Pineapple TH-PH

Done

Tuesday, September 16, 2008

ได้อย่าง...เสียอย่าง งาน : ครอบครัว

ได้อย่าง...เสียอย่าง

คอลัมน์ โรคแห่งการบริหาร

โดย สุจินต์ จันทร์นวล

ใน การเป็นคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง มีจุดมุ่งหมาย มีความตั้งใจ กอปรกับความรู้ความสามารถจากพื้นฐานการศึกษา ทำให้เขาโดดเด่นมาก ตั้งแต่การเริ่มงานในฐานะลูกจ้าง เป็นหัวหน้าแผนกตั้งแต่ยังหนุ่ม

ใน บทบาทผู้นำของเขา ไม่ว่าจะเป็น ลูกน้องหรือนาย เขาทำได้ชนิดที่ลูกน้องรักนายชอบ เพราะความทุ่มเทกับงาน และจริงใจกับลูกน้อง ผลงานและความสำเร็จ จึงส่งให้เขาก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ

เมื่อ ที่ใดไม่มีหนทางหรือโอกาสให้เขา ได้เดินทางไปสู่จุดหมาย และความคาดหวังที่เขาวางไว้ เขาก็จะไปเสาะหาที่ที่เปิดโอกาสให้เขา ได้พิสูจน์ในความสามารถและตัวตนของเขา

ตลอดเวลาในการเล่นบทผู้แสวงหา นี้ ดูเหมือนชีวิตของเขามีแต่งาน ลูกน้อง การแก้ปัญหา และการฝ่าฟันกับอุปสรรคขวากหนาม เขาหันหลังให้กับชีวิตในวัยหนุ่ม ที่มักจะตื่นเต้นและหลงระเริง ไปกับความรื่นรมย์ของไลฟ์สไตล์คนหนุ่ม กิน เที่ยว เฉี่ยวโฉบสาวๆ

มันเหมือนกับโชคที่เข้าข้าง เพราะงานแต่ละงานที่เขาได้รับโอกาสนั้น มันเป็นงานที่สามารถพิสูจน์ตัวตนได้เป็นอย่างดี เพราะผลงานที่สำเร็จนั้น มันเป็นรูปธรรม ที่เห็นกันชัดเจน อ้างอิงได้เต็มปากเต็มคำ ว่านี่แหละคือฝีมือและผลงานที่เกิดขึ้น

จากผลงานและความสำเร็จ เบื้องหลังมันก็คือความรู้ความสามารถในหน้าที่ ที่ได้รับ แน่นอนว่ามันต้องเกี่ยวข้องอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กับคุณสมบัติในความเป็นผู้นำ ในการบริหารคนบริหารลูกน้อง ซึ่งมันก็เข้าตาผู้บริหารระดับสูง ที่กำลังมองหาดาวรุ่งมาเข้าในสังกัด เพื่อทำงานใหญ่

โอกาสนั้นจึงถูกหยิบยื่นมาสู่เขา กับตำแหน่งที่เขาใฝ่ฝันมาตั้งแต่เริ่มทำงาน มันเป็นจริงเร็วกว่าที่เขาคาดการณ์ไว้เสียอีก พร้อมๆ ไปกับความประหวั่นพรั่นพรึง กับโอกาสที่พุ่งเข้ามาหาเร็วเกินไป เนื่องจากเขายังไม่น่าจะพร้อมที่จะรับมือ กับมัน พอๆ กับการที่เรียนมัธยมยังไม่จบดี แต่ได้สิทธิให้ขึ้นปีหนึ่งมหา"ลัยเลย

แต่ คนอย่างเขาไม่เคยย่อท้อ เขามองว่าโอกาสเช่นนี้คงหาไม่ได้อีกแล้วในชีวิตนี้ มันเหมือนมีคนเอาบันไดมาตั้งไว้ตรงหน้า แล้วบอกว่าถ้าอยากขึ้นสูงไปสู่ความฝัน มันรออยู่แล้วที่ด้านบน ก็จงไต่มันขึ้นไป ในขณะที่คนอื่นไม่มี ต้องหาทางปีนป่ายกันขึ้นไปเอง

เขา จึงยิ่งอุทิศเวลาของชีวิตแทบทั้งหมด ให้กับโอกาสที่ยิ่งใหญ่นี้ หนักกว่าที่เคยผ่านๆ มาทุกช่วง จนแทบจะไม่มีเวลาว่าง ไม่มีวันหยุดให้กับครอบครัว งานมาก่อน ครอบครัวมาทีหลังเสมอ

จนเมีย เขาทนไม่ไหว ที่รู้สึกว่าเขาให้ความสำคัญกับเธอน้อยเกินไป จนเปรียบเปรยว่าเธอเสมือนเมียน้อย เพราะเวลาส่วนใหญ่ของเขาต้องอยู่กับเมียหลวง คือบริษัท คืองานของเขา แน่นอนว่าบรรยากาศในครอบครัว ที่เพิ่งก่อร่างสร้างกันขึ้นไม่กี่ปี ผัวหนุ่มเมียสาวกับลูกน้อยที่ยังเล็ก ขาดความอบอุ่นและสมดุล เพราะตัวสามีและพ่อนั้น อุทิศเวลาให้กับงานให้กับ ลูกน้อง มากกว่าเมียและลูกเสียอีก

