่ตามไป หากแต่ควรแสร้งแพ้ถอยหนี  ล่อให้กำลังข้าศึกไล่ตามมาได้ครึ่งหนึ่ง แล้วจึงหวนกลับเข้าตี  เช่นนี้เราจึงจะได้เปรียบ พื้นที่ที่เป็นช่องแคบ  เราควรเข้ายึดพื้นที่ลักษณะนี้ไว้ก่อน และวางกำลังทหารปิดปากทางไว้ให้แน่น  รอข้าศึกยกกำลังมา แต่ถ้าข้าศึกชิงยึดช่องแคบได้ก่อน  และวางกำลังทหารป้องกันปากทางไว้อย่างแข็งแรง  เราก็จะไม่เข้าตีหากข้าศึกไม่ได้วางทหารป้องกันไว้ ก็ให้เข้าตีได้  พื้นที่ที่ห่างไกล ถ้าทั้งสองฝ่ายมีกำลังพอ ๆ  กันก็ไม่ควรจะไปท้ารบหรือฝืนรบด้วย เพราะจะเสียเปรียบข้าศึก  ที่กล่าวมาทั้งหกข้อนี้ คือหลักการการใช้ลักษณะภูมิประเทศให้เกิดประโยชน์  เป็นภาระหน้าที่อันสำคัญยิ่งของผู้เป็นแม่ทัพ  ที่จะต้องศึกษาพิเคราะห์อย่างจริงจัง ในการรบทัพจับศึกนั้น  มีเหตุแห่งความปราชัยอยู่หกประการคือ มุทะลุ หนึ่ง หย่อนยานหนึ่ง  อ่อนแอหนึ่ง ขัดคำสั่งหนึ่ง ขาดวินัยหนึ่ง คาดการณ์ผิดหนึ่ง  เหตุแห่งความปราชัยทั้งหกประการนี้  มิใช่เป็นภัยพิบัติอันเกิดจากสภาพลมฟ้าอากาศและภูมิประเทศ  หากแต่เป็นความผิดพลาดของผู้เป็นแม่ทัพ  การใช้กำลังรบแบบหนึ่งต่อสิบในขณะที่ฝ่ายเรากับข้าศึกมีกำลังพลพอ ๆ  และไม่ได้เสียเปรียบทางด้านภูมิประเทศ ซึ่งจะต้องพ่ายแพ้แน่เช่นนี้เรียกว่า  &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;มุทะลุ&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span lang="TH"&gt;ทหารมีอาวุธดีและได้รับการฝึกมาอย่างดี แต่นายทหารอ่อนแอ การบังคับบัญชาทหารก็ย่อมจะต้องหย่อนยานด้วย เช่นนี้เรียกว่า&lt;/span&gt;&amp;rdquo;&lt;span lang="TH"&gt;หย่อนยาน&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span lang="TH"&gt;นายทหารเก่งกล้า แต่ทหารอ่อนแอ ย่อมจะทำให้กำลังรบอ่อนด้อยไปด้วย เช่นนี้เรียกว่า &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;อ่อนแอ&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span lang="TH"&gt;แม่ ทัพชั้นรอง ๆ ไปมีความขุ่นเคือง ไม่ยอมฟังคำสั่งของแม่ทัพ  พอพบข้าศึกก็จะนำทหารออกไปรบโดยพละการ  ผู้เป็นแม่ทัพก็เข้าควบคุมพวกเขาไม่ได้ จึงย่อมต้องแพ้พังทลาย  เช่นนี้เรียกว่า &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;ขัดคำสั่ง&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span lang="TH"&gt;แม่ทัพอ่อนแอ ไม่มีบารมี ไม่เด็ดขาด และอบรมทหารไม่ดี นายทหารกับไพร่พลมึนตึงต่อกันจัดขบวนแถวสับสนไม่เป็นระเบียบ เช่นนี้เรียกว่า &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;ขาดวินัย&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span lang="TH"&gt;แม่ ทัพคาดการณ์สภาพข้าศึกผิดพลาด  ใช้กำลังน้อยและอ่อนแอกว่าเข้าตีข้าศึกที่มีกำลังมากกว่าและเข้มแข็งกว่า  และไม่เลือกทหารชั้นเยี่ยมไว้เป็นกองหน้า ซึ่งย่อมจะต้องพ่ายแพ้แน่  เช่นนี้เรียกว่า &lt;/span&gt;&amp;ldquo;&lt;span lang="TH"&gt;คาดการณ์ผิด&lt;/span&gt;&amp;rdquo; &lt;span lang="TH"&gt;เหตุ ทั้งหกประการคือ สาเหตุที่ก่อให้เกิดความปราชัย  และเป็นภาระหน้าที่อันสำคัญยิ่งของผู้เป็นแม่ทัพ  ที่จะต้องศึกษาพิเคราะห์อย่างจริงจัง  ลักษณะภูมิประเทศเป็นเพียงเงื่อนไขเสริมในการรบเท่านั้น  แต่การพิเคราะห์สภาพข้าศึกเพื่อช่วงชิงเอาชัยชนะ  การสำรวจลักษณะภูมิประเทศว่าอันตรายหรือปลอดภัย  และการคำนึงถึงเสันทางการเดินทัพว่าใกล้หรือไกลเพียงใดต่างหากที่เป็นสิ่ง ที่แม่ทัพผู้ชาญฉลาดจะต้องยึดกุมให้ได้  ผู้ที่บัญชาการกองทัพด้วยความเข้าใจในเหตุผลเหล่านี้ ย่อมจักชนะแน่นอน  ส่วนผู้ที่บัญชาการรบโดยไม่เข้าใจเหตุผลเหล่านี้ ย่อมจักปราชัย  หากผู้เป็นแม่ทัพได้พิเคราะห์พิจารณาด้วยหลักแห่งยุทธศาสตร์แล้ว  มั่นใจในชัยชนะ ถึงแม้พระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงเป็นประมุขจะรับสั่งว่า อย่ารบ  แต่แม่ทัพก็สามารถตัดสินใจเด็ดขาดให้ ออกรบได้  แต่ถ้าแม่ทัพได้พิเคราะห์พิจารณาด้วยหลักแห่งยุทธศาสตร์แล้ว  ไม่มั่นใจในชัยชนะ ถึงแม้พระเจ้าแผ่นดินผู้ทรงเป็นประมุขจะรับสั่งว่า  ต้องรบ แม่ทัพก็อาจตัดสินใจไม่รบได้  ผู้เป็นแม่ทัพจะต้องนำทัพบุกโดยไม่มุ่งหวังในชื่อเสียงเกียรติคุณของตัวเอง  และถอยทัพได้โดยเกรงอาญาแผ่นดิน มีแต่เจตจำนงที่จะปกป้องราษฎร  และพิทักษ์ผลประโยชน์แห่งองค์พระประมุข  แม่ทัพเช่นนี้แหละที่เป็นสมบัติอันล้ำค่าของบ้านเมือง  แม่ทัพที่ปฏิบัติต่อทหารดุจมารดาทะนุถนอมลูกน้อย  พวกทหารก็ย่อมยินดีร่วมฝ่าฟันความทุกข์ยากกับเขา  แม่ทัพที่ปฏิบัติต่อทหารดุจบิดารักบุตรพวกทหารย่อมร่วมเป็นร่วมตายกับเขาได้  ถ้าแม่ทัพได้ปฏิบัติต่อทหารเป็นอย่างดี แต่ไม่ใช่งานพวกเขา  รักแต่ไม่อบรมบ่มสอน และเมื่อทหารทำผิดวินัยก็ไม่ได้รับการลงโทษ  เช่นนี้ก็เหมือนตามใจลูกจนเสียคน ทหารเหล่านี้ย่อมจะใช้รบไม่ได้  แต่ถ้าแท่ทัพรู้แต่ว่า ฝ่ายตนมีกำลังพอที่จะเข้าตีข้าศึกได้  แต่ไม่รู้ว่าข้าศึกมีกำลังมากไม่สามารถเข้าตีได้  ความหวังที่จะได้ชัยชนะก็มีเพียงครึ่งเดียว และถ้ารู้แต่ว่า  ข้าศึกมีกำลังไม่มากสามารถเข้าตีได้  แต่ไม่รู้ว่าฝ่ายตนมีกำลังไม่พอจะเข้าตีข้าศึกได้ เช่นนี้  ความหวังที่จะได้ชัยชนะก็มีเพียงครึ่งเดียวเช่นกัน  ถ้ารู้ว่าศึกมีกำลังไม่สามารถเข้าตีได้ และฝ่ายตนมีกำลังพอที่จะตีได้ด้วย  แต่ไม่รู้ว่า ฝ่ายตนอยู่ในสภาพภูมิประเทศที่เสียเปรียบ เช่นนี้  ความหวังที่จะได้ชัยชนะก็มีเพียงครึ่งเดียวด้วยเช่นกัน ดังนั้น  ผู้ที่รู้จักหลักการทำสงคราม ย่อมจะปฏิบัติการได้ไม่พลาด  และพลิกแพลงยุทธวิธีการรบได้เรื่อย ๆ ไม่มีทางอับจน ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า  รู้เขา รู้เรา ย่อมช่วงชิงชัยชนะได้โดยไม่มีอันตราย และรู้สภาพลมฟ้าอากาศ  รู้ลักษณะภูมิประเทศ ย่อมประกันชัยชนะได้สมบูรณ์&lt;span style="mso-spacerun: yes"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp; &lt;/span&gt;&lt;span style="mso-spacerun: yes"&gt;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt; &lt;p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi"&gt;&lt;/span&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;   &lt;p class="MsoNormal" style="MARGIN: 0cm 0cm 0pt"&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi" lang="TH"&gt;บทที่ &lt;/span&gt;&lt;span style="FONT-SIZE: 14pt; FONT-FAMILY: &amp;#39;Angsana New&amp;#39;,&amp;#39;serif&amp;#39;; mso-ascii-theme-font: major-bidi; mso-hansi-theme-font: major-bidi; mso-bidi-theme-font: major-bidi"&gt;11&lt;span lang="TH"&gt;  พื้นที่เก้าลักษณะ ซุนวูกล่าวว่า อันหลักการทำศึกนั้น  ได้แบ่งพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางทหารออกเป็นเก้าลักษณะคือ พื้