มิไยที่เขาจะพยายามอธิบาย ถึงความเป็นจริงที่เกิดขึ้นให้เธอเข้าใจ ว่าที่เขาต้องทำแบบนี้ เพื่ออะไร เพื่อใคร ชีวิตของครอบครัวลูกเมีย อนาคตความเป็นอยู่ และคุณภาพของชีวิตจะดีขึ้น ชีวิตคู่ที่เริ่มต้นด้วยฐานะเป็นศูนย์ มันจะลืมตาอ้าปากขึ้นได้มากเท่าไหร่ ก็ต้องอาศัยสมองและ สองมือนี่เท่านั้นแหละ ซึ่งมันก็ต้องมีโอกาสที่อำนวยให้ด้วย

และ เมื่อมันมาถึง ก็ต้องไขว่คว้าโอกาสนี้ไว้ ปล่อยมันหลุดลอยไปไม่ได้ และต้องทำมันให้สำเร็จ มันเป็นภาวะ อิต นาว ออร์ เนเวอร์ ถ้าไม่เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีวันอีกแล้ว เขามีเดดไลน์ที่จะต้องทำงาน ให้เสร็จทันตามกำหนด และนั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นการแจ้งเกิดของเขา หากมันไม่เสร็จ เวลาและความทุ่มเทที่เสียไป มันก็เปล่าประโยชน์ บรรยากาศในครอบครัวลุ่มๆ ดอนๆ เกิดมีปากเสียงกันบ่อยและถี่ขึ้น ในเมื่อเขาเดินหน้าเต็มตัวให้กับงานตามที่พูดไว้ เมียก็ดับเครื่องชน การปะทะกันชนิดแตกหักก็ เกิดขึ้น เมื่อเมียให้ทางเลือกกับเขาสองทาง คือจะเลือกงานหรือเลือกเมีย ถ้าเลือกงานก็ต่างคนต่างไป

เขามีคำ ตอบอยู่แล้ว ทุกอย่างจึงสิ้นสุดลงตรงนั้น ในขณะเดียวกันไม่นาน เขาก็สามารถสร้างผลงานได้สำเร็จ มีคนปูพรมเชื้อเชิญให้เขาไปรับงานในตำแหน่งที่ได้เคยฝันไว้ ชีวิตการงานของเขาถึงจุดเปลี่ยนทันที เช่นเดียวกับการสูญเสียครอบครัวไป

ผู้ หยิบยื่นโอกาสและสนับสนุนเขา ไม่ได้ผิดหวังในตัวเขาสักนิดเลย ทุกอย่างจึงพุ่งทะยานไปปานจรวด ทั้งตำแหน่งและรายรับ จากผลงานที่ดีเลิศ ด้วยการทุ่มเทและอุทิศเวลาทั้งหมดให้กับงาน เพื่อจะได้ไม่ให้ความผิดหวังและเจ็บปวด จากการที่ครอบครัวแตกสลายมาทำลายเขาได้ ถึงกระนั้นเขาก็มิได้ละทิ้งความรับผิดชอบในการส่งเสียเลี้ยงดู และไปเยี่ยมเยียนลูกเป็นประจำ

การเป็นพ่อม่ายที่อยู่ในระดับผู้ บริหารขนาดนั้น มีหรือที่เส้นทางจะไม่แผ้วพาน กับหญิงสาวที่พยายามยื่นใบสมัครขอเป็นเพื่อนคู่ชีวิตเขาอีกคำรบ หลังจากหลบหลีกอยู่หลายปี เขาก็ถูกต้อนเข้ามุมอีกครั้งจนได้ แต่คราวนี้ เขาตั้งใจที่จะไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีก โดยสร้างข้อแม้กับคนที่จะมาใช้นามสกุลเดียวกับเขาว่า สำหรับเขา งานมาก่อน ครอบครัวทีหลัง อย่าพยายามเปลี่ยนเขาเป็นอันขาด

ก็เข้าอกเข้าใจกันดี ครอบครัวมีสุข เป็นปึกแผ่นมีฐานะขึ้น พร้อมๆ กับความสำเร็จในหน้าที่การงาน จนสามารถขึ้นไปในระดับสูงสุด ของการมีอาชีพเป็นนักบริหาร ดูแลรับผิดชอบบริหารธุรกิจให้เจ้าของบริษัท ระดับเป็นร้อยล้าน

ได้ รับชื่อเสียงในฐานะนักบริหารมีฝีมือ มีผลงานและความสำเร็จเป็นการันตี รวมทั้งกิตติศัพท์ในความสุจริตและขาวสะอาด เขาได้รับงานใหญ่ๆ ที่ท้าทายอยู่ตลอดเวลา คราวนี้คนเป็นเจ้าของเงินไม่ต้องคิด เขาเป็นผู้คิดแทนว่าควรจะต้องทำอะไร ไอเดียในเชิงธุรกิจที่เฉียบแหลม ทำให้เขาสามารถเอาเงินคนอื่นเป็นสิบๆ ล้าน มาพิสูจน์ความสามารถของเขาเองได้สบายๆ ด้วยการคืนทุนในเวลาเท่าไหร่ และทำกำไรปีละเท่าไหร่

คราวนี้เขาพยายามประคองนาวาชีวิตครอบครัว ไว้ให้ยาวนานอย่างสุดความสามารถ เมื่อภรรยาเริ่มบอกกับสามีว่า ไปทำให้คนอื่นรวยทำไม มันน่าจะทำให้ตัวเองรวยสิ ถึงจะถูก เป็นลูกจ้างเขามันก็เท่านั้น ชาตินี้ยังไงก็ไม่รวย พร้อมๆ กับกดดัน ให้ลาออก และมาสร้างธุรกิจของตัวเอง

เขาพยายามให้เหตุผล ว่าการรับจ้างเขากับการทำเองนั้น มันต่างกันอย่างไร ไม่ใช่จะทำกันได้ง่ายๆ เขารู้จักตัวเองดี ประเมินตัวเองและวางหลักแนวทางไว้แล้ว ว่าเขาทำอะไรได้ดีที่สุด เขาเป็นอะไรได้ดีที่สุด การยึด อาชีพนี้ของเขาจะไม่มีวันล้มเหลว เพราะเขามีความเชื่อมั่นในตัวเองพอ เขาไม่ต้อง การเอาอนาคตและชีวิตของลูกๆ มาเสี่ยง อะไรจะเกิดขึ้นหากทำเองแล้วไม่สำเร็จ

ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกจนได้ เขาพลาดแล้วก็พลาดอีก เมื่อเขาถูกกดดันหนักเสียจนถึงขั้นแตกหัก เมื่อเขาไม่ทำธุรกิจเอง เมียก็จะทำ โดยการแบ่งทรัพย์สินและ แยกทาง เขาเหลือเพียงตัวเปล่าอีกครั้ง ตั้งต้นจากศูนย์ใหม่ เพราะเขายกทรัพย์สินที่มีให้ไปหมด ออกจากบ้านแต่ตัวกับภาระต่อเนื่อง คือการส่งเสียเลี้ยงดูลูก

คราวนี้เขาเข็ดหลาบและแหยงกับชีวิตคู่ ขออยู่เป็นพ่อม่ายเลี้ยงดูลูกๆ เอง ชีวิตของเขาก็ยังโลดแล่นอยู่กับงานที่เขารักเขาชอบ นั่นคือการรับจ้างเป็นนักบริหาร ผูกพันอยู่กับการสร้างการฝึกลูกน้อง ไปพร้อมๆ กับการบริหารธุรกิจ วิถีของเขาไม่เคยเปลี่ยนแปลง ขึ้นได้สูงสุดเหมือนอย่างที่เขาใฝ่ฝันไว้ จนติดลมบนแล้ว

เมื่อลูก น้องที่สนิทๆ ถามเขาในวันหนึ่ง หลังการวางมือจากชีวิตการรับจ้างว่า คนหลังเกษียณที่อยู่ลำพังโดยไม่มีครอบครัวนั้นเป็นอย่างไร เหงาไหม รู้สึกโดดเดี่ยวไหม

คำตอบของเขาก็คือมันก็มีบ้าง แต่ก็แค่แวบๆ เดี๋ยวก็หาย เพราะมีอะไรให้ทำเยอะ สมัยที่ทำงานมันไม่มีเวลาว่างพอที่จะทำ ก็เลยไม่ได้มีเวลาปล่อยให้ตัวเองล่องลอย

คำถามต่อไปคือ หากย้อนเวลากลับมาได้ อยากให้ชีวิตเป็นอย่างไร จะแก้ไขเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง

เขา บอกว่า เขาอุทิศตัวเองให้กับหน้าที่ ให้กับคนอื่นมากเกินไป เมื่อเทียบกับการที่เขาให้ครอบครัว มันคือความผิดพลาดที่ต้องแก้ไข หากเขาแบ่งเวลาได้ถูกต้อง โดยลดความเป็นตัวของตัวเองลงบ้าง วันนี้เขาคงไม่ต้องมาตอบคำถามเช่นนี้

คิดว่าคุ้มไหมกับความสำเร็จในชีวิต การงาน และความล้มเหลวเรื่องครอบครัว

เมื่อก่อนคิดว่าคุ้ม แต่มาถึงตอนนี้คิดว่าไม่คุ้มแล้ว จำไว้เป็นตัวอย่างแล้วกัน จะได้ไม่ผิดพลาดเช่นเขา

No comments: